แด่คุณครูและเพื่อนที่ผมรักที่สุด
posted on 11 Nov 2007 19:51 by bongtao in etc
entry นี้ยาวมากๆนะครับ
ถ้ามีอะไรต้องทำ ไปทำให้เสรจก่อนแล้วค่อยมาอ่านก็ได้
เพราะต้องใช้เวลา่อย่างต่ำ 15 นาทีครับ ผมเตือนแล้วนะ
0.
ผมเริ่มขี้เกียจนับวันที่ทำงานอยู่ที่นี่ในชื่อเรื่องแล้วครับ
รู้สึกว่า พอนับแล้วเป็นข้อผูกมัดอยู่กลายๆ
ให้เล่าเรื่องเกี่ยวกับการทำงานที่นี่ ซึ่งน่าเบื่อมาก
ดังนั้น หลังจากนี้ไปจะเอาออกแล้วครับ
1.
ผมเชื่อว่า คนที่จะอ่านบล๊อควันนี้แล้วอินมากๆ
ก็คือเพื่อนๆยอแซฟของผมทุกคน ...
ขอบังคับว่า ใครที่เข้ามาอ่าน ต้องเม้นต์ชื่อทิ้งไว้นะมึง
2.
เรื่องมันมีอยู่ว่า ...
เมื่อคืนก่อน ผมนั่งคุย MSN กับครูกันทิมา
ซึ่งปกติผมก็คุยกับครูกันฯเป็นประจำอยู่แล้วล่ะ
ครูกันฯ เป็นครูสอนเลขตอน ม.3 ของผมครับ
โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนเอกชนอยู่ที่นครปฐม
ตอนที่ผมเรียนอยู่ ระดับชั้นนึง จะแบ่งเป็น 5-6 ห้องครับ
ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าเขาแบ่งกันยังไง
บางทีก็ได้ไปอยู่ห้องนู้น บางทีก็ห้องนี้ ... เลือกไม่ได้ว่ะ
จะมีก็แค่ตอน ม.3 ที่จะมีการแบ่ง “ห้องคิง” อย่างชัดเจน
คือห้อง ม.3/2 ซึ่งก็แหงล่ะครับ ผมได้อยู่ห้องนี้แบบไม่หลุดโผ
เพื่อนส่วนใหญ่ในห้อง ม.3/2 ถ้าไม่ได้ออกไปต่อ ม.ปลายที่อื่น
ก็มักจะเลือกสายวิทย์ แล้วก็จะเรียนอยู่ห้องเดียวกันมาจนจบมัธยม
(สายวิทย์มีห้องเดียว คือ ม.4/3 ม.5/3 และ ม.6/3)
ดังนั้น เพื่อนๆม.ปลายของผมส่วนมาก
ก็รู้จักกันมาตั้งแต่ ม.3/2 จนเกือบหมดนี่แหละครับ
ตั้งแต่ผมเริ่มทำงาน โอกาสที่ผมกลับไปโรงเรียนก็น้อยมาก
ยิ่งตอนนี้ครูกันฯก็เรียนอยู่ที่อินเดีย ผมเลยไม่มีเหตุผลอะไร
ที่จะต้องกลับไปโรงเรียนเลยครับ
ซึ่งเมื่อผมอยากรู้ความเคลื่อนไหวในโรงเรียน
ผมก็มักจะจะถามครูกัน เพราะครูจะยังมี connection
อยู่กับเด็กๆ
(ซึ่งตอนนี้ connection พวกนี้ก็แทบจะหมดไปแล้วครับ)
เราเลยได้มีโอกาสคุยกันเรื่องเก่าๆครับ เหมือนคนแก่เลยแหละ
อยู่ดีๆครั้งนี้ ผมอยากรู้ว่าครูเก่าๆท่านที่เคยสอนผมมาตั้งแต่เด็ก
ตอนนี้ใครเป็นอย่างไรกันบ้าง บางท่านก็เกษียณแล้ว
บางท่านก็ยังสอนอยู่ บางท่านก็ไม่ได้สอนแล้ว ...
คุยถึงหลายท่านมากๆ ... แต่มีอยู่บางท่านที่คุยแล้วรู้สึกว่า
...อยากกลับไปเจอจังเลย...
3.
ตอนผมสัมภาษณ์เข้าทำงาน ...
มีคำถามหนึ่งที่ผู้สัมภาษณ์ (ซึ่งก็คือนายใหญ่ของผมที่กรุงเทพฯ)
ถามผมว่า “ทำไมถึงเก่งภาษาอังกฤษ ไปเรียนเมืองนอกมาเหรอ”
ตอนนั้นแกคงกำลังดูคะแนน TOEIC ของผมอยู่...
ผมอ้ำอึ้งไปนิด ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบแกยังไง
ผมเองก็ไม่เคยไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ...ไม่มีตังค์ ...
มานั่งนึกดีๆ ผมรู้สึกว่า ผมชอบและเก่งภาษาอังกฤษก็เพราะได้ครูดีนี่แหละ
มันน่าจะเริ่มตอน ป.4 ครับ ... ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อ ครูอุษา
ครูน่ารักมากๆๆๆ ใจดีโคตรๆๆๆๆ ไม่เคยว่า ไม่เคยตีเด็กเลย
ทุกวัน ครูอุษาจะวาดรูปตัวการ์ตูน หรืออะไรน่ารักๆสักอย่าง
ไว้ที่ขอบกระดานครับ แล้วจะ assign ให้ใครสักคนในห้อง
“จดชื่อคนคุย” ใส่ตัวการ์ตูนนั้น ซึ่งก็มักจะ
random ตามเลขที่ครับ (ตื่นเต้นมากๆ)
แถมตอนไหน random แล้วซ้ำคนที่เพิ่งได้สิทธิ์ไป ก็จะ
random อีกรอบครับ
ให้เด็กๆได้มีสิทธิ์จับผิดเพื่อนกันถ้วนหน้า โหะๆ ...
เป็นกุศโลบายน่ารักๆ ที่ทำให้เด็กตื่นเต้นตั้งแต่ต้นคาบเชียวล่ะ
ครูอุษาเป็นคนเริ่มแคมเปญ เขียน dictation ถูกครบ 5 คำ
จะได้ดาว 1 ดวง สะสมครบ 20 ดวง ไปแลกของรางวัลได้ครับ
ก็ตามฟอร์มคนเก่งแหละครับ ... ผมสะสมได้ครบคนแรกๆเลย
เทอมนึง ผมน่าจะสะสมครบไป 3-4 รอบนะ ...เพราะแทบไม่ผิดเลย
บางทีครูก็เลี้ยงน้ำ เลี้ยงขนม บางทีก็ให้เป็นของเล็กๆน้อยๆ
...แปลกนะครับ มันเป็นอะไรที่เล็กน้อยมากๆ ไม่ได้มีค่าอะไรเลย
แต่มันกลายเป็นความทรงจำที่ฝังลึกแบบที่ผมไม่เคยลืมมา 15 ปีแล้ว
ตอน ม.5 ผมอยู่ห้อง ป.5/3 ครูเฉลิมศรี ข่มอาวุธ (นามสกุลน่ากลัวถึงตาย)
เป็นครูที่ดุมากกกกกก ที่สำคัญคือ เคยสอนพี่น้องร่วมนามสกุลผม
มาไม่ต่ำกว่า 3-4 คนครับ ซึ่งส่วนมาก ไอ้พวกพี่ผมก็เสือกเป็นเทพมาเกิดอีก
มีคนนึงถึงขนาดเคยสอบภาษาอังกฤษได้ที่ 1 ของประเทศ ...
กลายเป็นความกดดันของผมเลยครับ ...
เพราะครูคาดหวังว่า ไอ้ตระกูลนี้มันต้องเทพทั้งตระกูล
ซึ่งก็ไม่ผิดหวังละครับ ... ผมถูกส่งไปเป็นตัวแทนแข่งขัน
โกยรางวัลกลับมาหลายรอบ ซึ่งก็เป็นแรงผลักดันให้ผมเรียนภาษาอังกฤษ
อย่างตั้งใจมากขึ้นอีกเยอะเลยละ ...
พอขึ้น ป.6/6 ผมเจอครูวริยา ซึ่งก็ผ่านพี่ๆผมมาเหมือนครูเฉลิมศรี
ครูวริยาก็เป็นครูที่สอนภาษาอังกฤษได้เลิศล้ำมากๆ ...
ผมยังจำได้เลยว่า ทุกวิชา ทุกเทอม มันจะต้องมีการสอบวัดผล
pre-test และ post-test ครับ ...pre-test ก็จะสอบก่อนเรียน
ผมแม่งทำได้ 39/40 นู่นน ... แต่ post-test เหลือแค่ 36/40
ครับ
สรุปคือ ...ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ... ควรหยุดเรียนทันทีก่อนจะโง่ไปกว่านี้
เอิ้กๆ ...
ในทุกเทอม ฝ่ายภาษาอังกฤษแผนกประถม เขาจะมีการจัดแข่งขัน
ตอบคำถามภาษาอังกฤษแข่งกันด้วยนะครับ ก็จะคัดตัวแทนห้องไป
ห้องละ 2 คน ... ป.3 กับ ป.4 ต้องแข่งรวมกันนะครับ
ป.5 กับ ป.6 ก็เช่นกันครับ ... ไอ้ตอนผมอยู่ ป.5 เนี่ย
พี่ชายผมมันก็อยู่ ป.6 ครับ แล้วก็มาเจอกันในการแข่งขันนี่แหละ
คำถามก็เป็นแบบ Q&A ให้เขียนตอบทีละคำถาม ครบ 20 คำถาม
ใครได้คะแนนมากที่สุดก็ชนะไปครับ...
จำได้ว่าเป็นการแข่งขันที่บ้ามากๆ เพราะจาก 12 ทีม ...
ไอ้ทีมอื่นมันตายห่าโดนทิ้งห่างตกรอบไปจนหมดแล้ว
เหลือชิงดำระหว่างผมกะพี่ชาย 2 ทีมสุดท้ายว่าใครจะได้ที่หนึ่ง
...กลายเป็นศึกสายเลือดไปซะงั้น ...
ประหนึ่ง วีนัส วิลเลี่ยม มาเจอ เซเรน่า วิลเลี่ยม
ต้องตบตีกันเองในรอบสุดท้ายของ US Open ยังไงยังงั้นครับ
...แต่สุดท้าย เซเรน่าผู้น้องอย่างผมก็แพ้ครับ จำไม่ได้ว่าแพ้ยังไง
แต่ก็สะใจ ที่ชนะ ป.6 ได้ตั้ง 5 ทีม โฮะๆ ...
ความตื่นเต้นของการเรียนภาษาอังกฤษมันกลับมาอีกที
ก็ตอน ม.3/2 นี่แหละ ... มาสเซอร์ผู้เป็นตำนานของโรงเรียนครับ
มาสเซอร์ อุทร กิจเจริญ ...
แกขึ้นชื่อว่าเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โหดที่สุดในโรงเรียน
ให้การบ้านเยอะที่สุด และข้อสอบยากที่สุด ...
โรงเรียนของผม อยู่ในเครือมิสซังฯ ซึ่งมีอยู่ 4-5 โรงเรียน
ปกติข้อสอบของมิสซัง จะใช้เฉพาะการสอบปลายภาคเท่านั้น
ส่วนข้อสอบกลางภาค เป็นข้อสอบที่ครูออกเอง ...
ยกตัวอย่างข้อสอบเลข จำได้ว่าข้อสอบมิสซัง
จะยากกว่าข้อสอบของครูกันฯพอสมควรครับ ทำกันไม่ทัน ...
(แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความปรานีของครูด้วยครับ ...
เพราะถ้าครูกันออกข้อสอบแบบโหดๆ ก็โหดสุดยอด
อย่างเช่นตอน ม.5 ม.6 ก็เจอแบบที่ฆ่าเด็กตายทั้งห้องมาแล้ว)
แต่ข้อสอบภาษาอังกฤษของมิสซังเป็นกรณียกเว้นครับ
กลายเป็นขี้ตีนไปเลย เมื่อเทียบกับข้อสอบมาสเซอร์อุทร
เพราะมันยากมากกกกกก ...จนถึงทุกวันนี้
ถ้าผมได้กลับมาทำข้อสอบมาสเซอร์อุทรอีกครั้ง
ก็น่าจะได้อยู่ราวๆ 80-90% ครับ ไม่น่าได้เต็ม...
อาจจะเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากครูในแผนกมั้งครับ
มาสเซอร์อุทรแกรู้ว่า ผมนี่แหละจะมาเอาเกรด 4 สองเทอมซ้อนจากแก ...
แกไม่เคยแจกเกรด 4 สองเทอมซ้อนให้ใครมาก่อน
(แม้แต่รุ่นพี่ที่เก่งโคตรๆ เอนท์ติดแพทย์รามาก็ยังไม่ได้เกรด 4 เลย)
วันแรกที่เจอกันในห้องเรียน คือการสอบ pre-test
คะแนนของผมคือ 29/40 ครับ ... พระเจ้า ...
ก่อนแกเดินออกจากห้อง แกหันมาที่ผมแล้วบอกว่า
“ได้ยินข่าวมาว่าเนี้ยบมากนิ
ทำไมทำได้แค่นี้เองล่ะ”
แล้วแกก็เดินออกไป ...
กร๊าซซซ ... โดนหยามครับ โดนหยามมม ...
ความบ้าคลั่งและโหดร้ายของมาสเซอร์อุทรยังมีอีกเยอะ
เช่น การสอบ unseen vocabulary เพื่อเก็บ 5 คะแนน ...
ที่ผมเคยสอบกับครูคนอื่นๆ มันจะง่ายมาก คือมีโพยมาก่อน
เป็นศัพท์ 50-100 คำ แล้วเลือกมาออก 20 คำ ว่างั้นเถอะ
เสียเวลาท่องนิดหน่อยก็ทำได้แล้วครับ
แต่ของมาสเซอร์อุทร แกไม่มีการบอกล่วงหน้าด้วย
คิดจะสอบก็สอบ แล้วใช้คำศัพท์จากหนังสือพิมพ์ธุรกิจ
พระเจ้า !!! ... บางคำ แกให้คำแปลภาษาไทย
แล้วให้เราเขียนภาษาอังกฤษ โดยที่แกจะ fix อักษรตัวแรก
ว่าต้องเป็นคำนี้เท่านั้น ...ตายครับตาย ...
20 คำ ใครได้เกิน 10 คำก็เก่งแล้วครับ
ผมก็จะได้อยู่ราวๆ 8-11 คำนี่แหละ ...
กับครูคนอื่น สอบย่อยนี่คือคะแนนช่วย ...แต่กับมาสเซอร์อุทร
นี่เค้าเรียกว่า คะแนนฉุด! บางคน 5 คะแนนได้ 0 ก็มี
ความโหดหนักๆของแก คือการบ้านครับ
แกให้การบ้านเยอะจริงๆ วันนึงประมาณ 50 ข้ออย่างต่ำครับ
ไม่แปลกใจว่าไม่ถึงเดือน สมุดหมดไปเล่มนึงแล้ว
แกให้การบ้านทีนึง แกให้ได้หลากหลายมากๆ
คือปกติเราก็มีหนังสือเรียนสองเล่มอยู่แล้ว
แกก็จะให้การบ้านทีละสองเล่มเลย เล่มนึง 20 ข้อ
แล้วแกจะมีคัมภีร์ของแกอีกเล่ม ซึ่งแกจะลอกโจทย์ลงกระดาน
แล้วเราต้องลอกตามแก เพื่อเอากลับไปทำที่บ้านครับ
ไอ้เล่มนี้แหละ สุดยอด ...เพราะยากแบบป่าเถื่อนมากๆ
บางทีกว่าแกจะลอกโจทย์เสร็จ ก็หมดคาบพอดี
ครูคาบต่อไปต้องรออีก 10 นาทีกว่าจะลบกระดานได้
เพราะเด็กยังจดตามไม่ทัน ...
เคยมีคนคิดแผนชั่วครับ ...(ไอ้คนคิดก็ผมเองแหละ)
ว่าไอ้หนังสือคัมภีร์ที่แกเอามาออกการบ้านเนี่ย
มันต้องมีขายในร้านหนังสือแน่ๆ
ไปซื้อกันเถอะ...
มันต้องมีเฉลย (เด็กๆจะเรียกว่า คีย์) จะได้เอามาลอกกัน
เราก็กระจายกำลังไปช่วยกันหาทั้งดอกหญ้า ซีเอ็ด
ทุกสาขา ใกล้บ้านท่าน...
ไม่มีครับ ...
กลับมานั่งคุยกันอีกครั้ง มันอาจจะมีขายตามร้านหนังสือเก่า
ตามสวนจตุจักรก็ได้นะมึง ... ก็ไปกันอีกรอบครับ ...
ไม่มี...นี่ทุ่มสุดๆ เพราะความอยู่รอดของคนทั้งห้องนะเนี่ย
ผมมารู้ทีหลังครับ ว่าหนังสือเล่มนี้ อายุพอๆกับอายุผมน่ะ
ไม่มีใครเขาพิมพ์อีกแล้ว และคีย์เฉลยก็แยกเล่มด้วย
ที่ผมรู้เรื่องอายุและคีย์เฉลย เพราะว่าบางทีแกให้การบ้านเยอะมาก
แต่ลอกลงกระดานไม่ทันก็หมดคาบ แกจะให้คัมภีร์เล่มนี้ไว้กับผม
แล้วตอนพักบ่าย (15 นาที) ผมมีหน้าที่ต้องลอกการบ้าน
ให้เพื่อนลอกตามจนเสร็จ
(ส่วนผมได้คัมภีร์กลับไปทำที่บ้านครับ ...
ตอนนั้นโง่มาก ทำไมไม่ Xerox เก็บไว้วะ ...
แต่ก็เท่านั้นแหละ เพราะคีย์มันแยกอยู่อีกเล่มนึง)
การบ้านหนักๆช่วง ม.3/2 มีแค่สองวิชา
ก็คือของ มาสเซอร์อุทร กับวิชาเลขของครูกันฯครับ
วันไหนที่เจอการบ้านมาสเซอร์อุทรอ้วกแตกไปรอบ
วันนั้นจะทำตัวน่ารักมากในคาบครูกัน แถมอ้อนไม่เอาการบ้าน
ซึ่งก็ได้ผลเป็นบางครั้งครับ เพราะถ้าเจอสึนามิสองลูกซ้อน
มีสิทธิ์ตายครับ ...
ไอ้ผมมันเด็กเรียน แถมขยัน เก่งอีก หล่ออีก ...วุ้ย ครบเครื่อง ...
การบ้านพวกนี้ ผมเคลียร์ได้สบายๆครับ อาจจะต้องดึกหน่อย
กว่าจะทำเสร็จทั้งหมด ...สมัยก่อนมันยังไม่มีอินเตอร์เนท
รายการตอนเย็นๆดึกๆ ก็ไม่มีอะไรเร้าใจ ...
ถึงบ้าน 5 โมงกว่า กินข้าวเสร็จก็เริ่มทำการบ้านแล้ว
(บ้านใกล้โรงเรียนครับ แถมอยู่บ้านนอก ...
ไม่มี๊ ไม่มีที่จะไปเที่ยวดูหนัง เหมือนตอนเรียนจุฬาหรอก)
เพราะผมเป็นความหวังของเพื่อนอีกเกือบทั้งห้องครับ
เช้าวันรุ่งขึ้น เวลา 07.10 น. ผมจะต้องเดินทางถึงม้านั่งประจำ
ซึ่งจะมีเพื่อนขาประจำรออยู่แล้วครับ ... สมุดของผมจะเป็น
First copy
ของสมุดการบ้านทั้งห้องเลยละ ...
จากหนึ่ง มันจะแตกตัวเป็นสาม ... (ลอกพร้อมกันสองคน)
กลายเป็น 6 ... กลายเป็น 12 ...
แล้วทุกคนจะทำการบ้านเสร็จภายใน 07.45 น. พร้อมส่งพอดี
ถ้าวันไหนผมเกิดขี้แตก มาเรียนไม่ได้ ...
ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ ฮ่าๆ ...
ครูกันแกยังเคยแซวเลย เรื่องลอกการบ้าน (และลอกข้อสอบ)
“วันหลังอย่าลืมเขียนคำว่า สำเนาถูกต้อง
แล้วเซ็นชื่อกำกับมาด้วย”
เพราะว่ามันลอกกันเป็นล่ำเป็นสัน ลอกแบบใช้ไขสันหลังลอก
คือ ตอนลอกมันคงลอกแบบบันทึกความจำไว้ที่ไขสันหลัง
แล้วแสดงออกมาเป็น reflex reaction แบบไม่ผ่านสมอง
(หลอกด่าเพื่อนสุดริด)
assignment ชิ้นที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์ของมาสเซอร์อุทร
คือการแปลคอลัมน์ outlook ใน Bangkok post 3 ชิ้นครับ
ให้เวลาแค่ประมาณครึ่งเดือนเท่านั้น ที่สำคัญคือ ...
แต่ละคน ห้ามแปลซ้ำด้วยครับ กันลอก ...
แค่การหาไม่ให้ซ้ำก็ยากมากแล้ว ยังต้องมานั่งหลังขดหลังแข็ง
แปลกันทีละบรรทัด เป็นงานที่เถื่อนและโหดร้ายมากๆ
ตอนนั้นมีคนซื้อ talking dic กันเพียบเลยครับ
ถ้าสมัยนี้ คงง่ายขึ้นเยอะเนอะ มีตัวช่วยเพียบเลย
เป็นการเรียนภาษาอังกฤษที่โหด มัน ฮา มากๆครับ
แกเองก็ไม่ได้มีแต่ด้านที่โหดร้ายนะครับ ...
บางทีแกเปิดทอล์คโชว์ ไม่สอนทั้งคาบเลยก็มี
แกเรียกว่า “โม้อร่อย” ครับ ...ทั้งเทอมแกเคยโม้อร่อย
2-3 ที
บางทีโม้ไปประมาณ 20 นาที แกจะเริ่มได้สติ
จะกลับมาสอน ก็จะมีหน่วยกล้าตายคือพวกไอ้ศิโรฒ
แก๊งแถวหลังสุด คอยหาเรื่องคุย ชงให้แกเล่าต่อจนจบให้ได้
แต่สุดท้ายของท้ายสุด ... แกก็ปิดท้ายด้วยการให้การบ้าน 50 ข้อเหมือนเดิม
... หลอกให้ตายใจนี่หว่า
ทุกวันนี้ ผมยังจำคำเด็ดๆของแก เช่น “ปล่อยสัตว์น้ำ”
หรือว่า “มั่วอร่อย” ได้อยู่เลยครับ
มันลืมไม่ลงจริงๆ
หลังจากตบตีกันมาทั้งเทอม ...
สุดท้ายแล้ว ผมได้เกรด 4 จากมาสเซอร์อุทรครบทั้งสองเทอม
(เทอมแรกได้ 80 คะแนนเป๊ะๆ และเทอมที่สองได้ 81 คะแนน)
กลายเป็น ศิษย์รักศิษย์แค้น ที่ผมก็จะไม่ลืมแก ...
และหวังว่าแกคงจะไม่ลืมผมเช่นกันครับ
ผมกล้าพูดว่า ที่ผม “ได้ดี”
จนถึงทุกวันนี้
ก็ได้มาจากการเคี่ยวกรำของมาสเซอร์นี่แหละครับ
ผมมารู้เมื่อคืนว่า ตอนนี้มาสเซอร์อุทรไม่ได้สอน ม.3/2 แล้ว
แต่ไปสอน ม.6 แทน ไม่รู้เป็นยังไงกันบ้าง ...
ไม่รู้ว่าเลเวลความโหดของแกลดลงบ้างหรือเปล่า
ตอนนี้ผมอยากเจอ ม.อุทร ...
อยากบอกแกว่า ผมขอบคุณแกมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
ไอ้สิ่งที่แกเคี่ยวเข็ญมาตลอดสองเทอม มันไม่ใช่ความสะใจ
หรือว่า ความโรคจิตกดคะแนนเด็กไปวันๆ ...
มันมีความหมาย มันมีจุดประสงค์ซ่อนอยู่
ซึ่งผมต้องใช้เวลาเกือบสิบปี กว่าจะรู้ว่ามาสเซอร์ต้องการอะไร
ซี่งผมก็อยากกลับไปบอกมาสเซอร์ว่า ...
ผมรู้แล้ว แล้วมาสเซอร์ก็ทำได้สิ่งที่มาสเซอร์ต้องการด้วย
4.
เชี่ยละ ... ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเผาทั้งโรงเรียนเลยนะ
นี่เพิ่งเผาได้แค่ครึ่งแผนกภาษาอังกฤษ เขียนมาเกือบชั่วโมง
ถ้าจะเผาทั้งโรงเรียน คืนนี้คงไม่ต้องนอน ...
ไว้มีโอกาส จะมาเผาต่อครับ ...
ชีวิตในรั้วโรงเรียนมันมีอะไรอีกเยอะครับ
5.
ที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ ผมต้องจดแล้วแปะ memo ทิ้งไว้
มันเป็นเรื่องที่ผมอยากเขียน แต่ไม่รู้จะเขียนตอนไหน
ผมว่า ตอนนี้เป็นตอนที่เหมาะที่สุดในการเขียนแล้วครับ
เรื่องมันเกิดขึ้นใน MSN อีกแล้ว ...
กับเพื่อนผมที่ชื่อ “ลีนวัฒน์” ---
เกิดมาทั้งชีวิต ผมเห็นคนชื่อนี้
ก็คือไอ้นี่คนเดียวแหละ ไม่มีชื่อซ้ำแน่ๆ ...
ชื่อเล่นจริงๆของมันคือ “ว่าน”
แต่ทุกคนเรียกมันว่า “ไอ้ลีน”
ผมคุยกับมันว่า ช่วงสองสามเดือนนี้ ผมเดินทางเยอะมากๆ
แล้วก็เป็นการเดินทางไปเที่ยวด้วย ...
...ตอนนั้นผมกำลังเตรียมตัวไปฮ่องกง
ลีน – “ไปฮ่องกงอย่าลืมซื้อของฝากให้กูด้วยนะ”
เต่า – “เนื่องในโอกาสอะไรวะ”
ผมย้อนถามแบบกวนตีน รอคำตอบอย่างตื่นเต้นใจจดใจจ่อ
ลีน – “เนื่องในโอกาสเป็นเพื่อนกันจะครบ 20 ปีแล้ว”
เต่า – “.......................”
...ผมอึ้งจนไม่รู้จะพิมพ์อะไรต่อเลยว่ะ ...
มันไม่ใกล้เคียงกับคำตอบที่ผมคาดหวังไว้แม้แต่ผีกเดียวเลย
ผมลองนั่งนับนิ้วว่า ผมรู้จักมันมากี่ปีแล้ว ?
ผมรู้จักไอ้ลีนตอน ป.1 ...
6 ปี สำหรับประถม
+ 6 ปี สำหรับมัธยม
+ 4 ปี สำหรับมหาลัย
+ 2 ปี สำหรับชีวิตการทำงาน
รวมแล้ว 18 ปี ...จากชีวิต 23 ปีของผม
มึงแทบไม่มีอะไรเหมือนกูเลย
กูเป็นเด็กเรียน ... มึงเป็นนักกีฬา
กูจบจุฬาฯ ... มึงจบลาดกระบัง
กูเรียนการเงิน ... มึงเรียนวิศวะ
กูทำงาน ... มึงเรียน ป.โท
กูไม่สูบบุหรี่ ... แต่มึงสูบจัด
กูไม่ดื่ม ... แต่มึงดื่มจัด
กูไม่เที่ยวกลางคืน ... แต่มึงเที่ยวจัด...
แต่กูก็ดีใจนะ ที่มีมึงเป็นเพื่อน ...
เป็นเพื่อนที่กูรู้สึกดีอยู่ห่างๆ
ปีนึง กูเจอมึงไม่กี่ที แต่ทุกครั้งที่เจอ
กูรู้สึกดีเหมือนเดิมว่ะ ...
เวลากูเจอแผงขายบุหรี่ในเขมร
กูจะนึกถึงมึง ... คิดว่ามึงคงรู้สึกดีถ้ากูซื้อไปฝาก
กูไม่รู้ว่า มึงเริ่มสูบเพราะอะไร
กูไม่รู้ว่า มึงจะหยุดสูบเมื่อไร
มึงบอกกูว่า มึงสูบเพราะมันไม่ได้ทำให้มึงตายพรุ่งนี้
...แต่กูก็ไม่อยากให้มึงตายเร็วกว่าที่ควรจะเป็นนะ
สำหรับมึง ...เป็นเพื่อนกัน 18 ปี ... มันนานมั้ยวะ ...
สำหรับกู ...ไม่รู้ว่ะ ...ก็แค่เกือบทั้งชีวิตของกูแค่นั้นเอง
..
..
..
..
..
ปล. กูไม่ได้ซื้ออะไรมาฝากมึงจากฮ่องกงนะ ...
ปล.2 ผมแก่แล้วใช่มั้ย พูดแต่เรื่องเก่าๆ
ระลึกถึงเรื่องเก่า มันเป็นเรื่องปกติครับ ทั้งดีไม่ดี ก็หวนคำนึงขึ้นมาได้แบบไม่เลือกเวลาและสถานที่
ซื้อๆไปเหอะ ของฝากให้เพื่อนคนนี้น่ะครับ ไหนๆก็หลงคบคุณมาตั้งนานแล้ว แต่อย่าซื้อบุหรี่ หรือ อุปกรณ์ในการสูบบุหรี่ล่ะครับ เพราะเป็นส่งเสริมเพื่อนเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้าย
(ผมเคยโดนเตือนแบบนี้เหมือนกันเมื่อก่อนตอนท่ยังสูบบุหรี่อยู่ แต่ตอนี้เลิกไปได้ปีกว่าแล้วครับ เย้)
#1 By -Press F5- on 2007-11-11 20:11