Day 80: simple & clean
posted on 25 Sep 2007 23:02 by bongtao in cambodia, lifeแต่เนทที่เขมรไม่เอื้ออำนวยต่อการอัพโหลดภาพขนาดใหญ่
ขออนุญาต resize ภาพให้เล็กมาก และลดคุณภาพลงพอสมควรครับ
1.
เมื่อวาน เป็นวันรัฐธรรมนูญของเขมรครับ
(แล้วเขาเรียกว่า รัด-ถะ-ทำ-มะ-นูน เหมือนบ้านเราด้วยครับ)
หน่วยงานภาคเอกชนทำงานตามปกติ แต่หน่วยงานรัฐหยุดครับ
หน่วยงานผมไม่รู้ภาคไหน รู้แต่ว่าได้หยุดครับ ...
ฮูเร ...
(ผมทำงานที่นี่มา 80 วัน เพิ่งได้วันหยุดพิเศษเป็นครั้งแรกครับ
วันม่งวันแม่ ไม่ได้กลับไปเลย ชีวิตเศร้าเนอะ)
ตอนแรกผมมีแผนว่าจะไปชมบ้านเมืองที่โฮจิมินห์
แต่มานั่งคำนวณดีๆ ผมต้องจ่ายค่า VISA เพื่อเข้าเขมรอีกรอบ
เป็นเงิน 25 US$ โดยที่ผมจะกลับไทยวันศุกร์นี้แล้ว
มันไม่คุ้มเท่าไร แถมตอนนี้มีพี่ท่านนึงมาช่วยทำงานที่นี่ชั่วคราว
ถ้าผมไป ก็จะไม่มีใครดูแลแก แกเพิ่งมาครั้งแรกด้วย
ขืนทิ้งไว้ MD ผมรู้เรื่องเข้า ออฟฟิศแตกครับ ...
สรุปแล้ว ผมก็มี dominant strategy ว่า ...กูจะอยู่เขมรต่อครับ
ส่วนจะไปไหนนั้นก็สุดแล้วแต่ชะตาจะพาไป ...
ตกลงกับพี่ที่มาทำงานด้วยกันอีกสองท่าน สรุปว่าไปเสียมเรียบ
จริงๆผมเคยไปเสียมเรียบมาทีนึงเมื่อปีที่แล้ว แบบแว้บๆไปครับ
ครั้งนี้เป็นการไปเที่ยวแบบจริงๆจังๆครั้งแรกของผม
2.
ออกเดินทางจากพนมเปญตอนตีห้า
นั่งรถประจำตัว พร้อมคนขับรถประจำตัวครับ
(คนขับรถของผมชื่อ มนิตย์ พูดไทยได้ชัดแจ๋ว อายุ 26)
ผมนั่งหลับยาว เสียบ iPod ฟังเพลง กันเสียงกรนชาวบ้านรบกวน
ตื่นมาอีกที แถวๆจังหวัดกัมปงธม มีร้านอาหารริมทางอยู่ร้านนึง
เมื่อปีที่แล้ว ผมก็ใช้วิธีนั่งรถจากพนมเปญ ขึ้นมาที่เสียมเรียบ
ก็แวะร้านนี้ เพราะมันมีอยู่ร้านเดียว ไม่นึกว่าจะได้มาอีก
บรรยากาศร้านนี้ดีมาก เพราะมันอยู่ริมบึงเลย
ตอนนั้นไปถึงร้านตอนแปดโมงเช้า อากาศดีมากๆ
ขับรถฝ่าดงวัวดงควายไปอีกสองชั่วโมงก็ถึงตัวเมืองเสียมเรียบ
ผมชอบเมืองนี้ตรงที่ ต้นไม้ในเมืองมันใหญ่และสูงมาก
ส่วนมากน่าจะอายุเกิน 100 ปีอย่างแน่นอน เมืองเลยร่มรื่นสุดๆ
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ก็ไปเที่ยวนครวัดก่อนเลย
เสียค่าตั๋ว 20US$ (สำหรับหนึ่งวัน) แล้วก็เดินตากแดดเข้าไป
วันนี้คนไม่เยอะเท่าไร เดินได้สบายๆครับ ...
ด้วยความที่ครั้งนี้ผมไม่รีบเท่าครั้งที่แล้ว
ผมเลยมีเวลาดูความละเอียดละออของงานศิลปะที่นี่มากขึ้น
ได้เห็นว่า นางอัปสราที่นี่มีซ่อนอยู่ทุกซอกทุกมุม
แถมรำท่าไม่เหมือนกันด้วยครับ ...
ไอ้ตัวเสื้อแดง เรียกว่า นายอัป.... (เติมเอาเอง)
อันนี้ นางอัสราของแท้ครับ (ผมชอบมุมนี้มากเลย)
ผมสังเกตอย่างนึงว่า นางอัปสราคนที่อยู่ตาม prime area
ที่จะมีคนเดินผ่านเยอะๆ จะโดนข่มขืนด้วยการสัมผัสนมเป็นประจำ
จนนมมันแผลบเรียบเนียนมากๆ ... ยิ่งที่นี่คนญี่ปุ่นมาเที่ยวเยอะมาก
ขอสรุปสมมติฐานว่า คนญี่ปุ่นโรคจิตมากๆครับ (จริงๆผมแอบลูบเบาๆเองนะ)
นี่ครับ ...หลักฐานของความโรคจิต เจ๊อัปสราคนขวามือนี่ป๊อปมากๆ
ส่วนคนกลาง อันนี้เจอพวกซาดิสม์ นมหัก ...จ๊าก ...
ปราสาทต่อไปคือ ปราสาทบายน
หลายๆคนน่าจะคุ้นกับสถาปัตยกรรมที่เป็นรูปหน้าคนนะครับ
ซึ่งก็คือ "บายน" ของที่นี่ล่ะครับ เป็นหน้าคนเต็มปราสาทเลย
รูปนี้ ช่างภาพมือสมัครเล่นแุถวนั้นเค้าแนะนำมุมให้ครับ
เสร็จปราสาทนี้ ผมก็ไปกินข้าวที่เพิงแถวๆนั้น
ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะออกไปกินในเมือง หรือกินที่นี่เลย
เห็นพวกฝรั่งนั่งกินกันเยอะ ผมก็เลยกินที่นี่ด้วยเลย
สั่งข้าวผัดหมู เป็นข้าวผัดหมูที่รสชาติอร่อยแปลกๆครับ
เพราะมันผัดใส่ซอสพริก แล้วค่อยโปะหมูผัดซีอิ๊วทีหลัง
ข้าวที่ใช้ผัดมันเหนียวๆหนึบๆ บอกไม่ถูก ...
เมื่อครั้งที่แล้ว ผมมาแค่สองปราสาทนี่เท่านั้น
ส่วนครั้งนี้ ผมอยากไปปราสาทตาพรมมากๆ
มันคือปราสาทที่แองเจลินา โจลี่แสดงอภินิหารห้อยโหนโจนทะยาน
ต่อสู้กับหุ่นยนต์นรกใน tomb raider ภาคแรกไงครับ
จุดเด่นของปราสาทนี้คือ ต้นไทรขนาดยังที่แรกตัวไปกับปราสาท
พวกอาซิ้มอาซ้อดูแล้วร้องอื้อหืออ้าหากันใหญ่ ...
นี่ไง ... เห็นภาพแล้วน่าจะจำกันได้เนอะ
หลังจากเดินมาสามปราสาทใหญ่ ผมชอบตาพรมมากที่สุด
เพราะว่ามันดูชุ่มชื่น และมีชีวิตดีครับ ตามกำแพงจะมีมอสเขียวๆ
และมีร่มเงาเยอะกว่าปราสาทใหญ่ๆด้วย
หลังจากเดินเสร็จ ตอนนั้นก็ราวๆสามโมงกว่าแล้ว
ผมมีเป้าหมายจะขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกที่พนมบาแคงตอนห้าโมงครึ่ง
เลยตัดสินใจ นั่งรถออกไปประมาณ 35 km. จากตัวเมือง
เพื่อไปปราสาท บันทายเสรย ซึ่งจุดเด่นคือ การแกะสลักหิน
ซึ่งลวดลายจะละเอียดสวยงามกว่าปราสาทอื่นมากๆ
ปราสาทนี้จึงต้องกันรั้วไม่ให้ัจับงานแกะสลักเลยครับ
อันนี้งานแกะสลักหินด้วยมือจริงๆนะครับพี่น้อง
ออกจากปราสาทบันทายเสรยตอนห้าโมงพอดี
ต้องรีบตีรถกลับไปที่พนมบาแคง เพื่อไปจองที่ดูพระอาทิตย์
แต่น่าเสียดายว่าวันนี้ เมฆที่แนวขอบฟ้ามันหนามากๆ
ทำให้ไม่เห็นช่วงที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า น่าผิดหวังมาก
พอแสงหมดก็ต้องรีบเดินลงเขา ราวกับแรลลี่แข่งกับทัวร์เกาหลี
เพราะถ้ามืดแล้วอาจจะเดินตกไหล่ทางตกเหวได้ครับ ...
เป็นอันสิ้นสุัดทัวร์อารยธรรมเพียงแค่นี้...
โปรแกรมต่อไปคือ ไปเช็คอินที่โรงแรมแถวๆนอกเมือง
หลังจากให้ลูกสมุนช่วยเช็คหาโรงแรมคุณภาพพอใช้ ราคาน้ำอัดลม
สุดท้ายก็ได้โรงแรม "สุวรรณอังกอร์" สนนราคาคืนละ 15 US$ ครับ
ไม่กล้าถ่ายรูปห้องกลับมา กลัวถ่ายติดสิ่งที่ไม่ึควรเห็น อิอิ
ส่วนมื้อเย็น ไปฝากท้องที่ร้าน "สวัสดี" เพราะมันใกล้โรงแรม
ผมใช้วิธีเปิด guidebook แล้วเลือกร้านที่มัน hilight ตัวใหญ่ๆ
ปรากฎว่า เป็นร้านเดียวกับตอนที่ sales มันพาผมมากินครั้งที่แล้ว
เดจาวูโคตร ๆ ... หรือว่าเมืองมันเล็กจริงๆวะครับ ???
ระหว่างที่กินไป ผมก็บ่นว่าปวดคอ เพราะไล่โม่งานทั้งคืน
ก่อนจะออกเดินทางตอนเช้า ก็เลยถามเจ้าของร้านให้แนะนำร้านนวด
โชคดีมาก ที่ญาติแกทำร้านนวดพอดี เลยได้ราคาพิเศษสุดๆ
สองชั่วโมงแค่ 5US$ เท่านั้น (ผมนวดที่พนมเปญ 15 US$ ครับพี่น้อง)
ตอนแรกผมกะว่าจะไปนวดคนเดียว ...
คือนวดเสร็จแล้วจะนั่งมอไซค์กลับโรงแรมเอง
แต่ทำไปทำมา ดันไปนวดกันทั้งแก๊งเลยครับ ฮ่าๆ
โดยรวมก็ถือว่านวดใช้ได้ครับ แต่ไม่ค่อยทำให้เส้นคลายเท่าไร
แต่ทำให้่นอนหลับสบายโคตรๆเลยครับ
3.
ตื่นมาสายๆ โปรแกรมวันนี้คือไปล่องโตนเลสาบครับ
ผมไม่เคยไปเหมือนกัน ได้ข่าวว่ามีหมู่บ้านอยู่ในทะเลสาบเลย
ก็ขับรถลงใต้ไปไม่ถึงสิบโลไปที่ท่าเรือ แล้วไปต่อราคาเอาครับ
เหมาลำ 25 US$ ค่อยๆชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ ...
ช่วงแรกจะเป็นคล้ายๆแม่น้ำเล็กๆ แล้วค่อยไปที่ทะเลสาบ
ริมฝั่งก็จะมีบ้านเล็กบ้านน้อย โบสถ์ โรงเรียนเต็มไปหมด แปลกดีครับ
ช่วงนี้เป็นช่วงน้ำขึ้น บ้านลอยน้ำพวกนี้จะเข้ามาอยู่ด้านใน
แต่ถ้าน้ำลด ชาวบ้านพวกนี้จะลอยเอาบ้านไปอยู่ในทะเลสาบแทนครับ
พี่แกล้างมอเตอร์ไซค์กันกลางน้ำเลยครับ
ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ก็จะไปถึงทะเลสาบกว้างๆ
คนขับเรือจะดับเครื่องให้เราได้เสพความสงบนิ่งของผืนน้ำ
ผมนั่งนิ่งๆสักพัก สังเกตเห็นว่า มีเรือแจวลำเล็กๆ กำลังลอยน้ำมา
มีผู้หญิงนั่งอยู่หัวเรือ ค่อยๆพายมาหาเราอย่างช้าๆครับ
พอเรือลำนั้นพายมาถึงเรือของผม
ถึงได้เห็นว่า จริงๆยังมีเด็กเล็กๆ อายุไม่เกินอีกสองขวบอยู่บนเรือด้วย
แล้วก็ยื่นกล้วยมาให้เราหวีนึง เพื่อแลกกับเงิน 1 US$ ...
ตอนนั้นมันเป็นความรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรไม่รู้อยู่ในคอ
มันกลืนน้ำลายไม่ลง มันรู้สึกบอกไม่ถูกมากๆ ...
มันไม่ใช่ความสงสาร มันไม่ใช่ความเห็นใจ มันบอกไม่ถูกจริงๆ
ชีวิตเขามีแค่นี้เอง ... แค่นี้จริงๆ ...
มันเป็นชีวิตที่ simple & clean มากๆ
คือมันทำให้ผมได้คิดอยู่ลึกๆว่า ชีวิตเราทำไมมันต้องไขว่คว้าอะไรขนาดนี้
ในขณะที่บางคนเขามีชีวิต "แค่นี้" เขาก็อยู่ได้แล้วอ่ะ ...
กล้วยหวีนี้ ผมให้ไป 5 US$ ไม่ต้องทอน ...
ผมเห็นเด็กคนนี้ดีใจมากๆตอนเรายื่นเงินให้ ผมไม่รู้ว่าเขารู้รึเปล่า
ว่าแบงก์ 1US$ กับ 5 US$ มันต่างกันยังไง ...
เป็นภาพที่ทำผมน้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัวเลยว่ะ ...
ตอนเรือผมจะกลับเข้าท่าเรือ ...น้องเค้าโบกมือบ๊ายบายด้วย
...น้องเค้าพายเรือได้ด้วยนะครับ เก่งมากๆเลย ...
ผมว่าเงิน 5US$ นี่คุ้มมากเลยครับ ที่ทำให้ผมเข้าใจแง่มุมนึงของชีวิตมากขึ้น ...
ชีวิต simple & clean ซึ่งผมหาได้น้อยมากๆเวลาทำงานที่นี่ ...
หลังจากล่องโตนเลสาบเสร็จ ก็ได้เวลากลับพนมเปญครับ
ตอนบ่ายๆ เราไปแวะัเข้าห้องน้ำที่จังหวัด กัมปงจาม ...
ผมโดนกองทัพแม่ค้าแมงมุมทอดโจมตีครับ น่ากลัวมากๆๆๆ
ผมแทบไม่กล้าออกจากรถเลยครับ หลอนโคตรๆ
ในบรรดาสัตว์ทุกประเภท ผมกลัวแมงมุมที่สุดครับ ...
เวอร์ชั่นตัวเป็นๆ มาเป็นถัง ...
เวอร์ชั่นทอดกระเทียมหอมหวาน มาเป็นถาด
... นี่แค่ถาดเดียวนะครับ ตอนนั้นผมโดนแม่ค้า 7-8 คนรุมอยู่
คนนึงถือถังนึง ... คิดดูครับว่าประชากรแมงมุมโดนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันขนาดไหน
4.
เดือนหน้า ที่นี่จะมีวันหยุดยาว 5 วันรวด
ผมตัดสินใจไม่กลับไทย แต่จะไปลาวแทนครับ
ตอนแรกจะไปเวียดนาม แต่ไม่มีคนไปด้วย ...
ไม่ใช่ว่าป๊อดนะครับ แต่มันแพงครับ ไม่มีคนแชร์ด้วย
สรุปว่าไปหลวงพระับางกับแก๊งเจ๊ฟิลิปปินส์สามสาวครับ
นั่งเครื่องตรงจากพนมเปญไปหลวงพระบาง ...
ส่วนขากลับ ผมจะยิงตรงกลับกรุงเทพฯ (ใช้ตั๋วฟรีบางกอกแอร์เวย์)
...ในที่สุดก็ได้เที่ยวครับ ...จริงๆปีหน้า ผมมีนัดกับหลวงพระบางอีกที
อยากไปเยี่ยมเยียนตอนหน้าหนาวครับ
5.
เพื่อเป็นการเรียกเรตติ้ง (หลังจากที่ช่วงนี้ดิ่งนรกมากๆ)
ขอเปิดให้ทายปริศนาธรรมว่า ...
"แมงมุมทอดตามที่เห็นในภาพสุดท้าย ราคาตัวละกี่บาท"
ให้ทายแค่คนละครั้งครับ ใครทายถูก ผมจะซื้อของจริงไปฝาก ...

เออว่ะ ไม่มีใครทายเลย ...ไม่ได้ๆ ทายมาๆๆ
ขอไม่ตอบละกันครับ
#1 By จิปาถะ on 2007-09-26 08:30