โมจิ กะ โปจิ (แล้วก้อ มูจิ)
posted on 10 Dec 2006 22:25 by bongtao
ช่วงนี้หันมาซื้อหนังาสือมากขึ้นอีกครั้ง
(แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอ่านมากขึ้นหรอกนะ)
ช่วงนี้เลยมีหนังสือดองเต็มบ้านไปหมด
มีอยู่วันหนึ่ง ไปเดินที่คิโนะคุนิยะ สาขาพารากอน
ตอนนี้เราเดินร้านหนังาสือที่นี่เป็นร้านหลักๆแล้ว
ไปเจอหนังสือเล่มนึง เป็นพ๊อคเกตบุคขนาดกำลังดี
ชื่อเรื่องว่า "โมจิ โปจิ โฮ่งๆอย่างเธอ เหมียวๆอย่างฉัน"
แต่เราชอบเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า โมจิกะัโปจิ
หนังสือเล่มนี้แปลมาจากภาษาญี่ปุ่น
เป็นการ์ตูนสามช่องจบเกือบทั้งเล่ม
เนื้อหาเกี่ยวกับหมา (โปจิ) กะแมว (โมจิ) ที่อยู่ด้วยกัน
แต่มีนิสัยต่างกันในหลายๆเรื่อง
ตอนเราหยิบขึ้นมาพลิกๆอ่านดู ก็ถูกใจในความน่ารักของภาพ
แถมยังพิมพ์ในกระดาษ eye care และเปิดอ่านแบบญี่ปุ่น
เราเลยตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้อย่างไม่ลังเลเลย
ด้วยความที่มันเป็นการ์ตูนสามช่องแบบง่ายๆ
เราเลยใช้เวลาอ่านประมาณ 20 นาทีก็จบเล่มแล้ว
แต่รู้สึกว่าเป็นการอ่านหนังสือที่มีความสุขมากๆ
มากจนอยากจะให้คนรอบข้างได้อ่านหนังสือเล่มนี้บ้าง
คือ มันทำให้เราได้เห็นว่า การที่เราอยู่กับคนรอบข้าง
มันต้องเจอเรื่องนิสัยที่แตกต่าง บางครั้งมันก็เป็นปัญหา
แต่บางครั้ง มันก็สอนให้เราได้รู้จักการปรับตัวเข้าหากัน
หลายๆหน้า อ่านๆไปแล้วก็นึกในใจ "นี่มันกูชัดๆเลยว่ะ"
เราไม่รีรอที่จะยื่นหนังสือเล่มนี้ให้ไอ้เอี่ยวเอาไปอ่านก่อน
มันใช้เวลาเกือบเดือน กว่ามันจะคืนหนังสือเ้ล่มนี้คืนมา
เมื่อหนังสือกลับสู่ความเป็นเจ้าของของเรา ...เราก็ถามมัน
"มึงว่ามึงเป็นโปจหรือโมจิวะ"
มันตอบ "กูว่ากูเป็นโปจิ"
เราตอบ "เออ ... กูก็ว่ามึงเป็นโปจิ"
เราถามต่อ "แล้วมึงคิดว่ากูเป็นโปจิหรือโมจิ"
มันตอบ "มึงน่าจะเป็นโมจิ"
เราตอบ "เออ... กูก็คิดว่ากูเป็นโมจิเหมือนกัน"
เราถามต่อ "แล้วมึงคิดว่าไอ้วินจะเป็นโมจิ หรือโปจิวะ"
มันเงียบ ... คิด ...
แล้วมันก็ตอบ "น่าจะเป็นโปจิเหมือนกู"
.... "อืม ...คิดเหมือนกูเลยว่ะ" เราตอบเพื่อปิดประเด็น
เรากำลังรอให้ไอ้วินกลับมาจากขอนแก่น...
จะได้ให้มันเอาหนังสือเล่มนี้ไปอ่าน ...
เราก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นโปจิหรือโมจิ ...
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นโมจิหรือโปจิ เราไม่ได้สนใจคำตอบหรอก
เพราะอย่างน้อย เราก็เห็นแล้วว่า การที่เรา ไอ้วิน และไอ้เอี่ยว
ไม่ได้เป็นโปจิเหมือนกัน หรือไม่ได้เป็นโมจิเหมือนกันทั้งสามคน
มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาของเราตรงไหน ...จริงๆแล้ว ถ้าทั้งสามคน
เป็นโปจิหรือโมจิเหมือนกันหมด ... มันอาจจะเป็นปัญหาก็ได้
จริงมั้ย ...
(คำถามนี้ กูถามมึงสองคนด้วย ถ้ามึงเข้ามาอ่าน)
จบเรื่อง โปจิกะโมจิ ต่อมาคือเรื่องของ มูจิ
พอดีวันนี้ได้ไปพารากอน เลยถือโอกาสเดินทนไปถึงเซ็นทรัล ชิดลม
เพราะอยากจะไปเห็นโฉมหน้าของร้าน MUJI สาขาแรกในไทย
เมื่อเดือนที่แล้ว เราเพิ่งไป MUJI ที่ฮ่องกง ได้ของที่อยากได้สมใจอยาก
คือลำโพงสำหรับฟังเพลงในห้องน้ำ ซื้อมาในสนนราคาประมาณ 1,400 บาทไทย
MUJI ที่ชิดลมเล็กมากๆ ของค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยหลากหลายเท่าไร
แต่ราคาก็จัดว่าไม่ได้แพงเว่อร์มากนัก ต่างจากที่ฮ่องกงไม่เท่าไร
เราว่าคนที่คิดร้าน MUJI ขึ้นมาได้นี่เก่งมากๆ คิดได้ยังไงหนอ
ว่าบนโลกนี้ยังมีคนที่ไม่ต้องการ brandname บนตัวสินค้า ...
แถมยังขายได้ในราคาที่ดีมากๆอีกต่างหาก
เออ ...แต่ตลกดีนะ ทั้งๆที่รู้ว่าราคาที่นี่ต่างจากฮ่องกงไม่มาก
แต่วันนี้เราก็ไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาสักอย่าง ... เพราะพอมันเป็นเงินไทย
มันดูแพงยังไงไม่รู้ ...
หวังว่า MUJI จะเติบโตในบ้านเราอย่างรวดเร็วละกัน
เพราะเรายังมีของใน MUJI อีกหลายอย่างที่เราอยากได้มาก
ปล. เพิ่งสังเกตนิสัยเสียของเราได้อย่างนึง
คือเวลาเจอของถูกใจ แล้วมีหลายสี เรามักจะซื้อกลับมาทุกสี
อย่างเช่นตอนซื้อเสื้อ bossini ที่ฮ่องกง หรือซื้อปากกา ...
เป็นนิสัยเสียที่น่ากลัวมาก เพราะทำให้หมดตังค์กว่าที่ควร
(แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอ่านมากขึ้นหรอกนะ)
ช่วงนี้เลยมีหนังสือดองเต็มบ้านไปหมด
มีอยู่วันหนึ่ง ไปเดินที่คิโนะคุนิยะ สาขาพารากอน
ตอนนี้เราเดินร้านหนังาสือที่นี่เป็นร้านหลักๆแล้ว
ไปเจอหนังสือเล่มนึง เป็นพ๊อคเกตบุคขนาดกำลังดี
ชื่อเรื่องว่า "โมจิ โปจิ โฮ่งๆอย่างเธอ เหมียวๆอย่างฉัน"
แต่เราชอบเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า โมจิกะัโปจิ
หนังสือเล่มนี้แปลมาจากภาษาญี่ปุ่น
เป็นการ์ตูนสามช่องจบเกือบทั้งเล่ม
เนื้อหาเกี่ยวกับหมา (โปจิ) กะแมว (โมจิ) ที่อยู่ด้วยกัน
แต่มีนิสัยต่างกันในหลายๆเรื่อง
ตอนเราหยิบขึ้นมาพลิกๆอ่านดู ก็ถูกใจในความน่ารักของภาพ
แถมยังพิมพ์ในกระดาษ eye care และเปิดอ่านแบบญี่ปุ่น
เราเลยตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้อย่างไม่ลังเลเลย
ด้วยความที่มันเป็นการ์ตูนสามช่องแบบง่ายๆ
เราเลยใช้เวลาอ่านประมาณ 20 นาทีก็จบเล่มแล้ว
แต่รู้สึกว่าเป็นการอ่านหนังสือที่มีความสุขมากๆ
มากจนอยากจะให้คนรอบข้างได้อ่านหนังสือเล่มนี้บ้าง
คือ มันทำให้เราได้เห็นว่า การที่เราอยู่กับคนรอบข้าง
มันต้องเจอเรื่องนิสัยที่แตกต่าง บางครั้งมันก็เป็นปัญหา
แต่บางครั้ง มันก็สอนให้เราได้รู้จักการปรับตัวเข้าหากัน
หลายๆหน้า อ่านๆไปแล้วก็นึกในใจ "นี่มันกูชัดๆเลยว่ะ"
เราไม่รีรอที่จะยื่นหนังสือเล่มนี้ให้ไอ้เอี่ยวเอาไปอ่านก่อน
มันใช้เวลาเกือบเดือน กว่ามันจะคืนหนังสือเ้ล่มนี้คืนมา
เมื่อหนังสือกลับสู่ความเป็นเจ้าของของเรา ...เราก็ถามมัน
"มึงว่ามึงเป็นโปจหรือโมจิวะ"
มันตอบ "กูว่ากูเป็นโปจิ"
เราตอบ "เออ ... กูก็ว่ามึงเป็นโปจิ"
เราถามต่อ "แล้วมึงคิดว่ากูเป็นโปจิหรือโมจิ"
มันตอบ "มึงน่าจะเป็นโมจิ"
เราตอบ "เออ... กูก็คิดว่ากูเป็นโมจิเหมือนกัน"
เราถามต่อ "แล้วมึงคิดว่าไอ้วินจะเป็นโมจิ หรือโปจิวะ"
มันเงียบ ... คิด ...
แล้วมันก็ตอบ "น่าจะเป็นโปจิเหมือนกู"
.... "อืม ...คิดเหมือนกูเลยว่ะ" เราตอบเพื่อปิดประเด็น
เรากำลังรอให้ไอ้วินกลับมาจากขอนแก่น...
จะได้ให้มันเอาหนังสือเล่มนี้ไปอ่าน ...
เราก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเป็นโปจิหรือโมจิ ...
แต่ไม่ว่ามันจะเป็นโมจิหรือโปจิ เราไม่ได้สนใจคำตอบหรอก
เพราะอย่างน้อย เราก็เห็นแล้วว่า การที่เรา ไอ้วิน และไอ้เอี่ยว
ไม่ได้เป็นโปจิเหมือนกัน หรือไม่ได้เป็นโมจิเหมือนกันทั้งสามคน
มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาของเราตรงไหน ...จริงๆแล้ว ถ้าทั้งสามคน
เป็นโปจิหรือโมจิเหมือนกันหมด ... มันอาจจะเป็นปัญหาก็ได้
จริงมั้ย ...
(คำถามนี้ กูถามมึงสองคนด้วย ถ้ามึงเข้ามาอ่าน)
จบเรื่อง โปจิกะโมจิ ต่อมาคือเรื่องของ มูจิ
พอดีวันนี้ได้ไปพารากอน เลยถือโอกาสเดินทนไปถึงเซ็นทรัล ชิดลม
เพราะอยากจะไปเห็นโฉมหน้าของร้าน MUJI สาขาแรกในไทย
เมื่อเดือนที่แล้ว เราเพิ่งไป MUJI ที่ฮ่องกง ได้ของที่อยากได้สมใจอยาก
คือลำโพงสำหรับฟังเพลงในห้องน้ำ ซื้อมาในสนนราคาประมาณ 1,400 บาทไทย
MUJI ที่ชิดลมเล็กมากๆ ของค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยหลากหลายเท่าไร
แต่ราคาก็จัดว่าไม่ได้แพงเว่อร์มากนัก ต่างจากที่ฮ่องกงไม่เท่าไร
เราว่าคนที่คิดร้าน MUJI ขึ้นมาได้นี่เก่งมากๆ คิดได้ยังไงหนอ
ว่าบนโลกนี้ยังมีคนที่ไม่ต้องการ brandname บนตัวสินค้า ...
แถมยังขายได้ในราคาที่ดีมากๆอีกต่างหาก
เออ ...แต่ตลกดีนะ ทั้งๆที่รู้ว่าราคาที่นี่ต่างจากฮ่องกงไม่มาก
แต่วันนี้เราก็ไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาสักอย่าง ... เพราะพอมันเป็นเงินไทย
มันดูแพงยังไงไม่รู้ ...
หวังว่า MUJI จะเติบโตในบ้านเราอย่างรวดเร็วละกัน
เพราะเรายังมีของใน MUJI อีกหลายอย่างที่เราอยากได้มาก
ปล. เพิ่งสังเกตนิสัยเสียของเราได้อย่างนึง
คือเวลาเจอของถูกใจ แล้วมีหลายสี เรามักจะซื้อกลับมาทุกสี
อย่างเช่นตอนซื้อเสื้อ bossini ที่ฮ่องกง หรือซื้อปากกา ...
เป็นนิสัยเสียที่น่ากลัวมาก เพราะทำให้หมดตังค์กว่าที่ควร
Tags: moji, muji, poji15 Comments

ไว้จะลองไปหามาอ่านดูมั้ง
#1 By ( ^ ^)3 ห อ ย โ ข่ ง (- - ") on 2006-12-10 22:34