แองโกล่า (3): ทิงนองนอยด์
posted on 01 Dec 2009 20:47 by bongtao in move
1.
ผมไม่เคย “นอยด์” กับการเดินทางครั้งไหนเท่าทริปนี้มาก่อน
จริงอยู่ว่าประเทศในแอฟริกามันดูน่ากลัวชิบหาย
ทั้งคนตัวดำๆ ทั้งโรคประหลาดๆที่เป็นแล้วอาจตายได้ใน 24 ชม.
อาหารก็ไม่น่าจะอร่อย บ้านเมืองก็ไม่น่าเจริญ ...
ไม่รู้ว่าไปถึงแล้วจะเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง
แต่เอาเข้าจริง ... เรื่องนอยด์ๆบนย่อหน้าแรกมันโคตรขี้ๆสิวๆจิ๊บๆเลยครับ
เมื่อเทียบกับปัญหาของผมที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจะเดินทาง
2.
เรื่องของเรื่องคือ ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาผมเดินทางเยอะมาก
หน้าเปล่าของพาสปอร์ตผมค่อยๆร่อยหลอไปตามกาลเวลา
จนพอผมกลับมาจากจีนเมื่อต้นเดือน พาสปอร์ตผมก็เหลือหน้าว่างแค่หน้าเดียว
แต่ก็ยังพอจะมีหน้าอื่นๆ ที่ปั๊มไปบ้าง แต่ก็ยังพอเหลือที่ให้ปั๊มได้อีกเยอะ
ผมไม่มีเวลาไปทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ เพราะทันทีที่ผมกลับจากจีน
ผมต้องยื่นเรื่องทำวีซ่าของ Angola ต่อทันที
ซึ่งโดยปกติแล้ว...
การทำวีซ่าของหลายๆประเทศ จะมี requirement ชัดเจนมากว่า
จะต้องมีหน้าเปล่าเหลืออยู่อย่างต่ำ 2 หน้า แต่ผมก็ไม่มีเวลาทำพาสปอร์ตแล้ว
เอาวะ ... ยังไงก็ต้องลองล่ะครับ...ก็หวังอยู่ลึกๆ ถ้าไม่ได้ก็ดี จะได้ไปเที่ยวกระบี่กะเพื่อนๆ
การทำวีซ่าแองโกล่าแม่งก็ไม่ง่ายด้วยครับ เพราะต้องส่งพาสปอร์ต
ไปทำวีซ่าที่อินเดีย เนื่องจากประเทศแองโกล่าไม่มีสถานฑูตหรือสถานกงสุลในไทย
ซึ่งกระบวนการจะใช้เวลาทำประมาณ 20 วัน แต่ด้วยความบังเอิญหรือว่าอะไรก็ไม่รู้
มันบังเอิญมากๆที่ ทางเจ้าหน้าที่กงสุลเค้าดันเดินทางมาที่ประเทศไทยพอดี
ซึ่งเขาจะรับทำวีซ่าให้เป็นกรณีพิเศษวันเดียวเสร็จ ถ้าทางผมเตรียมเอกสารเรียบร้อย
ทั้งสัปดาห์ช่วงนั้น ผมก็วิ่งวุ่นกับการไล่ล่าเอกสารต่างๆ เพื่อทำวีซ่า
ทั้งใบรับรองแพทย์ (ขอบคุณคุณหมอที่ออกใบรับรองแพทย์ให้ฟรีครับ)
ฉีดวัคซีนไข้เหลือง ไข้กาฬหลังแอ่น ขอ statement ย้อนหลังสามเดือน
จนในที่สุด ผมก็ได้วีซ่าแองโกล่ามาแปะพาสปอร์ตในหน้าสุดท้ายได้ทันเวลา
3.
กระบวนการต่อไปก็คือ ซื้อตั๋วเครื่องบิน ซึ่งอันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร
เพราะตอนนี้ emirates เพิ่งเปิด route ใหม่บินตรงไปแองโกล่าจากดูไบได้เลย
ผมก็จัดการทำอนุมัติเดินทาง แล้วซื้อตั๋วเครื่องบินในราคาเหยียบครึ่งแสนต่อที่นั่ง
โดยมีกำหนดการเดินทางในคืนวันอาทิตย์ที่ 22 ...
แต่แล้ว ทันใดนั้น ... ในวันเกิดผม (18 พ.ย.)
ผมก็ค้นพบความจริงว่า ด่านตม. ที่สนามบินสุวรรณภูมิอาจจะไม่ยอม
ให้ผมออกนอกประเทศ ถ้าพาสปอร์ตของผมไม่เหลือหน้าว่างเลย
นั่นหมายความว่า ผมต้องไปทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ ณ ตอนนั้นเลย
เพื่อให้ได้พาสปอร์ตเล่มใหม่ภายในวันศุกร์ แล้วเดินทางในคืนวันเสาร์
ผมวิ่งนมตั้ง ขึ้นแท๊กซี่ ไปทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ทันก่อนเค้าปิดพอดี
กำหนดรับพาสปอร์ตเล่มใหม่คือวันศุกร์ที่ 20 พ.ย.
4.
วันที่ 20 เป็นวันศุกร์ที่ผมยุ่งมาก เพราะต้องเคลียร์งานก่อนทิ้งออฟฟิศไปอาทิตย์นึง
กว่าผมจะได้ออกจากออฟฟิศไปรับพาสปอร์ตก็ปาเข้าไปบ่ายสองเศษๆ
กว่าจะขับรถไปถึงสำนักงานหนังสือเดินทาง ก็ปาเข้าไปบ่ายสามกว่าๆ
ผมรับพาสปอร์ตเล่มใหม่เอี่ยมอ่อง แล้วก็ไม่ลืมว่าผมยังมีอีกขั้นตอนสำคัญ
นั่นคือการ endorsement หรือการรับรองว่าวีซ่าในพาสปอร์ตเล่มเก่านั้น
ยังมีผลใช้กับพาสปอร์ตเล่มใหม่ได้ แม้ว่าพาสปอร์ตเล่มเก่าจะปั๊ม cancel ไปแล้ว
ปรากฏว่า พอผมยื่นพาสปอร์ตทั้งสองเล่มให้ที่เคาน์เตอร์ข้างๆ
ป้าแก่ๆ สวมแว่นกรอบหนาก็รับเล่มไปแล้วบอกผมว่า...
“ถ่ายเอกสารหน้าปกทั้งเล่มเก่า กับเล่มใหม่อย่างละชุด
แนบมาพร้อมสำเราบัตรประชาชน เอามายื่น แล้วรอรับเล่มวันจันทร์ค่ะ”
หา!!! ... เมื่อกี้ป้าบอกว่า “วันจันทร์” เหรอครับ...
“ค่ะ... วันจันทร์ค่ะ วันนี้ทำไม่ทันแล้วค่ะ นี่อีก 10 นาทีจะปิดออฟฟิศแล้ว”
ป้าบอกผมด้วยหน้าตาเรียบเฉย ...ผิดกับผมที่ตาจะถลนออกจากเบ้า
“ป้า... เอ้ย ...คุณน้าครับ ... ผมต้องใช้เดินทางวันพรุ่งนี้แล้วครับ
ถ้าไม่ endorse พาสปอร์ตให้ผม ผมอาจจะเดินทางไม่ได้นะครับ
รบกวนทำวันนี้เลยไม่ได้เหรอครับ นะครับ นะครับ...”
ตอนนั้นถ้าป้าให้ผมรำปอบผีฟ้าบูชายัญ ผมก็ยอมทำละครับ
นี่ผมมาถึงขั้นนี้แล้ว จะเดินทางวันพรุ่งนี้แล้ว จะให้ผมตกม้าตายตอนนี้เหรอ?
“ทำไม่ทันจริงๆค่ะ เนี่ย ...ป้าปิดบัญชีแล้ว ออฟฟิศก็ปิดแล้ว”
(ป้ายื่นกระดาษที่มีตัวเลขเยอะๆ พลางจิ้มเครื่องคิดเลขรวมเงินไปด้วย)
“แต่เอาพาสปอร์ตไปใช้ก่อนทั้งสองเล่มได้ค่ะ ... ว่างๆค่อยเอามาทำ”
“หมายความว่า ตอนผมไปด่าน ตม. ผมก็ยื่นพาสปอร์ตสองเล่มพร้อมกัน?”
“ใช่ค่ะ ... ยื่นพร้อมกันได้เลยค่ะ เดี๋ยวนี้พวกอเมริกา อังกฤษ
เค้าก็อนุญาตให้ยื่นพาสปอร์ตสองเล่มได้แล้วค่ะ ...”
“...ครับ พร้อมกันก็พร้อมกันครับ”
ผมคอตก ยกธงขาวยอมแพ้ป้า ดูท่าทางยังไงป้าก็คงไม่ปั๊ม endorse ให้ผมวันนี้แน่ๆ
ผมเดินออกมาจากสำนักงานเดินทาง โดยที่บอกไม่ถูกว่าจะรู้สึกยังไงดี
ใจนึง ผมก็รู้สึกโล่งอก ตามที่ป้าบอกว่าผมสามารถใช้พาสปอร์ตสองเล่มพร้อมกันได้
แต่อีกใจนึง มันก็รู้สึกนอยด์ ที่พาสปอร์ตผมไม่ได้ endorse เล่มเก่าไว้
5.
ผมไม่ได้กลับไปทิ่ออฟฟิศอีก แต่มุ่งหน้าไปที่เดอะมอลล์ บางแค
เพื่อไปช้อปปิ้งของกินติดกระเป๋า ซึ่งนายผมผู้เคยไปไนจีเรียและเอธิโอเปียมาแล้ว
แนะนำว่า ควรจะเอามาม่าคัพ และของแห้งติดกระเป๋าไปกินกันตายด้วย
ผมเดินอ้อยอิ่งอยู่ใน home fresh mart อยู่นานเหมือนกัน
(ลองนึกภาพมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ เสื้อเชิ้ต กางเกงสแลค รองเท้าหนัง
แต่ดันเข็นรถเข็นเดินช้อปของกิน ... ดูเป็นภาพที่ประหลาดและลักลั่นย้อนแย้งมาก)
สุดท้ายก็ได้มาม่าคัพ บิสกิตอีกสองกล่อง และกล้วยอบน้ำผึ้งอีกกล่องนึง
อนึ่ง, กล้วยอบนี่ไม่ใช่กล้วยอบธรรมดา แต่เป็นกล้วยอบน้ำผึ้งระดับโอทอป
แพคเกจสวยหรูเก๋ไก๋ เพราะนอกจากจะบรรจุกล่องแล้ว ยังมี individual wrap
แบ่งเป็น 7 ซองย่อย หนึ่งซองมีกล้วยอบน้ำผึ้ง หน้าตาละม้ายปลิงควายตากแห้ง 2 ชิ้น
ราวกับว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก Tokyo banana ของฝากอันดับหนึ่งของกรุงโตเกียว
นอกจากของกินแล้ว ผมยังเอาน้ำเปล่าไปด้วยครับ บ้าไหม...เอาน้ำเปล่าไปด้วย...
เพราะมีคนบอกว่าแอฟริกานี่หาน้ำสะอาดกินยาก ผมก็กลัวอดน้ำตายกลางทาง
เลยเอาน้ำออร่าขวดเล็กไปอีก 4 ขวด เอาไว้ดื่มกันตายอีกเช่นกัน ...
ตอนจ่ายตังค์ แคชเชียร์ทำหน้าแปลกๆเมื่อเห็นของที่ผมซื้อ
เธออาจจะคิดในใจอยู่เงียบๆว่า ...โถ... เห็นแต่งตัวดีๆทำงานออฟฟิศอย่างนี้
แต่ต้องมาม่าคัพ ซื้อน้ำเปล่าขวดกลับบ้าน ท่าทางจะกำลังผ่อนคอนโดหัวบาน
หรือไม่ก็ติดหนีพนันบอลสินะ ถึงมีปัญญาซื้อกินได้แค่นี้ ...
ผมจ่ายตังค์ เดินออกมาจากซุปเปอร์แบบจิตใจไม่อยู่กับเนื้อตัวเท่าไร ...
ในใจคิดกังวล ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมซื้อมามากเกินไป หรือน้อยเกินไป
ก็ผมไม่เคยแพ๊คของกินไปต่างประเทศเลยสักครั้ง ...
6.
ระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน ... ผมยังรู้สึกนอยด์ๆเรื่องพาสปอร์ตอย่างบอกไม่ถูก
มันก็รู้สึกแปลกดี ที่ตอนนี้ผมถือพาสปอร์ต 2 เล่ม ...
แต่อยู่ดีๆ มันก็มีอะไรเข้ามาให้ผมฉุกคิด ...เอ๊ะ ... คนปกติอย่างเรา
มันสามารถถือพาสปอร์ตได้พร้อมกันสองเล่มเลยเหรอ มันไม่น่าเป็นไปได้
เพราะมันดูเป็นสิทธิพิเศษของคนใหญ่คนโตเท่านั้น ผมรู้ว่านายๆบางคนในบริษัท
สามารถถือพาสปอร์ตได้ถึง 3 เล่มพร้อมกัน เพราะเดินทางถี่มากแบบทริปต่อทริป
และพาสปอร์ตที่เคยใช้เข้าประเทศตะวันออกกลางพวก อิรัก อิหร่าน
มักจะมีปัญหาถ้าใช้เข้าประเทศอเมริกา ... เค้าเลยต้องมีหลายๆเล่มแยกกัน
แต่นี่ก็ถือว่าเป็นโคตรจะสิทธิพิเศษ ประชาชนตาสีตาสาใช่ว่าจะทำแบบนี้ได้นะ
ผมเลยจัดการพลิกหน้าพาสปอร์ตเล่มเก่า แล้วพบว่ามันถูกปั๊ม CANCEL สีแดง
อยู่ที่หน้าปกด้านในไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้...ผมไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ท่าทางเค้าน่าจะปั๊มตอนที่ผมจ่ายเงินรับเล่มใหม่ เพราะมันเป็นช่วงเดียว
ที่พาสปอร์ตเล่มเก่าของผมไม่ได้อยู่กับตัว ...มันต้องเป็นตอนนั้นแน่ๆ
ถ้าผมรู้ว่าเล่มเก่าผมโดน cancel ผมคงไม่ยอมแพ้ป้าง่ายๆแน่ๆ
เพราะตอนนี้เท่ากับว่า จริงๆผมมีพาสปอร์ตแค่เล่มเดียวเท่านั้นแหละ!!!
ความนอยด์ก่อตัวเป็นเมฆดำทะมึนในจิตใจ อยากจะทำอะไรก็ทำไม่ได้แล้ว
ตอนนี้เวลา 6 โมงเย็นวันศุกร์ ผมไม่เหลือเวลาแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว
ทางเดียวที่ผมทำได้ตอนนี้คือ กลับบ้าน แล้วเริ่มแพ๊คกระเป๋าเดินทาง ...
7.
ผมกลับบ้าน หาข้อมูลเรื่อง endorsement ก็พบข้อมูลทั้งสองแบบ
บางคนบอกเหมือนป้า คือเดี๋ยวนี้ไม่ต้อง endorse แล้ว ง่ายนิดเดียว
แค่ยื่นพาสปอร์ตสองเล่มที่ ตม. เดี๋ยวเค้าปั๊มให้เอง จบ...
แต่บางคนก็บอกว่า บางประเทศยังต้อง endorse อยู่นะ ...
มันขึ้นอยู่กับประเทศน่ะ อย่างอินเดีย ออสเตรเลียยังต้องทำนะ
แต่ถ้าอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่นเนี่ย ไม่ต้องทำแล้ว...ไรงี้นะ
...เอ่อ...
คำถามคือ ...แล้วกูจะไปแองโกล่า ... ตกลงมันต้อง endorse มั้ยครับ?
(โปรดติดตามตอนต่อไป)