Day 51: Holy Sunday
posted on 26 Aug 2007 22:08 by bongtao in cambodia, life
1.
ผมเคยคิดว่า ความโหดร้ายของการทำงานที่นี่ิอย่างหนึ่ง
คือการทำงาน 6 วันเต็มต่อสัปดาห์ ...
บางทีวันนี้ผมอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่...
เมื่อคืนผมถึงห้องตีสอง เพราะไปนวดแผนโบราณที่อีกโรงแรม
ก่อนไปถึงแผนโบราณ เราไปที่คาราโอเกะกันก่อนครับ
ไป "หาเด็ก" ครับ ไม่ใช่ของผมนะครับ ของพี่อีกคนนึง
ในขณะที่ผมกำลังพิมพ์ไดอารี่อยู่นี่ พี่คนนั้นอาจจะกำลัง
สนุกหฤหรรษ์อยู่บนเตียงที่ห้อง 313 นี่ก็ได้ครับ
--------------- นอกเรื่อง -----------------
วันก่อนไปเดินที่ห้างพารากอน (ปลอมๆของเขมร)
พบว่าถุงยางละลานตามากมายครับ มากกว่า 20 รุ่น เป็นของญี่ปุ่นครับ
มีทั้งรุ่นร้อน รุ่นเย็น บางเจี๊ยบ และบางที่สุดในโลก (0.03 มิล)
กลิ่นวานิลลา แบล๊คเบอรี่ หรือแบบขรุขระที่มีถึง 1350 ปุ่ม กรี๊ซซซ...
ผมซื้อกลับมา 2-3 กล่องครับ อยู่ที่นี่อะไรก็เกิดขึ้นได้
เกิดวันนึงหน้ามืด หรือโดนใครมอมเหล้า ไม่มีใครรู้ก่อนหรอก
------------- จบนอกเรื่อง ----------------
ผมไปถึงห้องนวด ห้าทุ่มครึ่งเกือบเที่ยงคืน
ค่านวดที่นี่ 15 US$ / 2 ชั่วโมงครับ มีทั้งหมอไทยและเขมร
แต่ผมไปดึกไปหน่อย มีแต่หมอเขมร ที่พอจะพูดไทยได้ครับ
อ้อ... ผมไปกะพี่ๆอีกสองคน นอนนวดในห้องเดียวกันครับ
หมอที่นี่ นวดคล้ายๆบ้านเราแหละครับ เริ่มจากท่อนล่างก่อน
ด้วยความที่ผมเป็นคนบ้าจี้ มันก็ไม่ค่อยสบายอย่างที่คิดครับ
เพราะบางครั้งผมต้องเกร็งสู้ ไม่งั้นอาจจะถีบหมอนวดโดยไม่รู้ตัว
พอเริ่มเข้าครึ่งหลัง ที่นอนคว่ำ อันนี้เริ่มเคลิ้มว่ะครับ
เป็นคนซาดิสม์ เวลาหมอนวดขยี้เส้นที่ตึงๆแถวๆหัวไหล่จะสะใจมาก
ครางออกมาแบบไม่รู้ตัว อุบาทว์ที่สุดครับ
(แต่ผมเองไม่ได้ยิน เพราะผมเสียบ iPod ฟังเพลง music box ครับ)
ตื่นขึ้นมาอีกทีเกือบตีหนึ่ง พบว่าโดนเปลื้องผ้า
และทรัพย์สินหายไปหมดแล้ว เอ้ย ... ไม่ใช่ครับ ไม่ได้ซวยขนาดนั้น
เพราะว่าคอร์สสุดท้าย จะต้องลุกขึ้นมานั่ง แล้วเริ่มดัดหลัง
ความโหดร้ายยังสู้ที่เมืองไทยไม่ได้ครับ นับว่ารับได้สบายมาก
ให้ทิปไปอีก 5 US$ สรุปแล้วนวดที่นี่ ชั่วโมงนึงเฉลี่ย 350 บาท
แพงเหมือนกัน ... แต่ก็ติดใจครับ คงได้เสียตัว เอ้ย เสียตังค์อีก
ถึงห้องตอนตีสอง (พนมเปญยามค่ำคืนไม่มีรถเลย น่ากลัวมาก)
แล้วต้องตื่นตอนหกโมงเช้า ปวดหัวมาก snooze ไปถึงเกือบเจ็ดโมง
เข้าห้องน้ำแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อแล้วรีบลงมาเลยครับ
เพราะนัดกะพี่ๆว่าจะไปไหว้พระสังฆราชที่วัดบัวตูมครับ
ผมไปกินข้าวที่ร้านริมถนนร้านนึง ตอนเกือบๆ 8 โมงแต่คนเยอะมาก
คนเขมรไม่ทำกับข้าวกินเองกันเท่าไรครับ มากินกันเป็นครอบครัว
นั่งกันโต๊ะๆใหญ่ 5-6 คนขึ้นไปทั้งนั้น ผมซัดก๋วยเตี๋ยวน้ำ อร่อยครับ
อิ่มท้องแล้วค่อยไปไหว้พระกัน
ตอนแรกผมไปแล้วพระท่านยังไม่กลับมาที่กุฏิ
ก็เลยย้ายไปที่วัดพนมก่อน แล้วค่อยกลับมาอีกทีครับ
พระสังฆราชที่เขมรมีมากกว่า 1 รูปครับ ไม่แน่ใจว่ามากกว่า 2 หรือเปล่า
ท่านบัวคลี่ที่ผมไปกราบวันนี้ ท่านมีพระจริยวัตงดงามมากๆครับ
ท่านพูดภาษาไทยได้ชัดมาก ก็ได้รับพร และพระองค์เล็กๆติดมือ
กับมาเป็นมงคลชีวิตด้วยครับ
ก่อนผมมาทำงานที่นี่ ผมจำได้ว่าผมเคยเห็น print ad
ติดอยู่ที่หลังรถตุ๊กๆ เป็นโฆษณาจตุคามรามเทพครับ
ในนั้นเขียนจุดขายว่า มวลสารปลุกเสกโดยพระสังฆราชของกัมพูชา
ตอนที่ผมเดินออกมาจากกุฏิ ผมหวังอยู่ลึกๆว่าพระสังฆราชในโฆษณา
จะไม่ใช่ท่านบัวคลี่ที่ผมเพิ่งไปกราบครับ ...
พอไหว้พระเสร็จ ก็ไปนั่งชิวที่ร้านน้ำผลไม้ปั่นอยู่ครึ่งชั่วโมง
รสชาติธรรมดา ราคาแพงไปหน่อย แต่ก็พอรับได้ครับ ...
เสร็จแล้วมองนาฬิกา เพิ่ง 10 โมงเองว่ะครับ ก็ไปซื้อของต่อ
พี่ๆเขาอยากไปซื้อเหล้า (นี่ขนาดเพิ่งไปไหว้พระสังฆราชนะครับ)
ผมหิ้ว Absolut Vodka Raspberri กลับมาขวดนึง ถูกมากครับ
ที่ king power ใช้บัตรลดจะประมาณ 520 บาท ที่นี่ผมซื้อได้
แค่ขวดละ 10.50 US$ หรือประมาณ 370 บาท
ตอนนี้ผมเริ่มมั่นใจว่า ร่างกายผมมันไม่ค่อยเต็มใจรับแอลกอฮอล์เท่าไร
เพราะว่าวันก่อน ผมไป dinner กับ MD ของผมครับ หิ้วไวน์แดงไปด้วย
ปกติถ้ากินเอาเมา เราก็กินแบบถูกๆพวก Penfold BIN 2 ขวดละ 10 US$
รสชาติมันจะบาดลิ้นนิดหน่อย ผมไม่ค่อยชอบครับ กินได้ไม่เยอะ
แต่วันนั้น พี่ MD ลงทุนหิ้ว Pinfold BIN 407 ซึ่งผมไม่เคยกิน
นุ่มลิ้นกว่าเยอะมาก แต่พอผมกินไปแค่สองแก้ว แม่งคันยิบๆเลยครับ
นอกจากเหล้า ผมก็ซื้อโน่นซื้อนี่เข้าห้อง ตามประสา
แต่ก็ไม่ได้ซื้อเยอะ เพราะอาทิตย์หน้าจะเข้ากรุงเทพฯ
มีพี่คนหนึ่ง ชื่อพี่ อนุสรณ์ จริงๆแกก็มีอายุพอควรแล้วครับ
น่าจะสัก 35 ได้ละมั้ง แต่หล่อมาก ขาวตี๋ ล่ำด้วย แนวเกาหลีสุดๆ
เวลาไปเที่ยวกลางคืนกัน ไม่ค่อยมีใครอยากไปด้วยครับ เพราะสาวจะไม่สนใจ
วิ่งไปหาพี่สรณ์กันหมดเลยว่ะครับ ฮ่าๆ แกชอบกินของหวาน
มันขัดกับมาดแมนๆนิ่งๆของแกว่ะ แกซื้อช๊อคโกแลต เยลลี่ พุดดิ้งเพียบเลย
จริงๆผมก็ชอบนะ แต่ด้วยความที่ว่า ที่นี่ไม่ค่อยเอื้อต่อการออกกำลังกาย
ผมก็เลยพยายามลดของหวานอยู่ ... เห็นแกซื้อแล้วตบะแตกว่ะครับ
ซื้อของเสร็จ ก็ไปกินอาหารจีนร้านประจำต่อ ขี้เกียจคิดครับว่าจะกินอะไร
เชื่อมั้ยครับ ว่าที่ผมบรรยายมาทั้งหมดเนี่ย มันเสร็จตอนเที่ยงครึ่ง
ซึ่งปกติแล้ว ถ้าไม่มีอะไรต้องทำ ผมก็จะตื่นสัก 10 โมง แล้วไปเดินตลาด
กินข้าวเที่ยง กลับมานอนต่อ ... อ๊ะ หมดวันพอดี ...
นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า อาทิตย์ต่อๆไป ผมคงต้องตื่นเช้าหน่อยแล้ว
วันอาทิตย์ที่นี่ยังมีอะไรที่น่าสนใจกว่าการนอนเกลือกบนเตียงครับ
2.
สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามฝึกตัวเองในตอนนี้ คือการ let it go
ผมชอบคิดอะไรหลายๆอย่างในแง่ร้ายไปก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง
บางครั้งเรื่องหลายๆอย่าง มันเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้
การไปเก็บมันมาคิด มันไม่ค่อยได้อะไรครับ ต้องปล่อยวาง
ฟังเหมือนทำง่ายเนอะ แต่จริงๆทำยากมากเลย
ผมเพิ่งได้รับงานชิ้นใหม่มา คือทำ annual plan ของปีหน้า
ซึ่งงานนี้อาจทำให้ผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันทีเดียวครับ
วันนี้ตอนไปรับพรจากพระสังฆราช ผมก็ขอให้งานนี้ผ่านไปด้วยดี
ยอมรับว่าช่วงนี้ผมค่อนข้าง depress พอสมควร เพราะเป็นผลจากการงาน
ทำให้ผมอยากจะ disconnect ตัวเองออกจากสังคมภายนอกบ้าง
เพราะผมไม่มีเวลาและอารมณ์กับการไปลัลล้ากับใครอย่างจริงจังเท่าไร
เมื่อวันศุกร์ ผมได้คุยกับแม่ครึ่งชั่วโมง ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆเลย
แม่ผมเป็นแม่บ้านธรรมดามากๆ คงปรึกษาเรื่องงานอะไรไม่ได้
ผมแค่พยายามบอกแม่ว่า ผมอยู่ได้สบายมาก แล้วก็คุยกันเรื่อยเปื่อยครับ
แค่ได้ยินเสียงแม่ และรู้ว่าที่บ้านผมปกติดี แค่นี้มันก็ cheer up ได้เยอะแล้วครับ
3.
ผมวางแผนชีวิตตัวเองสำหรับ Q3-Q4 ปีนี้ในการหาความสุขให้ตัวเองครับ
ถ้าผมได้กลับไทยตามกำหนด ผมคงได้ดูคอนเสิร์ตดีๆ ทั้ง Black Eyed Peas
และ Beyonce ที่เมืองไทย ผมจะใช้วันลาพักร้อนอีกสามวันเพื่อไปเวียดนาม
เดือนพฤศจิกายน จะไปปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้กับลูกค้า (ถึงจะเป็นงาน แต่ก็สนุกดีครับ)
และตกลงกับแม่ว่า คริสต์มาสปีนี้ อยากให้ที่บ้านไปฮ่องกงด้วยกันครับ บ้านผมไม่ได้เที่ยว
แบบพร้อมหน้าพร้อมตากันนานมากแล้ว ฮ่องกงน่าจะเป็นที่ที่เหมาะดีครับ
ตกลงกันไว้ว่า ผมจะออกให้ครึ่งนึง ทั้งทริปน่าจะตกหัวละ 3 หมื่น all inclusive ครับ
4.
หลังจากผมอัพบล๊อควันนี้ขึ้น เพื่อนๆน่าจะเห็นว่าผมได้จัดการลบ
Day 48: no shoulder to cry on ออกด้วยหลายๆสาเหตุครับ
ส่วนนึง คือผมไม่อยากแสดงความอ่อนแอทิ้งไว้ให้ใครเห็นนานๆครับ
สักวันนึง ผมเองก็ต้องกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง คงไม่อยากกลับมาอ่านอีก
และผมก็ไม่อยากให้โลกกลมๆใบนี้ ทำให้ใครที่ทำงานกับผมได้มาอ่านเจอ
ผมไม่ได้กลัวว่านายผมจะมาอ่านเห็น ทำให้ผมโดนเด้ง หรือไล่ออกหรือยังไงนะครับ
ผมแค่ไม่อยากให้การทำงานกับเค้าต้องลำบากไปมากกว่านี้ครับ
พรุ่งนี้ก็วันจันทร์แล้ว ...
อีกเดี๋ยวก็เช้าแล้ว ...
บุญรักษาครับทุกท่าน แล้วเจอกันอีกที่กรุงเทพฯครับ
ผมเคยคิดว่า ความโหดร้ายของการทำงานที่นี่ิอย่างหนึ่ง
คือการทำงาน 6 วันเต็มต่อสัปดาห์ ...
บางทีวันนี้ผมอาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่...
เมื่อคืนผมถึงห้องตีสอง เพราะไปนวดแผนโบราณที่อีกโรงแรม
ก่อนไปถึงแผนโบราณ เราไปที่คาราโอเกะกันก่อนครับ
ไป "หาเด็ก" ครับ ไม่ใช่ของผมนะครับ ของพี่อีกคนนึง
ในขณะที่ผมกำลังพิมพ์ไดอารี่อยู่นี่ พี่คนนั้นอาจจะกำลัง
สนุกหฤหรรษ์อยู่บนเตียงที่ห้อง 313 นี่ก็ได้ครับ
--------------- นอกเรื่อง -----------------
วันก่อนไปเดินที่ห้างพารากอน (ปลอมๆของเขมร)
พบว่าถุงยางละลานตามากมายครับ มากกว่า 20 รุ่น เป็นของญี่ปุ่นครับ
มีทั้งรุ่นร้อน รุ่นเย็น บางเจี๊ยบ และบางที่สุดในโลก (0.03 มิล)
กลิ่นวานิลลา แบล๊คเบอรี่ หรือแบบขรุขระที่มีถึง 1350 ปุ่ม กรี๊ซซซ...
ผมซื้อกลับมา 2-3 กล่องครับ อยู่ที่นี่อะไรก็เกิดขึ้นได้
เกิดวันนึงหน้ามืด หรือโดนใครมอมเหล้า ไม่มีใครรู้ก่อนหรอก
------------- จบนอกเรื่อง ----------------
ผมไปถึงห้องนวด ห้าทุ่มครึ่งเกือบเที่ยงคืน
ค่านวดที่นี่ 15 US$ / 2 ชั่วโมงครับ มีทั้งหมอไทยและเขมร
แต่ผมไปดึกไปหน่อย มีแต่หมอเขมร ที่พอจะพูดไทยได้ครับ
อ้อ... ผมไปกะพี่ๆอีกสองคน นอนนวดในห้องเดียวกันครับ
หมอที่นี่ นวดคล้ายๆบ้านเราแหละครับ เริ่มจากท่อนล่างก่อน
ด้วยความที่ผมเป็นคนบ้าจี้ มันก็ไม่ค่อยสบายอย่างที่คิดครับ
เพราะบางครั้งผมต้องเกร็งสู้ ไม่งั้นอาจจะถีบหมอนวดโดยไม่รู้ตัว
พอเริ่มเข้าครึ่งหลัง ที่นอนคว่ำ อันนี้เริ่มเคลิ้มว่ะครับ
เป็นคนซาดิสม์ เวลาหมอนวดขยี้เส้นที่ตึงๆแถวๆหัวไหล่จะสะใจมาก
ครางออกมาแบบไม่รู้ตัว อุบาทว์ที่สุดครับ
(แต่ผมเองไม่ได้ยิน เพราะผมเสียบ iPod ฟังเพลง music box ครับ)
ตื่นขึ้นมาอีกทีเกือบตีหนึ่ง พบว่าโดนเปลื้องผ้า
และทรัพย์สินหายไปหมดแล้ว เอ้ย ... ไม่ใช่ครับ ไม่ได้ซวยขนาดนั้น
เพราะว่าคอร์สสุดท้าย จะต้องลุกขึ้นมานั่ง แล้วเริ่มดัดหลัง
ความโหดร้ายยังสู้ที่เมืองไทยไม่ได้ครับ นับว่ารับได้สบายมาก
ให้ทิปไปอีก 5 US$ สรุปแล้วนวดที่นี่ ชั่วโมงนึงเฉลี่ย 350 บาท
แพงเหมือนกัน ... แต่ก็ติดใจครับ คงได้เสียตัว เอ้ย เสียตังค์อีก
ถึงห้องตอนตีสอง (พนมเปญยามค่ำคืนไม่มีรถเลย น่ากลัวมาก)
แล้วต้องตื่นตอนหกโมงเช้า ปวดหัวมาก snooze ไปถึงเกือบเจ็ดโมง
เข้าห้องน้ำแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อแล้วรีบลงมาเลยครับ
เพราะนัดกะพี่ๆว่าจะไปไหว้พระสังฆราชที่วัดบัวตูมครับ
ผมไปกินข้าวที่ร้านริมถนนร้านนึง ตอนเกือบๆ 8 โมงแต่คนเยอะมาก
คนเขมรไม่ทำกับข้าวกินเองกันเท่าไรครับ มากินกันเป็นครอบครัว
นั่งกันโต๊ะๆใหญ่ 5-6 คนขึ้นไปทั้งนั้น ผมซัดก๋วยเตี๋ยวน้ำ อร่อยครับ
อิ่มท้องแล้วค่อยไปไหว้พระกัน
ตอนแรกผมไปแล้วพระท่านยังไม่กลับมาที่กุฏิ
ก็เลยย้ายไปที่วัดพนมก่อน แล้วค่อยกลับมาอีกทีครับ
พระสังฆราชที่เขมรมีมากกว่า 1 รูปครับ ไม่แน่ใจว่ามากกว่า 2 หรือเปล่า
ท่านบัวคลี่ที่ผมไปกราบวันนี้ ท่านมีพระจริยวัตงดงามมากๆครับ
ท่านพูดภาษาไทยได้ชัดมาก ก็ได้รับพร และพระองค์เล็กๆติดมือ
กับมาเป็นมงคลชีวิตด้วยครับ
ก่อนผมมาทำงานที่นี่ ผมจำได้ว่าผมเคยเห็น print ad
ติดอยู่ที่หลังรถตุ๊กๆ เป็นโฆษณาจตุคามรามเทพครับ
ในนั้นเขียนจุดขายว่า มวลสารปลุกเสกโดยพระสังฆราชของกัมพูชา
ตอนที่ผมเดินออกมาจากกุฏิ ผมหวังอยู่ลึกๆว่าพระสังฆราชในโฆษณา
จะไม่ใช่ท่านบัวคลี่ที่ผมเพิ่งไปกราบครับ ...
พอไหว้พระเสร็จ ก็ไปนั่งชิวที่ร้านน้ำผลไม้ปั่นอยู่ครึ่งชั่วโมง
รสชาติธรรมดา ราคาแพงไปหน่อย แต่ก็พอรับได้ครับ ...
เสร็จแล้วมองนาฬิกา เพิ่ง 10 โมงเองว่ะครับ ก็ไปซื้อของต่อ
พี่ๆเขาอยากไปซื้อเหล้า (นี่ขนาดเพิ่งไปไหว้พระสังฆราชนะครับ)
ผมหิ้ว Absolut Vodka Raspberri กลับมาขวดนึง ถูกมากครับ
ที่ king power ใช้บัตรลดจะประมาณ 520 บาท ที่นี่ผมซื้อได้
แค่ขวดละ 10.50 US$ หรือประมาณ 370 บาท
ตอนนี้ผมเริ่มมั่นใจว่า ร่างกายผมมันไม่ค่อยเต็มใจรับแอลกอฮอล์เท่าไร
เพราะว่าวันก่อน ผมไป dinner กับ MD ของผมครับ หิ้วไวน์แดงไปด้วย
ปกติถ้ากินเอาเมา เราก็กินแบบถูกๆพวก Penfold BIN 2 ขวดละ 10 US$
รสชาติมันจะบาดลิ้นนิดหน่อย ผมไม่ค่อยชอบครับ กินได้ไม่เยอะ
แต่วันนั้น พี่ MD ลงทุนหิ้ว Pinfold BIN 407 ซึ่งผมไม่เคยกิน
นุ่มลิ้นกว่าเยอะมาก แต่พอผมกินไปแค่สองแก้ว แม่งคันยิบๆเลยครับ
นอกจากเหล้า ผมก็ซื้อโน่นซื้อนี่เข้าห้อง ตามประสา
แต่ก็ไม่ได้ซื้อเยอะ เพราะอาทิตย์หน้าจะเข้ากรุงเทพฯ
มีพี่คนหนึ่ง ชื่อพี่ อนุสรณ์ จริงๆแกก็มีอายุพอควรแล้วครับ
น่าจะสัก 35 ได้ละมั้ง แต่หล่อมาก ขาวตี๋ ล่ำด้วย แนวเกาหลีสุดๆ
เวลาไปเที่ยวกลางคืนกัน ไม่ค่อยมีใครอยากไปด้วยครับ เพราะสาวจะไม่สนใจ
วิ่งไปหาพี่สรณ์กันหมดเลยว่ะครับ ฮ่าๆ แกชอบกินของหวาน
มันขัดกับมาดแมนๆนิ่งๆของแกว่ะ แกซื้อช๊อคโกแลต เยลลี่ พุดดิ้งเพียบเลย
จริงๆผมก็ชอบนะ แต่ด้วยความที่ว่า ที่นี่ไม่ค่อยเอื้อต่อการออกกำลังกาย
ผมก็เลยพยายามลดของหวานอยู่ ... เห็นแกซื้อแล้วตบะแตกว่ะครับ
ซื้อของเสร็จ ก็ไปกินอาหารจีนร้านประจำต่อ ขี้เกียจคิดครับว่าจะกินอะไร
เชื่อมั้ยครับ ว่าที่ผมบรรยายมาทั้งหมดเนี่ย มันเสร็จตอนเที่ยงครึ่ง
ซึ่งปกติแล้ว ถ้าไม่มีอะไรต้องทำ ผมก็จะตื่นสัก 10 โมง แล้วไปเดินตลาด
กินข้าวเที่ยง กลับมานอนต่อ ... อ๊ะ หมดวันพอดี ...
นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่า อาทิตย์ต่อๆไป ผมคงต้องตื่นเช้าหน่อยแล้ว
วันอาทิตย์ที่นี่ยังมีอะไรที่น่าสนใจกว่าการนอนเกลือกบนเตียงครับ
2.
สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามฝึกตัวเองในตอนนี้ คือการ let it go
ผมชอบคิดอะไรหลายๆอย่างในแง่ร้ายไปก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง
บางครั้งเรื่องหลายๆอย่าง มันเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้
การไปเก็บมันมาคิด มันไม่ค่อยได้อะไรครับ ต้องปล่อยวาง
ฟังเหมือนทำง่ายเนอะ แต่จริงๆทำยากมากเลย
ผมเพิ่งได้รับงานชิ้นใหม่มา คือทำ annual plan ของปีหน้า
ซึ่งงานนี้อาจทำให้ผมไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันทีเดียวครับ
วันนี้ตอนไปรับพรจากพระสังฆราช ผมก็ขอให้งานนี้ผ่านไปด้วยดี
ยอมรับว่าช่วงนี้ผมค่อนข้าง depress พอสมควร เพราะเป็นผลจากการงาน
ทำให้ผมอยากจะ disconnect ตัวเองออกจากสังคมภายนอกบ้าง
เพราะผมไม่มีเวลาและอารมณ์กับการไปลัลล้ากับใครอย่างจริงจังเท่าไร
เมื่อวันศุกร์ ผมได้คุยกับแม่ครึ่งชั่วโมง ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆเลย
แม่ผมเป็นแม่บ้านธรรมดามากๆ คงปรึกษาเรื่องงานอะไรไม่ได้
ผมแค่พยายามบอกแม่ว่า ผมอยู่ได้สบายมาก แล้วก็คุยกันเรื่อยเปื่อยครับ
แค่ได้ยินเสียงแม่ และรู้ว่าที่บ้านผมปกติดี แค่นี้มันก็ cheer up ได้เยอะแล้วครับ
3.
ผมวางแผนชีวิตตัวเองสำหรับ Q3-Q4 ปีนี้ในการหาความสุขให้ตัวเองครับ
ถ้าผมได้กลับไทยตามกำหนด ผมคงได้ดูคอนเสิร์ตดีๆ ทั้ง Black Eyed Peas
และ Beyonce ที่เมืองไทย ผมจะใช้วันลาพักร้อนอีกสามวันเพื่อไปเวียดนาม
เดือนพฤศจิกายน จะไปปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้กับลูกค้า (ถึงจะเป็นงาน แต่ก็สนุกดีครับ)
และตกลงกับแม่ว่า คริสต์มาสปีนี้ อยากให้ที่บ้านไปฮ่องกงด้วยกันครับ บ้านผมไม่ได้เที่ยว
แบบพร้อมหน้าพร้อมตากันนานมากแล้ว ฮ่องกงน่าจะเป็นที่ที่เหมาะดีครับ
ตกลงกันไว้ว่า ผมจะออกให้ครึ่งนึง ทั้งทริปน่าจะตกหัวละ 3 หมื่น all inclusive ครับ
4.
หลังจากผมอัพบล๊อควันนี้ขึ้น เพื่อนๆน่าจะเห็นว่าผมได้จัดการลบ
Day 48: no shoulder to cry on ออกด้วยหลายๆสาเหตุครับ
ส่วนนึง คือผมไม่อยากแสดงความอ่อนแอทิ้งไว้ให้ใครเห็นนานๆครับ
สักวันนึง ผมเองก็ต้องกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง คงไม่อยากกลับมาอ่านอีก
และผมก็ไม่อยากให้โลกกลมๆใบนี้ ทำให้ใครที่ทำงานกับผมได้มาอ่านเจอ
ผมไม่ได้กลัวว่านายผมจะมาอ่านเห็น ทำให้ผมโดนเด้ง หรือไล่ออกหรือยังไงนะครับ
ผมแค่ไม่อยากให้การทำงานกับเค้าต้องลำบากไปมากกว่านี้ครับ
พรุ่งนี้ก็วันจันทร์แล้ว ...
อีกเดี๋ยวก็เช้าแล้ว ...
บุญรักษาครับทุกท่าน แล้วเจอกันอีกที่กรุงเทพฯครับ
#1 By ปอนปอน on 2007-08-26 23:50