The Pursuit of Happyness: เพื่อพรุ่งนี้ ...ที่ดีกว่า...
posted on 04 Mar 2007 00:52 by bongtao in life, movie
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้ว ... ที่ไม่ได้มาอุดหนุนหนังที่โรงลิโด้
โรงเล็กๆใจกลางสยาม ที่ยังยืนหยัดราคาบัตร 100 บาทมาหลายปี
จนในวันนี้ ได้กลับมาดูที่โรงนี้อีกครั้ง เพราะหนังเรื่องที่อยากดู
ดันถูกถอดออกจากโรงที่ central world ไปซะงั้น เลยเหลือแต่ที่นี่
แล้วก็ที่พารากอน (ค่าบัตร 140 บาท) ... ด้วยราคาที่ต่างกันเยอะขนาดนี้
ก็เลยเลือกดูที่ลิโด้อย่างไม่ต้องลังเล
ยังไม่ได้บอก ... หนังที่ว่า ก็ไม่ใช่หนังฟอร์มเล็กจิ๊บจ้อยอะไร
The Pursuit of Happyness: ยิ้มไว้ก่อน พ่อสอนไว้
...อ่านว่า เดอะ เพอร์ซู ออฟ แฮปปิเนส
...แปลว่า การไล่ตามความสุข (แปลแบบดิบๆเถื่อนๆ)
ที่สำคัญ ... คำว่า Happyness ในเรื่องต้องเขียนแบบนี้จริงๆนะ
หนังว่าด้วยเรื่องชีวิตบัดซบของคริส การ์ดเนอร์ (วิล สมิธ)
ที่พบว่า อาชีพเซลล์ขายเครื่องสแกนความหนาแน่นของกระดูกแบบพกพา
(Portable Bone Density Scanner) มันไม่ได้สวยหรูและง่ายดายอย่างที่คิด
เพราะ สิ่งประดิษฐ์(ที่เขาคิดไปเองว่า)เป็นนวัตกรรมล้ำเดินนั้น จริงๆแล้ว...
เป็นแค่อุปกรณ์ธรรมดาๆ ที่ไม่คุ้มค่าแก่การเสียเงินซื้อเอาซะเลย ...
สิ่งที่(เขาคิดไปเองว่า)มันง่ายจิ๊บ ก็พาความแสนสาหัสมาในชีวิต
เพราะเขาต้องลงเงินซื้อของพวกนี้ก่อน แล้วค่อยมีรายได้จากค่านายหน้าทีหลัง
นอกจากตัวเองแล้ว เขายังมีเมีย (ที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ) และลูกชาย
(ซึ่งเป็นลูกชายจริงๆของวิล สมิธด้วย) ต้องดูแลเช่นกัน ...
แต่สุดท้าย ภรรเมียก็เลือกที่จะทิ้งเขาไป เพื่อไปหาชีวิตที่ดีกว่า ...ในนิวยอร์ก
แต่กระนั้น ... เขาก็ยืนยันว่า หัวเด็ดตีนขาด ... ลูกจะต้องอยู่กะกู ...
ณ วันที่ชีวิตกำลังตกถึงจะต่ำสุด เขาถามผู้ชายหน้าภูมิฐานที่ขับรถสุดหรู
มาจอดหน้าตึกสูงว่าเขาทำงานอะไร ... คำตอบที่ได้คือ "เป็นนายหน้าค้าหุ้น"
... และนั่นคือ แรงบันดาลใจ ที่เขาจะเป็นอย่างนั้นบ้าง ...
แต่การเป็นนายหน้าค้าหุ้น มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ...
เขาต้องไปฝึกในคอร์ส internship ถึงหกเดือน ซึ่งจะต้องมีการสอบวัดผล
และ 1 ใน 20 คนเท่านั้น ... ที่จะได้งานทำ ...ซึ่งในระหว่างนั้น
ชีวิตการเป็นเซลล์ขายเครื่องสแกนบ้าอะไรนั่น ก็ยังต้องดำเนินต่อไปด้วย
ชีวิตของคริส ถูกผูกติดกับค่าคอมมิสชั่นจากการขายเครื่องสแกนล้วนๆ
ตราบใดที่เขายังต้องหิ้วเครื่องสแกนเครื่องเดิม ออก--- และเข้า---บ้าน
นั่นหมายความว่า เงินของเขากำลังร่อยหรอลงเรื่อยๆ ...
จนในที่สุด ... เขาต้องย้ายบ้าน ... มาอยู่ motel ที่ราคาถูกกว่า ...
ตอนนั้น ชีวิตของคริสก็ดูเหมือนจะดีขึ้น เพราะสามารถขายเครื่องสแกนได้บ้าง
แต่ทันทีที่ใบเรียกเก็บภาษีเดินทางมาถึง ... โดยที่กรมสรรพากรสามารถ
ดึงเงินจากบัญชีของเขาได้โดยตรง เขาก็รู้ตัวว่า ... ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขา
มีแค่ลูกชายหนึ่งคน เครื่องสแกน(ที่เจ๊งไปแล้วเพราะคนบ้าเอาไป) อีกหนึ่งเครื่อง
และเศษเงินที่ขอดติดก้นบัญชีอยู่อีก 21 เหรียญฯ ....
เคราะห์กรรมตามซัดสาด ... ด้วยหนี้สินค่า motel ที่ไม่เคยจ่ายเสียที
คริสถูกไล่ออกจากที่พัก ... คืนนั้นเขากับลูกนอนในห้องน้ำสาธารณะ subway
และฝากตัวเองและลูกในคืนต่อไป ด้วยการไปแย่งชิงที่พักในศาสนสถาน
ซึ่งมีแต่พวก homeless ... และที่พักจะเต็มก่อน 17.00 น.ของทุกวัน ...
แต่ด้วยความกัดฟันสู้ชีวิตจนถึงขีดสุด ... ชีวิต internship นายหน้าค้าหุ้น
ที่ตอนแรกดูเหมือนจะไร้ความหวัง ก็พาให้เขาไปพบกับลูกค้าที่ให้โอกาส
และจนในที่สุด ... เขาก็ได้เป็นนายหน้าค้าหุ้นอย่างที่เขาตั้งใจมาตลอด
หนังเรื่องนี้ สร้างจากแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง ...
ซึ่งในตอนจบบรรยายว่า คริส การ์ดเนอร์ กลายเป็นมหาเศรษฐีในที่สุด
...
จัดว่าเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง แต่กลับเดินออกมาด้วยความ "ไม่อิ่ม"
แต่ดันเต็มไปด้วยความเครียดจากการบีบคั้นอย่างต่อเนื่องของบทหนัง ...
อาจจะเพราะคิดว่า สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้ ก็ต้องจบอย่าง happy ending
ของชีวิตคริส การ์ดเนอร์ ...แต่มันดันจบโดยไม่มีบทสรุปอะไรชัดเจน
และหนังก็ไม่มี climax ที่มันบิ๊วเราได้ซาบซึ้งไปในตัวหนังด้วย ...
เอาไป 8/10 ละกัน ... สำหรับเรื่องนี้ ...
จริงๆ ไม่อยากจะเล่าเรื่องหนังเรื่องนี้ใน blog เท่าไรหรอก
เพราะไม่รู้จะหยิบประเด็นตรงไหนมาเล่าให้มันสนุก หรือน่าสนใจ ...
แต่บังเอิญว่ะ ... ว่าก่อนจะดูหนังเรื่องนี้ไม่กี่ชั่วโมง ...
มันมีเรื่องที่ผูกเข้ากับหนังเรื่องนี้ได้อย่างลงตัวมากๆ ...
เมื่อตอนเที่ยงกว่าๆ หลังจากกินข้าวเสร็จ กำลังเดินกลับออฟฟิศ
ไอ้พฤติโทรมา (ช่วงนี้ได้คุยกะมันบ่อยขึ้น อาจจะเพราะเรื่อง Wii ด้วย)
แต่ครั้งนี้มันโทรมาเรื่องงาน ... มันบอกว่ามันอยากเข้ามากรอกใบสมัคร
แต่มันก็พ่วงเงื่อนไขหลายๆเรื่อง ห้อยท้ายความต้องการของมันมาด้วย
จนตอนนั้น ไม่รู้ว่าเกิดอารมณ์อะไรของเราเหมือนกัน ...
เราบอกมันตรงๆว่า วันนี้ขอพูดอะไรแรงๆหน่อยได้ไหม ...
เราเลยถือโอกาสมันร่ายยาว ส่วนมันก็เงียบ (หวังว่าเงียบ ...และตั้งใจฟังอยู่)
"ที่กูจะพูดกับมึงแรงๆวันนี้ หรือจะเรียกว่าด่าเลยก็ได้แหละ
เพราะกูรู้สึกว่า กูพูดเรื่องนี้กะมึงไปหลายรอบแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรก
แต่กูรู้สึกว่า หลังจากที่กูพูดอะไรไป มันไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงเลย
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ... และมันเป็นแบบนี้มาปีนึงแล้ว ...
นี่มึงทำข้อสอบ final ข้อสุดท้ายมาปีนึงแล้วนะ
ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหางาน เพราะบัณฑิตใหม่ทะลักออกมากันแล้ว
มึงไม่คิดจะคว้าโอกาสนี้ไว้เหรอ จะรอไปถึงเมื่อไร มึงรออะไรอยู่
มึงเอาแต่คิด ว่ากูดีอย่างโน้น กูเก่งอย่างนี้ กูถึงได้มาทำงานที่บริษัทใหญ่ๆแบบนี้
แต่มึงเอง กลับมองว่า มึงแย่อย่างโน้น มึงโง่อย่างนั้น แล้วจะมาเทียบอะไรกะกู
... มึงอ่ะ ขาด self esteem อย่างรุนแรง คือมึงไม่เคยเชื่อมั่นอะไรในตัวเอง
มึงคิดว่ามึงจะทำไม่ได้ เค้าจะไม่รับมึง เพราะมึง บลาๆๆๆๆๆๆ ...
... กูถามมึงตรงๆว่า ปีนึงที่ผ่านมา ชีวิตมึงมีอะไรดีขึ้นมั้ย (มันตอบ ...ไม่)
... แล้วมึงไม่คิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นเลยเหรอวะ มึงลองคิดดูนะ..
ตอนมึงเอนท์ มึงก็ดูถูกตัวเองด้วยการไปเรียนเอแบครอล่วงหน้า
โดยที่มึงไม่ได้รู้เลยว่าตอนนั้น มึงกำลังจะเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
... แล้วใคร? ที่ต้องโทรไปบอกว่ามึงเอนท์ติด ... ก็กูนี่ไง ...ที่โทรไปบอกมึง...
...แล้วตอนนี้ มันกำลังเกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำอีกรอบแล้ว ...
มึงมีโอกาสเรียนจบมหาลัยชั้นนำของประเทศ และจบภายใน 4 ปี
ด้วยเกรดเฉลี่ยเลขสามนำหน้า ในขณะที่ไอ้ยู (ขออภัย ...ที่ต้องมีการอ้างถึง)
มันทั้งซิ่วปีนึง แล้วมันก็ไม่ได้จบสี่ปี ... แต่สิ่งที่กูเห็นตอนนี้ ...
กูไม่เห็นว่ามึงจะใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มึงได้มาตรงไหนเลย ...
กูอ่ะ ... รู้จักมึงมานาน ... มึงเป็นคนมีสามารถ ไม่งั้นมึงคงไม่ติดจุฬาฯ
แต่สิ่งนึงที่มึงไม่เคยแก้ไข คือหนึ่ง ... มึงไม่เคารพความสามารถตัวเอง
และสอง ... มึงสร้างเงื่อนไขให้ชีวิตตัวเองอยู่ตลอดเวลา ...
วันนี้กูขอพูดแรงๆแบบนี้นะ ... ลองเอาไปคิดดู ...
พอมึงคิดอะไรได้แล้ว มึงโทรมาบอกกู กูพร้อมจะช่วยมึงเสมอ"
นั่นแหละ ... หลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว มันนึกถึงสิ่งที่เราบอกไอ้พฤติไป
จริงๆแล้ว ไอ้พฤติ กับคริส การ์ดเนอร์ มีสิ่งที่เหมือนและต่างกันอยู่ ...
สิ่งที่ต่างคือ ... ไอ้พฤติมันไม่ต้องเผชิญความกดดันแบบแสนสาหัส
ไอ้พฤติมันไม่ต้องคิดว่า ... พรุ่งนี้มันจะเอายังไงกับชีวิต ...
ไอ้พฤติมันไม่ต้องคิดว่า ... พรุ่งนี้มันจะเอาเงินจากไหนมาดูแลลูก ...
แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ... ทั้งคริส การ์ดเนอร์ และไอ้พฤติ ...ก็กำลังไล่หาความสุขค
คริส การ์ดเนอร์ต้องวิ่งไล่ความสุขทุกวัน ...และไล่ทันในที่สุด ...
แต่ไอ้พฤติ ...... จนถึงตอนนั้น กูก็ไม่แน่ใจว่า มันได้เริ่มก้าวเท้าวิ่งไล่แล้วหรือยัง
เราเลยโทรไปบอกมันว่า "มึงควรจะไปดูหนังเรื่องนี้ ก่อนที่มันจะออกโรง
ถ้าไม่มีตังค์ ... บอกกู ... กูออกค่าตั๋วให้มึง ... เรื่องเวลาไปดู กูเชื่อว่ามึงมีถมถืด"
เราไม่ได้ต้องการจะบอกไอ้พฤติว่า การเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทใหญ่
จะเป็น Happyness ที่ใครๆต้องการ ...แต่สิ่งที่ต้องการบอกคือ ...
มึงต้องเริ่มก้าวเท้าไล่หาความสุขของมึงได้แล้วนะเพื่อน ...
มึงยืนอยู่กับที่มาปีนึง ...ซึ่งกูว่ามันนานเกินไปแล้วนะเพื่อน ...
เชื่อเถอะ ... ไดอารี่วันนี้ ไอ้พฤติมันก็คงไม่ได้เข้ามาอ่านหรอก
แล้วเราก็ไม่ได้ต้องการเขียนเพื่อให้มันอ่านด้วย ...
แต่ต้องเขียนเพื่อให้มันรู้ (ไม่ว่าจะด้วยโทรจิต หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง)
ว่าในความเลือดเย็นของกู ... มันก็มีความเป็นห่วงมึงอยู่เหมือนกัน ...
และก็หวังว่า สักวันนึง มันจะเข้าใจ ...

โรงเล็กๆใจกลางสยาม ที่ยังยืนหยัดราคาบัตร 100 บาทมาหลายปี
จนในวันนี้ ได้กลับมาดูที่โรงนี้อีกครั้ง เพราะหนังเรื่องที่อยากดู
ดันถูกถอดออกจากโรงที่ central world ไปซะงั้น เลยเหลือแต่ที่นี่
แล้วก็ที่พารากอน (ค่าบัตร 140 บาท) ... ด้วยราคาที่ต่างกันเยอะขนาดนี้
ก็เลยเลือกดูที่ลิโด้อย่างไม่ต้องลังเล
ยังไม่ได้บอก ... หนังที่ว่า ก็ไม่ใช่หนังฟอร์มเล็กจิ๊บจ้อยอะไร
The Pursuit of Happyness: ยิ้มไว้ก่อน พ่อสอนไว้
...อ่านว่า เดอะ เพอร์ซู ออฟ แฮปปิเนส
...แปลว่า การไล่ตามความสุข (แปลแบบดิบๆเถื่อนๆ)
ที่สำคัญ ... คำว่า Happyness ในเรื่องต้องเขียนแบบนี้จริงๆนะ
หนังว่าด้วยเรื่องชีวิตบัดซบของคริส การ์ดเนอร์ (วิล สมิธ)
ที่พบว่า อาชีพเซลล์ขายเครื่องสแกนความหนาแน่นของกระดูกแบบพกพา
(Portable Bone Density Scanner) มันไม่ได้สวยหรูและง่ายดายอย่างที่คิด
เพราะ สิ่งประดิษฐ์(ที่เขาคิดไปเองว่า)เป็นนวัตกรรมล้ำเดินนั้น จริงๆแล้ว...
เป็นแค่อุปกรณ์ธรรมดาๆ ที่ไม่คุ้มค่าแก่การเสียเงินซื้อเอาซะเลย ...
สิ่งที่(เขาคิดไปเองว่า)มันง่ายจิ๊บ ก็พาความแสนสาหัสมาในชีวิต
เพราะเขาต้องลงเงินซื้อของพวกนี้ก่อน แล้วค่อยมีรายได้จากค่านายหน้าทีหลัง
นอกจากตัวเองแล้ว เขายังมีเมีย (ที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ) และลูกชาย
(ซึ่งเป็นลูกชายจริงๆของวิล สมิธด้วย) ต้องดูแลเช่นกัน ...
แต่สุดท้าย ภรรเมียก็เลือกที่จะทิ้งเขาไป เพื่อไปหาชีวิตที่ดีกว่า ...ในนิวยอร์ก
แต่กระนั้น ... เขาก็ยืนยันว่า หัวเด็ดตีนขาด ... ลูกจะต้องอยู่กะกู ...
ณ วันที่ชีวิตกำลังตกถึงจะต่ำสุด เขาถามผู้ชายหน้าภูมิฐานที่ขับรถสุดหรู
มาจอดหน้าตึกสูงว่าเขาทำงานอะไร ... คำตอบที่ได้คือ "เป็นนายหน้าค้าหุ้น"
... และนั่นคือ แรงบันดาลใจ ที่เขาจะเป็นอย่างนั้นบ้าง ...
แต่การเป็นนายหน้าค้าหุ้น มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ...
เขาต้องไปฝึกในคอร์ส internship ถึงหกเดือน ซึ่งจะต้องมีการสอบวัดผล
และ 1 ใน 20 คนเท่านั้น ... ที่จะได้งานทำ ...ซึ่งในระหว่างนั้น
ชีวิตการเป็นเซลล์ขายเครื่องสแกนบ้าอะไรนั่น ก็ยังต้องดำเนินต่อไปด้วย
ชีวิตของคริส ถูกผูกติดกับค่าคอมมิสชั่นจากการขายเครื่องสแกนล้วนๆ
ตราบใดที่เขายังต้องหิ้วเครื่องสแกนเครื่องเดิม ออก--- และเข้า---บ้าน
นั่นหมายความว่า เงินของเขากำลังร่อยหรอลงเรื่อยๆ ...
จนในที่สุด ... เขาต้องย้ายบ้าน ... มาอยู่ motel ที่ราคาถูกกว่า ...
ตอนนั้น ชีวิตของคริสก็ดูเหมือนจะดีขึ้น เพราะสามารถขายเครื่องสแกนได้บ้าง
แต่ทันทีที่ใบเรียกเก็บภาษีเดินทางมาถึง ... โดยที่กรมสรรพากรสามารถ
ดึงเงินจากบัญชีของเขาได้โดยตรง เขาก็รู้ตัวว่า ... ทั้งเนื้อทั้งตัวของเขา
มีแค่ลูกชายหนึ่งคน เครื่องสแกน(ที่เจ๊งไปแล้วเพราะคนบ้าเอาไป) อีกหนึ่งเครื่อง
และเศษเงินที่ขอดติดก้นบัญชีอยู่อีก 21 เหรียญฯ ....
เคราะห์กรรมตามซัดสาด ... ด้วยหนี้สินค่า motel ที่ไม่เคยจ่ายเสียที
คริสถูกไล่ออกจากที่พัก ... คืนนั้นเขากับลูกนอนในห้องน้ำสาธารณะ subway
และฝากตัวเองและลูกในคืนต่อไป ด้วยการไปแย่งชิงที่พักในศาสนสถาน
ซึ่งมีแต่พวก homeless ... และที่พักจะเต็มก่อน 17.00 น.ของทุกวัน ...
แต่ด้วยความกัดฟันสู้ชีวิตจนถึงขีดสุด ... ชีวิต internship นายหน้าค้าหุ้น
ที่ตอนแรกดูเหมือนจะไร้ความหวัง ก็พาให้เขาไปพบกับลูกค้าที่ให้โอกาส
และจนในที่สุด ... เขาก็ได้เป็นนายหน้าค้าหุ้นอย่างที่เขาตั้งใจมาตลอด
หนังเรื่องนี้ สร้างจากแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง ...
ซึ่งในตอนจบบรรยายว่า คริส การ์ดเนอร์ กลายเป็นมหาเศรษฐีในที่สุด
...
จัดว่าเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง แต่กลับเดินออกมาด้วยความ "ไม่อิ่ม"
แต่ดันเต็มไปด้วยความเครียดจากการบีบคั้นอย่างต่อเนื่องของบทหนัง ...
อาจจะเพราะคิดว่า สุดท้ายแล้วหนังเรื่องนี้ ก็ต้องจบอย่าง happy ending
ของชีวิตคริส การ์ดเนอร์ ...แต่มันดันจบโดยไม่มีบทสรุปอะไรชัดเจน
และหนังก็ไม่มี climax ที่มันบิ๊วเราได้ซาบซึ้งไปในตัวหนังด้วย ...
เอาไป 8/10 ละกัน ... สำหรับเรื่องนี้ ...
จริงๆ ไม่อยากจะเล่าเรื่องหนังเรื่องนี้ใน blog เท่าไรหรอก
เพราะไม่รู้จะหยิบประเด็นตรงไหนมาเล่าให้มันสนุก หรือน่าสนใจ ...
แต่บังเอิญว่ะ ... ว่าก่อนจะดูหนังเรื่องนี้ไม่กี่ชั่วโมง ...
มันมีเรื่องที่ผูกเข้ากับหนังเรื่องนี้ได้อย่างลงตัวมากๆ ...
เมื่อตอนเที่ยงกว่าๆ หลังจากกินข้าวเสร็จ กำลังเดินกลับออฟฟิศ
ไอ้พฤติโทรมา (ช่วงนี้ได้คุยกะมันบ่อยขึ้น อาจจะเพราะเรื่อง Wii ด้วย)
แต่ครั้งนี้มันโทรมาเรื่องงาน ... มันบอกว่ามันอยากเข้ามากรอกใบสมัคร
แต่มันก็พ่วงเงื่อนไขหลายๆเรื่อง ห้อยท้ายความต้องการของมันมาด้วย
จนตอนนั้น ไม่รู้ว่าเกิดอารมณ์อะไรของเราเหมือนกัน ...
เราบอกมันตรงๆว่า วันนี้ขอพูดอะไรแรงๆหน่อยได้ไหม ...
เราเลยถือโอกาสมันร่ายยาว ส่วนมันก็เงียบ (หวังว่าเงียบ ...และตั้งใจฟังอยู่)
"ที่กูจะพูดกับมึงแรงๆวันนี้ หรือจะเรียกว่าด่าเลยก็ได้แหละ
เพราะกูรู้สึกว่า กูพูดเรื่องนี้กะมึงไปหลายรอบแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรก
แต่กูรู้สึกว่า หลังจากที่กูพูดอะไรไป มันไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงเลย
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ... และมันเป็นแบบนี้มาปีนึงแล้ว ...
นี่มึงทำข้อสอบ final ข้อสุดท้ายมาปีนึงแล้วนะ
ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหางาน เพราะบัณฑิตใหม่ทะลักออกมากันแล้ว
มึงไม่คิดจะคว้าโอกาสนี้ไว้เหรอ จะรอไปถึงเมื่อไร มึงรออะไรอยู่
มึงเอาแต่คิด ว่ากูดีอย่างโน้น กูเก่งอย่างนี้ กูถึงได้มาทำงานที่บริษัทใหญ่ๆแบบนี้
แต่มึงเอง กลับมองว่า มึงแย่อย่างโน้น มึงโง่อย่างนั้น แล้วจะมาเทียบอะไรกะกู
... มึงอ่ะ ขาด self esteem อย่างรุนแรง คือมึงไม่เคยเชื่อมั่นอะไรในตัวเอง
มึงคิดว่ามึงจะทำไม่ได้ เค้าจะไม่รับมึง เพราะมึง บลาๆๆๆๆๆๆ ...
... กูถามมึงตรงๆว่า ปีนึงที่ผ่านมา ชีวิตมึงมีอะไรดีขึ้นมั้ย (มันตอบ ...ไม่)
... แล้วมึงไม่คิดจะทำอะไรให้มันดีขึ้นเลยเหรอวะ มึงลองคิดดูนะ..
ตอนมึงเอนท์ มึงก็ดูถูกตัวเองด้วยการไปเรียนเอแบครอล่วงหน้า
โดยที่มึงไม่ได้รู้เลยว่าตอนนั้น มึงกำลังจะเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
... แล้วใคร? ที่ต้องโทรไปบอกว่ามึงเอนท์ติด ... ก็กูนี่ไง ...ที่โทรไปบอกมึง...
...แล้วตอนนี้ มันกำลังเกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำอีกรอบแล้ว ...
มึงมีโอกาสเรียนจบมหาลัยชั้นนำของประเทศ และจบภายใน 4 ปี
ด้วยเกรดเฉลี่ยเลขสามนำหน้า ในขณะที่ไอ้ยู (ขออภัย ...ที่ต้องมีการอ้างถึง)
มันทั้งซิ่วปีนึง แล้วมันก็ไม่ได้จบสี่ปี ... แต่สิ่งที่กูเห็นตอนนี้ ...
กูไม่เห็นว่ามึงจะใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มึงได้มาตรงไหนเลย ...
กูอ่ะ ... รู้จักมึงมานาน ... มึงเป็นคนมีสามารถ ไม่งั้นมึงคงไม่ติดจุฬาฯ
แต่สิ่งนึงที่มึงไม่เคยแก้ไข คือหนึ่ง ... มึงไม่เคารพความสามารถตัวเอง
และสอง ... มึงสร้างเงื่อนไขให้ชีวิตตัวเองอยู่ตลอดเวลา ...
วันนี้กูขอพูดแรงๆแบบนี้นะ ... ลองเอาไปคิดดู ...
พอมึงคิดอะไรได้แล้ว มึงโทรมาบอกกู กูพร้อมจะช่วยมึงเสมอ"
นั่นแหละ ... หลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้แล้ว มันนึกถึงสิ่งที่เราบอกไอ้พฤติไป
จริงๆแล้ว ไอ้พฤติ กับคริส การ์ดเนอร์ มีสิ่งที่เหมือนและต่างกันอยู่ ...
สิ่งที่ต่างคือ ... ไอ้พฤติมันไม่ต้องเผชิญความกดดันแบบแสนสาหัส
ไอ้พฤติมันไม่ต้องคิดว่า ... พรุ่งนี้มันจะเอายังไงกับชีวิต ...
ไอ้พฤติมันไม่ต้องคิดว่า ... พรุ่งนี้มันจะเอาเงินจากไหนมาดูแลลูก ...
แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ... ทั้งคริส การ์ดเนอร์ และไอ้พฤติ ...ก็กำลังไล่หาความสุขค
คริส การ์ดเนอร์ต้องวิ่งไล่ความสุขทุกวัน ...และไล่ทันในที่สุด ...
แต่ไอ้พฤติ ...... จนถึงตอนนั้น กูก็ไม่แน่ใจว่า มันได้เริ่มก้าวเท้าวิ่งไล่แล้วหรือยัง
เราเลยโทรไปบอกมันว่า "มึงควรจะไปดูหนังเรื่องนี้ ก่อนที่มันจะออกโรง
ถ้าไม่มีตังค์ ... บอกกู ... กูออกค่าตั๋วให้มึง ... เรื่องเวลาไปดู กูเชื่อว่ามึงมีถมถืด"
เราไม่ได้ต้องการจะบอกไอ้พฤติว่า การเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทใหญ่
จะเป็น Happyness ที่ใครๆต้องการ ...แต่สิ่งที่ต้องการบอกคือ ...
มึงต้องเริ่มก้าวเท้าไล่หาความสุขของมึงได้แล้วนะเพื่อน ...
มึงยืนอยู่กับที่มาปีนึง ...ซึ่งกูว่ามันนานเกินไปแล้วนะเพื่อน ...
เชื่อเถอะ ... ไดอารี่วันนี้ ไอ้พฤติมันก็คงไม่ได้เข้ามาอ่านหรอก
แล้วเราก็ไม่ได้ต้องการเขียนเพื่อให้มันอ่านด้วย ...
แต่ต้องเขียนเพื่อให้มันรู้ (ไม่ว่าจะด้วยโทรจิต หรือวิธีใดวิธีหนึ่ง)
ว่าในความเลือดเย็นของกู ... มันก็มีความเป็นห่วงมึงอยู่เหมือนกัน ...
และก็หวังว่า สักวันนึง มันจะเข้าใจ ...

กะว่าพรุ่งนี้จะไปดูอยู่พอดี ดูเสร็จแล้วจะกลับมาอ่านอีกที
#1 By Brawatcher on 2007-03-04 02:19