ไม่มี...ไม่ตายหรอก
posted on 16 Nov 2007 07:17 by bongtao in life
1.
ก่อนวันที่ผมจะเดินทางไปปักหลักประจำการที่เขมร
(ที่ไม่ได้เขียนว่า “ที่นี่” เพราะว่าตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ โฮ่ๆ
)
นายผมเรียกเข้าไปคุยใน “ห้องเย็น” เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทาง
“ในฐานะที่ไปเขมรทุกเดือน ไหนเล่าให้กูฟังหน่อย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ
กูรู้สึกว่าที่นั่นมันดูวุ่นวาย งานก็เดินไม่ค่อย smooth มันมีปัญหาอะไร”
คือตอนนั้น ปัญหาหลักของออฟฟิศที่เขมร คือเรื่องคนและการเมือง
แต่ด้วยความเป็นเด็ก และความเป็นกลางที่จะไม่ take side ฝ่ายใด
ผมเลยเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงประเด็นนี้ และได้คำตอบคือ
“เรื่องนึงที่เจอประจำคือ facility มันแย่กว่าที่เมืองไทยมาก
อินเตอร์เนทก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ไฟก็ดับวันละ 2-3 รอบ
มันก็เลยทำงานได้ไม่เต็มที่น่ะครับ”
นายผมนั่งเงียบไปนิดนึงหลังได้รับคำตอบ ...
แล้วผมก็ได้คำตอบที่สมกับจำนวนพรรษาของนายท่านนี้ว่า
“อืม ... ก็ถูก ... แต่กูว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ (นายผมใช้สรรพนามนี้จริงๆ)
บริษัทเรานี่อยู่มาจะ 90 ปีแล้ว ก็ใช่ว่ามันมีอินเตอร์เนทให้ใช้ตั้งแต่วันแรก
มันก็ยังอยู่ เราก็ยังทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ได้นิ ...
ไม่มีของพวกนี้น่ะ มันไม่ตาย ไม่ทำให้บริษัทเจ๊งได้หรอก”
...ก็คล้ายๆจะโดนสอนมวย แต่ก็จริงนะครับ ...
แม้ว่าในใจอยากจะเถียงก็เถอะ ... ไม่มีมันก็อยู่ได้
แต่มันลำบากนะโว้ย...
2.
หลังจากออกจากห้องเย็น ผมก็มานั่งทบทวนคำพูดอีกที
อืม ... ไม่มีไม่ตายหรอก ... แต่สมัยก่อนเค้าอยู่กันยังไง?
ผมเลยนั่งนึกถึง “ความลำบาก” ซึ่งเคยเป็น “เรื่องปกติ”
ในสมัยที่เรายังไม่มีเทคโนโลยีบ้าบอในปัจจุบันมาจุนเจือ
คิดไปก็ขำดีครับ เลยเอามาเล่าให้ฟังกัน
3.
ตอนนี้มือถือนี่เป็น gadget อวัยวะชิ้นที่ 33 ของเราไปแล้วเนอะ
ช่วงที่เป็นยุคเรเนซองส์ของมือถือบ้านเรายุคแรกๆ
คือช่วง 7-8 ปีที่แล้ว (ยุคของ nokia 3210/3310)
ผมกำลังอยู่ ม.ปลาย เพื่อนหลายคนก็ถอยมือถือเครื่องแรก
ในช่วงปีนี้กันทั้งนั้นแหละ ผมนี่จัดว่าเป็นคนท้ายๆของห้อง
ที่มีมือถือเป็นของตัวเองเชียวนะ ในขณะที่หลายคนมันเปลี่ยนแล้ว
...เปลี่ยนอีก ... ผมเชื่อว่าทุกวันนี้มันก็ยังคงเปลี่ยนรุ่นไปเรื่อย
ก็ยังงงว่ามึงจะเปลี่ยนอะไรกันนักหนาวะ ?
(ยิ่งตอนนี้ ทำงานมีเงินแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าไอ้พวกเด็กหัวเกรียน
ที่มันเปลี่ยนมือถือกันปีละ 2 เครื่อง มันประสาทแดกกันมากๆ
ชีวิตพวกมันยุ่งกันขนาดนั้นเชียวเหรอเนี่ย บางคนใช้ PDA ด้วย)
เชื่อมั้ยครับ ...นายระดับสูงในบริษัทผมหลายท่านที่เงินเดือนหลักแสน
ยังใช้กระดาษจดโน้ต reminder ต่างๆแทนมือถือกันอยู่เลย
เขาบอกว่า มันง่ายกว่าครับ ...ซึ่งผมก็เห็นด้วยอีกแหละ 
ไอ้ตอนไม่มีมือถือ การจะนัดกันทีนึงนี่มันโคตรยากว่ะ
เพราะต้องคอนเฟิร์มว่า เจอกันพรุ่งนี้นะ ที่นี่นะ ตอนนี้นะ ...
คือทุกอย่างต้องเป๊ะ แล้วแทบไม่มีสิทธิ์เบี้ยวเลย
เพราะไม่มีโอกาสโทรไป cancel นัดวินาทีสุดท้ายแบบปัจจุบัน
ซึ่งก็นับเป็นเรื่องดีนะครับ เพราะโอกาสที่นัดจะล่มมันน้อยมาก
นัดยังไงก็มักจะไม่มีปัญหา ...แถมทุกคนมักจะตรงต่อเวลา
ไม่มีกี่มาสายแบบมหาประลัยอย่างทุกวันนี้ ที่เรามักคิดว่า
“เออ ...เลทหน่อยก็ได้ เดี๋ยวค่อยโทรบอกมันอีกที
”
3.
ความเจริญรุ่งเรืองของอินเตอร์เนทนี่เปลี่ยนอะไรไปเยอะมาก
ถ้าพูดถึงชีวิตของนักเรียน นักศึกษา ผมว่าสิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด
คือเรื่อง การหาข้อมูลทำรายงาน นี่แหละ ...
สมัยก่อนการจะหาข้อมูลอะไรสักอย่างแม่งยากมากกกกกกกก...
ไม่เหมือนยุค information flood แบบในปัจจุบัน
แค่จรดปลายนิ้วพิมพ์แกร๊กๆใส่ google ทุกอย่างก็จบ
อยากรู้อะไรละเอียดหน่อย ก็ไปเข้า wikipedia ซ้ำอีกรอบนึง
(เชื่อมะ ... หลายคนที่ผมรู้จักยังไม่รู้ว่า wikipedia คืออะไร?)
ผมเคยต้องนัดเพื่อน (ตามวิธีที่กล่าวถึงในข้อ 2)
เพื่อไปหาข้อมูลในหอสมุดแห่งชาติ มาทำรายงานสังคม
หรือแม้แต่นั่งรถเมล์ไปศึกษาภัณฑ์เพื่อไปซื้อหนังสือประกอบ
สำหรับอ้างอิงข้อมูลในรายงาน ...เชี่ย กูทำไปได้ไงเนี่ย
ผมนึกไม่ออกเลยครับ ว่ารายงานเด็กๆสมัยนี้จะเป็นยังไง
แต่ผมเดาว่า หน้าตารายงานเด็กแต่ละคนคงคล้ายกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น ถ้าครูให้โจทย์ว่า ไปทำรายงานเกี่ยวกับ
“สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม” ...ไอ้เด็กพวกนี้มันก็คงเอาคำนี้แหละ
ไปแปะใส่ google แล้วก็ลากแถบดำ copy&paste เนื้อหาในเว็บ
ที่ขึ้นมาเป็น result อันดับต้นๆ แปะใส่ word ปรับ font เล็กน้อย แล้วก็ส่งได้เลย
(ผมว่าแม่งตลกมากอะ ที่สมัยก่อนเวลา copy รายงานกัน
แล้วเราคิดว่า แค่การปรับ font หรือย่อหน้าให้ไม่เหมือนกับของต้นฉบับ
จะทำให้อาจารย์ไม่รู้ จับไม่ได้ ... คิดไปได้ไงวะเนี่ย)
4.
อีกเทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็คือเรื่อง storage device
ที่เดี๋ยวนี้มันโคตรสะดวก ผมซื้อ thumbdrive ตัวแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
ไปซื้อที่ไต้หวัน ขนาด 128 Mb ราคาประมาณ 2,700 บาท เดิ้นมาก
ตอนนั้นมันยังตัวใหญ่บึ้มอยู่เลยว่ะครับ เมืองไทยไม่มีขายด้วย
เรียกว่าเป็นคนแรกๆของคณะที่ใช้เลยแหละ
แต่ดูเดี๋ยวนี้ดิ อันนึงล่อเข้ากิ๊กสองกิ๊ก ราคาไม่ถึงพันนึง บ้าไปแล้ว
External HDD 80 Gb ลูกนึงไม่ถึง 3,000 บาท จุหนังโป๊ได้ร้อยเรื่อง
พระเจ้าจ๊อด ...สมัยก่อนใช้ส่งไฟล์ทางแผ่น floppy disk
ไฟล์ใหญ่หน่อยก็ใช้หลายแผ่น เสียบเข้าเสียบออกกันอยู่นั่น
แผ่นนึงเจ๊งก็จบกัน อีมงอีเมล์ก็ไม่มีอีก ...โอ๊ย ไอ้ห่านจิก!
ช่วงผมอยู่ปี 4 นี่ไอ้พวก thumbdrive นี่ก็ถูกลงเยอะมากแล้วนะครับ
แต่เพื่อนบางคนมันก็ไม่คิดจะซื้อซะที ยังส่งงานด้วย floppy disk อีก
(หมายถึงเวลาผมรวมรายงานจากเพื่อนหลายๆคนน่ะ)
ผมต้องทำหน้าตาหยามเหยียด พร้อมส่งเสียงประณาม
เพื่อเป็นการกดดันให้มันซื้อมาใช้อย่างด่วน ... ซึ่งก็ได้ผลครับ ฮ่าๆ
แต่ไอ้ thumbdrive นี่แม่งก็แย่อย่างนึงครับ เป็นพาหะของ virus ชั้นเยี่ยม
ไอ้พวก “เสียบไม่เลือก” นี่โดนกันไปเป็นแถบครับ ...แย่ๆ
5.
จบโหมดวิชาการ มาโหมดบันเทิงกันบ้าง
ไอ้สมัย ม.ปลาย ผมก็บ้าฟังเพลงสากลทาง channel [V] และ MTV
เวลาคุณนักร้องคนโปรดมี MV ใหม่ทีนึง ก็ตั้งหน้าตั้งตารอ
ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ดู พอจะ premiere กันทีนึง แทบไม่ต้องทำอะไร
ข้าวปลาไม่ต้องกิน การงานไม่ต้องทำ มานั่งอยู่หน้า TV รอดู MV
เพราะไม่รู้ว่าพลาดครั้งนี้ จะเปิดอีกทีเมื่อไร ... ประสาทแดกมากๆ
ตอนนี้ผมแทบไม่เคยดู MTV หรือ channel [V] อีกเลย
ตั้งแต่เว็บคุณหลอด ณ ยูทิวบ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ...
MV ใหม่ตัวไหนออก search ปั๊บเจอปุ๊บดูได้ทันที
แถม save เก็บไว้ดูเองได้อีกตะหาก เจ๋งป่ะละ
ผมมาสังเกตว่า ตอนนี้นิตยสารดนตรีสากลในเมืองไทย
มันล้มหายตายจากไปจากแผงจนหมดสิ้นวงศ์ตระกูลแล้ว
เพราะสมัยก่อนอินเตอร์เนทก็ยังไม่ล้ำเดิ้นขนาดนี้
เราก็บริโภคข้อมูลผ่านหนังสือพวกนี้ ที่แปลมาจากหนังสือเมืองนอก
กว่าจะได้อ่าน delay กันเป็นเดือนๆ ในขณะที่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว...
สมมติว่า เมื่อสองวันก่อน เจ๊วิคทอเรีย เบคแฮม เดินนมเด้งไปดูงานแฟชั่น
วันนี้เราก็ได้ดูภาพแอบถ่ายเจ๊แกจากปาปารัสซีทางเว็บบอร์ดทั่วไปได้สบายๆแล้ว
คงไม่มีใครมานั่งรออ่านหนังสือกันอีกแล้ว จริงมะ ...
boyband คนไหนมันเป็นตุ๊ดเป็นตุ๋ย ก็นั่งรอลุ้นกันไปเป็นเดือน
กว่าจะรู้อีกทีต้องรอฉบับหน้ามันออก เออ ...เอาเข้าไป
ยิ่งเรื่องอารยธรรมโซนี่ หรืออารยธรรมหูขาวของ iPod
ไม่ต้องพูดถึงกันเลยครับ สมัยก่อนจะฟังเพลงบนรถเมล์ทีนึง
ต้องพวก cd walkman อันเท่าฟริสบี้ที่โยนให้หมาคาบ
เดี๋ยวนี้ MP3 จีนแดงอันเท่าเจี๊ยวมด ราคาไม่ถึงสองพัน จุได้ 40 เพลง
...
6.
จริงๆยังมีอีกหลายเคส นึกแล้วได้แต่หัวเราะหึๆ
...มันก็จริง ไม่มีก็ไม่ได้ตายซะหน่อย แค่อาจจะลำบากนิดนึง
ยิ่งการไปทำงานที่นู่น หวังพึ่งอะไรไม่ค่อยได้เท่าไร
อยู่ตัวคนเดียวอีก ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ไอ้ชีวิตประเภท
“ชั้นขาดเธอไม่ได้” หรือ “ไม่มีมือถือ ชีวิตกูตายแน่ๆ”
มันเป็นความคิดที่โคตรงี่เง่าและไร้สาระมากสำหรับผมในตอนนี้
(ยอมรับว่าเคยคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว)
ทำหยั่งกะโทรศัพท์มือถือเป็นกล่องดวงใจของทศกัณฑ์ไปได้
คิดแล้วไม่อยากนึกถึงสมัยพ่อแม่เราเลยนะครับ ว่ามันจะแซ่บขนาดไหน
...แต่ไอ้ที่ไม่อยากนึกเข้าไปอีก มันน่าจะเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานเรามากกว่า
อันนั้นน่ะ ...น่ากลัวของแท้

เห็นด้วยในแง่ที่ว่า บางสิ่งบางอย่าง
จำเป็นแต่ไม่มี-ก็ได้ หาวิธีจัดการเอา
วางแผนดีๆ วางไกลๆ ยึดตามแผนที่คิดไว้
ทุกคนรักษาสัญญา, เครื่องมือสื่อสารก็คงเป็นเรื่องรองๆ
#1 By อากาศกวี on 2007-11-16 07:43