Day 83: Loss of security
posted on 28 Sep 2007 15:52 by bongtao in cambodia, life1.
หลังจากทำงานติดต่อกันมาเกือบหนึ่งเดือน
เมื่อนับจากวันที่เท้าแตะพื้นสนามบินพนมเปญครั้งล่าสุด
ในที่สุด คืนวันนี้ผมจะได้กลับบ้านแล้วครับ
ถึงจะเป็นการบินกลับแค่ช่วงสั้นๆ ...แถมมีงานอีกเพียบ
แต่มันก็เป็นการชาร์จแบตครั้งสำคัญสำหรับผมครับ
เพียงแค่ได้เห็นหน้าครอบครัว และได้คุยกะเพื่อนสนิท
ยิ่งตอนนี้ที่พนมเปญฯ ฝนตกหนักมาก อยากกลับบ้านเร็วๆจัง
2.
เคยมีความรู้สึก สูญเสียความมั่นคงในชีวิต กันบ้างมั้ยครับ...
ผมไม่ค่อยได้รู้สึกอะไรแบบนี้เท่าไร อาจจะเพราะอยู่ในครอบครัว
ที่ค่อนข้างจะเพียบพร้อม แม้จะไม่ได้รวยแบบขี้ออกมาเป็นทองคำ
แต่ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องปัจจัย ครอบครัวก็อบอุ่น เพื่อนก็เยอะ
การเรียนโอเค การงานก็อยู่ในบริษัทที่ได้ชื่อว่ามั่นคงมากที่สุดในประเทศ
...แถมหน้าตาก็ดีอีก ...(นานๆจะได้โฆษณาตัวเองทีนึง)
โอ๊ย... คนอะไรวะ สมบูรณ์แบบเชี่ยๆ...
(คำว่า "เชี่ยๆ" เป็น adverb ขยาย adjective คำว่า "สมบูรณ์แบบ"
ไม่ได้หมายความว่า "สมบูรณ์"+"แบบเชี่ยๆ" ที่แปลว่า อ้วนชิบหายครับ)
ด้วยความที่มีอะไรค่อนข้างครบ ประกอบการงานที่ยุ่งเชี่ยๆ
เดือนนึงอยู่เมืองไทยไม่กี่วัน และยังรักในความอิสระของวัยรุ่น (พูดไปด๊ายยย)
ผมจึงไม่คิดจะมีแฟนในวันเวลาอันใกล้ (แม้ว่าจะมีเผลอถลำลึกไปบ้าง
สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมายืนที่จุดยืนของตัวเองเหมือนเดิม)
ใครเป็นแฟนผมจะมักเป็นโรคขาดสารอาหารและขาดความอบอุ่น
จนเมื่อสองวันที่ผ่านมานี้ นับเป็นการสูญเสียความมั่นคงในชีวิตครั้งใหญ่
ผมมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว และกินอาหารไม่ลงในคืนวันพุธอย่างไม่มีสาเหตุ
คืนนั้น ผมนอนตอน 3 ทุ่มครึ่ง โดยพยายามส่งเมล์งานทุกอย่างให้เสร็จ
แล้วปิดไฟนอนทันที (ปกติผมจะเปิดทีวีนอน แต่วันนั้นต้องปิด)
อัดยาพาราฯไปสองเม็ด พร้อมวิตามิน centrum + blackmore ตามสูตร
เช้ามา หลังจากนอนไป 9 ชั่วโมง... อาการก็เหมือนจะดีขึ้นเป็นปกติ
แต่พอตกบ่ายของวันพฤหัส ผมเกิดอาการอาหารไม่ย่อย และท้องเสียรุนแรง
จนตอนถึงที่ห้องพัก รู้สึกปวดแบบบิดมากๆ บิดจนนอนไม่ได้ ...
ขนาดกินยาไดเซนโต ผนึกกับพาราฯอย่างละ 2 เม็ดไปแล้ว
อาการก็ไม่ได้ดีขึ้นแม้แต่นิดเดียว ...ปวดแบบไส้จะขาด
ตอนห้าทุ่มเศษ ผมตัดสินใจลุกจากเตียง เดินไปดูที่ MSN ในคอมที่เปิดทิ้งไว้
ว่ายังมีใครออนไลน์บ้าง ผมบอกไอ้วินว่าปวดท้องมากๆๆๆๆ
อาจจะต้องไปโรงพยาบาลคืนนี้เลย และบอกแบบเดียวกับพี่ชายผม
พร้อมบอกว่า ถ้าไม่ดีขึ้น ผมจะเปลี่ยนมากลับไทย flight เช้า ...
แล้วกลับไปนอนซมนิ่งๆบนเตียงอีกครั้ง
ตอนเที่ยงคืน อาการยังไม่ดีขึ้น ...
ผมตัดสินใจโทรไปหาลูกสมุนเขมรของผม
โชคดีที่มันยังไม่ได้นอน ผมถามว่า ตอนดึกๆแบบนี้ยังมีหมอหรือเปล่า
มันบอกว่ามี ... พร้อมถามว่าผมเป็นอะไร จะให้ไปรับที่ห้องเลยมั้ย
แต่ด้วยความว่า มันดึกมากๆแล้ว ไอ้สมุนคนนี้เป็นน้องผู้หญิงอายุ 19
(ถึงแม้ว่าด้วยสรีระและบุคลิกของมันจะเหมือนผู้ชายมากๆก็เถอะ)
ผมตัดสินใจว่า ถ้าอีกครึ่งชั่วโมง ผมยังนอนไม่ได้ ผมจะโทรไปอีกที
สุดท้าย ผมมารู้ตัวอีกทีตอน 6.30 น. ด้วยสภาพที่เพลียมากๆ
(พร้อมกับ sms ในมือถือค้ัางไว้่ 1 ข้อความ ส่งมาตอนตีหนึ่งเศษๆว่า
"you can call me anytime tonight, i will be there right away")
แต่ก็พยายามฝืนลุกขึ้นมาอาบน้ำ แต่งตัวมาทำงาน ...
ผมไม่เคยป่วยในสภาพที่ไม่มีใครดูแลมาก่อน
ไม่เคยป่วยไกลบ้าน โดยที่ตัวเองไม่สามารถออกไปไหนได้
ไม่เคยป่วยโดยที่ไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นอะไรกันแน่ ...
ตอนนั้นรู้สึกว่า ความมั่นคงในชีวิตมันหายไปจนหมดเลยครับ
ไอ้เงิน 500 US$ ในกระเป๋าตังค์บนหัวเตียง ...
หรือ นามบัตรพะชื่อตัวเองพร้อมตำแหน่งสวยหรู
แม่งไม่ได้่ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นสักกะผีกเลยในตอนนั้น
ซึ่งนั่นทำให้คุณค่าของการได้กลับบ้านวันนี้ มันมากขึ้นอีก 3 เท่า
จนตอนนี้ใจผมมันไปเช็คอิน นอนรออยู่ที่ lounge ของ bangkok airways แล้ว
จากเหตุการณ์เมื่อคืน ผมนึกถึงตอนที่ผมคุยกับไอ้วินเมื่อเดือนที่แล้ว
ที่มันขาเป๋ ต้องใช้ไม้ค้ำเป็นครั้งแรกในชีวิต มันบอกว่า พอมันไม่สบาย
มันทำให้รู้สึกว่าอยากมีแฟน อยากมีคนมาดูแล เอาใจ...
และมันทำให้ผมรู้สึกถึงตอนที่ไอ้เอี่ยวป่วยหนักมาก
แล้วมานอนซมที่บ้านผม จนผมต้องขับรถพามันไปหาหมอที่โรงพยาบาล
เมื่อวานผมคิดเหมือนกันเด๊ะเลย ว่าถ้ามีใครสักคนอยู่ตรงนั้นก็คงดี
ถึงจะไม่ได้ช่วยให้เราหายไวขึ้น แต่ก็คงทำให้่เราอุ่นใจขึ้น
...หรืออย่างน้อย ถ้าป่วยอยู่ในบ้านตัวเอง ก็คงรู้สึกดีกว่านี้หน่อย
3.
นายของผมบินมา "ช่วยผมทำงาน" ตั้งแต่เมื่อวาน
และจะกลับกรุงเทพฯด้วย flight เดียวกันคืนนี้ ...
เมื่อเช้า พอได้โอกาสที่อยู่กันสองคนในห้อง ...
ผมได้คุยกะแกหลายๆเรื่อง เกี่ยวกับชีวิตการทำงานที่นี่
แกสอนอะไรให้ผมเยอะมาก ... ผมเลยไม่แปลกใจเลย
ว่าทำไมแกถึงได้เป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จมากๆ
เป็นผู้หญิงที่สี่สาวอรหันต์แห่ง sex and the city เรียกว่า she's got it all
คือมีการงานที่ดี มีการเงินมั่นคง ครอบครัวอบอุ่น ....
โดยที่อายุยังไม่ถึง milestone no.4 เลยด้วย
เพราะนายผมผ่านอะไรที่มัน tough มามากกว่าชา่วบ้าน ...
แกสอนผมถึงการเป็น "นายคน" ตั้งแต่อายุ 22 ปี
ว่าควรจะบริหารคนอย่างไร ให้สบายได้ในภายหลัง
แม้อาจจะต้องเหนื่อยหน่อยในช่วงแรกๆ ...
จากการคุยวันนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจครับว่า เดือนพฤศจิกายนจะเป็นเวลาฤกษ์ดี
ที่ผมจะได้แพ๊คของทั้งหมดกลับสู่กรุงเทพฯอีกครั้ง ...
แม้ว่าผมอาจจะได้อยู่กรุงเทพฯอีกเพียงแค่ 1-2 เดือน
แล้วจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งในฐานะ expat ที่อายุน้อยที่สุดในบริษัท
...แต่สุดท้ายแล้ว ก็ต้องแล้วแต่ destiny ละครับ
4.
ขอเฉลยราคาแมงมุมทอดจาก entry ที่แล้ว...
ราคาขายปลีกที่พนมเปญ
10 ตัว 3,500 เรียล
หรือเทียบเท่ากับตัวละ 3.50 บาทครับ
ส่วนที่ขายตามต่างจังหวัด อาจจะถูกลงเล็กน้อยครับ
ดีแล้วที่ทายไม่ถูก... ยังไงก็ต้องเข้มแข็งนะครับ อยู่คนเดียวให้ได้จนชิน..เราก็ไม่จำเป็นต้องมีแฟนแล้วหล่ะครับ
หายเร็วๆ เน่อ
อยากมีแฟนตอนป่วยนี่เข้าใจเลย
เคยเขียนเรื่องนี้เหมือนกันครับ
#1 By Bickboon on 2007-09-28 16:12