ฮึ้บ! ลองอีกทีละกัน!

posted on 02 Jul 2009 21:15 by bongtao  in life

1.
สองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ผมเนิร์ดที่สุดตั้งแต่ทำงานมาสามปี
เพราะผมมีสอบถึง
3 ตัว (เอ่อ... จริงๆคำว่าสอบนี่ใช้ลักษณะนามว่าอะไรอ่ะ?
)
ได้แก่สอบ
TOEIC, TOEFL, และภาษาญี่ปุ่นครับ

การสอบ
TOEFL เป็นด่านแรกของผมสู่ประตูชัยที่ฝรั่งเศสครับ
ในขณะที่
Business school ระดับโลกส่วนใหญ่ต้องการคะแนน TOEFL
อยู่ที่ประมาณ 100 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 120 คะแนน ประกอบด้วย
reading, listening, speaking, writing อย่างละ 30
คะแนน)
นัง
INSEAD ที่ผมอยากไปเรียนมันกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 105/120 ครับ

...หลายคนบอกว่า หูย... แค่ห้าคะแนนเอง ไม่เห็นต่างกันเลย
ขอบอกไว้เลยครับว่า อีห้าคะแนนนี่กว่าจะได้มาสักคะแนน ไส้แทบเล็ดครับ
!

ผมไปสอบ
TOEFL เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา
ใช้เวลาสอบทั้งหมด
4 ชั่วโมง เข้าห้องสอบตอน 8.30 น.
ออกมาอีกที เที่ยงครึ่ง ในสภาพหมดแรง หอบแดก เหมือนไปวิ่งมาราธอนมา
คือ มันเป็นการสอบที่ใช้พลังงานเยอะมากอ่ะครับ เยอะกว่าทึ่คิดมากๆๆๆๆๆๆ

ตอนที่ผมเดินออกมาจากห้องสอบ ถึงผมจะเหนื่อยและเพลียมาก
แต่ในใจผมก็แอบดีใจและมั่นใจเล็กๆนะครับ ว่าผมทำได้ดีพอสมควร

2.
ทุกครั้งที่ผมบอกคนรอบข้างว่าผมจะไปสอบ
TOEIC ...
ทุกคนสงสัย
มึงจะไปสอบทำไม ... มึงจะหางานใหม่เหรอไง

ใครที่กำลังจะทำงาน หรือทำงานไปแล้ว น่าจะรู้จักข้อสอบ
TOEIC
เพราะมันคือข้อสอบที่วัดระดับการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน
หลายบริษัทใช้คะแนน TOEIC เป็นหนึ่งในเกณฑ์ของการสมัครงานด้วย
มันมีคะแนนเต็ม
990 คะแนน จากข้อสอบ 200 ข้อ (listening และ reading อย่างละครึ่ง)

น่าแปลกมากครับ ที่
INSEAD เปิดรับคะแนน TOEIC ในการสมัครเรียนด้วย
(น่าจะเป็น
business school ที่เดียวในโลกที่ยอมให้ใช้คะแนนนี้นะครับ)
ซึ่งถ้าพูดตรงๆ ข้อสอบ
TOEIC จัดเป็นข้อสอบที่เนื้อหามันไม่ยากหรอกครับ
แต่ต้องอาศัยสมาธิ และความแม่นยำค่อนข้างสูง เพราะการทำข้อสอบ
200 ข้อ
ภายในเวลา
2 ชั่วโมง ผมว่ามันก็เหนื่อย และมีโอกาส หลุด อยู่ไม่น้อยครับ

แต่ก็อย่างที่บอก, เพราะถ้าเทียบกับ
TOEFL แล้ว TOEIC ถือว่าง่ายมากๆๆๆๆ
ดังนั้น เกณฑ์คะแนนที่กำหนดขั้นต่ำไว้คือ
950 คะแนนจากคะแนนเต็ม 990 ข้อ
ซึ่งถ้าคิดแบบคร่าวๆแล้วคือ ข้อสอบ
200 ข้อ จะสามารถตอบผิดได้แค่ 8 ข้อ!!!

แต่ด้วยความที่สามปีที่แล้ว ผมเคยสอบ
TOEIC ได้ 920 คะแนน
ผมเลยเชื่อว่าการเบ่งพลังให้ได้
950 คะแนนในตอนนี้ คงไม่ใช่เรื่องยากนัก ...
ผมเลยสมัครสอบ
TOEIC เพื่อใช้เป็นทางลัดสู่ฝรั่งเศสอีกทางนึง

3.

ผมออกจากห้องสอบ
TOEIC ด้วยอาการเซ็งนิดหน่อย
เพราะห้องสอบที่สว่างจ้า ทำให้อาการไมเกรนผม
ขึ้น ตอนสอบ listening
ซึ่งพูดตามตรง จากข้อสอบ
100 ข้อ ผมมีข้อที่ไม่มั่นใจเกือบ 10 ข้อเลยล่ะครับ
เพราะสมาธิช่วงฟังข้อสอบมันหลุดหาย แล้วมันหลุดที มันหลุดไปเป็นพรวนเลย

ตอนนั้นผมคิดว่าโอกาสที่จะได้
950 คะแนนนี่ริบหรี่มาก
ถึงแม้ว่าในพาร์ท
reading ผมจะค่อนข้างมั่นใจมาก ไม่น่าผิดเกิน 3-4 ข้อ
แต่ลึกๆในใจ ผมก็ยังแอบหวังนะครับ ว่านี่อาจจะเป็นทางลัดให้ผมได้...

สองวันผ่านไป ซองคะแนนมาถึงบ้าน ... ผมทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ
แม่โทรมาหาผม บอกว่าคะแนนมาแล้ว ... จะให้บอกเลยมั้ย...

ผมตั้งสติ ... เอาเลยม๊า ...บอกมาเลย


ม๊าบอกว่า
listening ผมได้ 495 ... เฮ้ย นี่มันคะแนนเต็มนิ!
โคตรฟลุ้กครับ ใครจะไปคิดว่าผมมั่วข้อที่ไม่แน่ใจถูกทุกข้อ ...
แต่พาร์ท
reading ที่ผมค่อนข้างมั่นใจมาก ยังไงก็ต้องเกือบเต็ม
ปรากฏว่าได้แค่
445 คะแนน หรือผิดไป 10 ข้อ ... พระเจ้าช่วย!

สรุปคะแนนที่ผมได้คือ
940 คะแนน ... น้อยกว่าที่หวังไว้ 10 คะแนน...

อาห์...นี่ผมพลาดเหรอเนี่ย...

ตอนนั้นรู้สึกเสียดายครับ เสียดายตังค์ 700 บาทค่าสอบ แหะๆ
(ให้ทางบริษัทส่งตัวไปสอบ ได้ส่วนลด
500 บาทครับ หุหุ)

ตอนนั้น ให้พูดตรงๆ... ผมว่าผมแอบจ๋อยนะ ... เพราะหวังไว้เยอะ
แต่พอทิ้งไว้สักพัก ผมก็รู้สึกว่า ช่างเหอะ เรายังมี
TOEFL อยู่นี่
ทางลัดใช้ไม่ได้ ก็ใช้ทางตรงนี่แหละวะ เดี๋ยวมันก็ได้เอง ...

หรืออย่างน้อยก็ลองใหม่อีกที ไม่เห็นเป็นไรเลย

4.
วันนี้ เวลา
07.15 น.

ผมจอดรถที่ลานจอดรถข้างสนามเทนนิสในออฟฟิศเสร็จพอดี
โทรศัพท์ผมดังขึ้น
--- เวลานี้มันเช้าเกินกว่าที่ใครควรจะโทรมา

ไอ้โด่ง
เพื่อนผมที่เรียน TOEFL และสอบวันเดียวกันโทรมา
 
มึง คะแนน TOEFL ออกแล้ว ...เช็คด่วน!”

ตอนแรกผมกะว่าจะไปกินข้าวเช้าตามปกติ ก่อนขึ้นออฟฟิศ
พอวางหู ผมรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนจนกินข้าวไม่ลงจริงๆครับ
แทนที่จะมุ่งหน้าไปโรงอาหาร ผมเลี้ยวขึ้นลิฟท์ไปที่ออฟฟิศแทน

ผมเปิดคอม เสียบสายแลน ทำใจสงบๆ ทั้งๆที่ใจตื่นเต้นสุดๆ
...เปิดเว็บ
ETS แล้วล๊อกอินเข้า account ตัวเอง...

...
score available…. คลิก

… view score… คลิก

...

...

คะแนนรวมที่ผมได้คือ ...
100 คะแนน
เลข 100 ที่ควรจะบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ ความพร้อม...

... มันเยอะนะครับ แต่มันยังไม่พอ
T^T

5.
เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งอีกครั้ง

 ...

ในคะแนน
4 พาร์ท พาร์ทละ 30 คะแนน ผมได้คะแนนดังนี้

reading – 29/30 ซึ่งอันนี้ผมไม่มีปัญหา เพราะผมทำได้ค่อนข้างดี
ส่วนนึงเป็นความโชคดี ที่ผมได้ข้อสอบหัวข้อเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
และดาราศาสตร์ ซึ่งผมถนัดมากกกกกก ...กาพั่วะๆๆๆๆๆ

listening – 29/30 อันนี้ขอบอกว่า surprise มากๆ
เพราะตอนที่ผมสอบ ผมก็สมาธิหลุด จดประเด็นสำคัญไม่ครบ
มีข้อที่ไม่มั่นใจอยู่ตั้งหลายข้อ นี่แสดงว่าผมมั่วเก่งใช้ได้เลยนะเนี่ย...

speaking – 20/30 อันนี้พาร์ทปราบเซียนครับ ยากที่สุดแล้วละ
มันประกอบด้วยข้อสอบ
6 ข้อ ซึ่งพอเราได้ยินโจทย์ปั๊บ
เราจะมีเวลาคิดแค่
20-30 วินาที แล้วก็ต้องพูดคำตอบใส่ไมค์ทันที
ตอนสอบนี่ขอบอกว่ากดดันมากครับ แต่ผมก็รู้สึกว่าผมทำได้นะครับ
อาจจะทำได้ไม่ดีมากเท่าไร แล้วก็ไม่นึกว่าจะได้แค่นี้ แอบผิดหวังนิดนึง

writing – 22/30 อันนี้ช๊อคโลกมากครับ ...
เพราะมั่นใจโคตรๆๆๆๆๆ ทำตาม
strategy ที่เรียนมาทุกอย่าง
จนถึงตอนนี้ผมเองก็ยังไม่รู้ครับ ว่าผมพลาดตรงไหน ถึงได้คะแนนเท่านี้

สรุปคือ, อีกแล้วครับ, พาร์ทที่มั่นใจ ได้คะแนนห่วยมาก
แต่อีพาร์ทที่หวั่นใจเหลือเกิน เสือกได้เกือบเต็ม ฮ่วย
!

...ผมนึกไม่ออกจริงๆครับว่าผมควรรู้สึกยังไงกับคะแนนตัวเอง ...
100 คะแนนเป็นคะแนนที่ไม่น้อยครับ หลายคนที่ได้ยินแล้วก็บอกว่าโอเคแล้ว
แต่สำหรับผม มันก็ดีนะครับ ... แต่มันดีไม่พออ่ะ ...


6.

ช่วงเช้าวันนี้นี่ผมไม่ได้ทำงานเลยครับ เพื่อนๆทุกคน ทั้งโทรทั้ง
MSN มาถาม
อัพเดทคะแนนกันสุดริด กว่าจะได้ทำงานจริงๆจังๆ ปาเข้าไปเกือบเที่ยง
-..-'

หลังจากที่ได้คุยกับเพื่อนๆ ร่วมรุ่นร่วมชะตากรรมหลายๆคน
ผมก็รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยว่ะ ถึงแม้ว่าผมกับเพื่อนๆกลุ่มนี้จะมีเป้าหมายเดียวกัน
หลายคนมีเป้าหมายที่
business school เดียวกันด้วยซ้ำไป
(ซึ่งโอกาสที่คนไทยมากกว่าหนึ่งคน ที่มี
professional background คล้ายกันมาก
จะได้เข้าไปเรียนในที่เดียวกัน รุ่นเดียวกัน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยละครับ)

แต่ผมรู้สึกว่า ไม่มีเพื่อนผมคนไหนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเรากำลัง
แข่ง กันเลยอะ
เพื่อนหลายคนที่สอบวันเดียวกับผม ได้คะแนนน้อยกว่าผมพอสมควร
วันนี้ได้
SMS และ MSN ปลอบใจจากเพื่อนๆ ให้กำลังใจล้นหลามมาก

 ...
เอาใหม่มึง ...

...
เฮ้ย ไม่เป็นไรน่ะแก ลองใหม่ๆ

...
อีกนิดเดียวเอง สู้ๆ ลองอีกที...

ผมได้ยินคำพวกนี้จนรู้สึกว่า ...เออว่ะ ...สู้ใหม่ก็ได้นิหว่า...เค้ากำหนดให้สอบทีเดียวซะที่ไหน
อีก
5 คะแนน มันก็แค่นิดเดียวเอง พยายามหน่อยมันต้องได้แน่ๆ

7.
เขียนเอนทรี่นี้มา ไม่ได้อยากบ่น ไม่ได้อยากอวด ไม่ได้อยากอะไรเลยครับ
นอกจากอยากจะบอกทุกคนที่กำลังพยายามทำอะไรสักอย่างที่ยิ่งใหญ่อยู่
ว่าเราท้อ เราเหนื่อย เราผิดหวังได้นะครับ แต่อย่าให้เวลากับมันมากเกินไป
เพราะความท้อ ความเหนื่อยมันไม่ได้ทำให้เราเข้าใกล้เป้าหมายขื้นเลย
ป่วงไปกับมันสักวันเดียวก็พอ แต่นานกว่านี้นี่ไม่ดีแล้วครับ...

ส่วนใครที่มีเพื่อน คนรอบข้าง หรือคนในครอบครัวที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้
สิ่งที่สำคัญมากคือ การให้กำลังใจเขาครับ อย่าให้เขาท้อจนถอย
คอยให้กำลังใจ ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบบ่อยๆนะครับ...

ต้องขอบคุณเพื่อนๆ กับพี่ใหญ่
เจ้านายของผม
ที่ทำให้วันนี้ผมเลิกจ๋อยจนกลับมาฮึดสู้อีกรอบได้...

ฮึ้บ
! ลองอีกทีละกันนะ!