ไม่มี...ไม่ตายหรอก

posted on 16 Nov 2007 07:17 by bongtao  in life

1.
ก่อนวันที่ผมจะเดินทางไปปักหลักประจำการที่เขมร
(ที่ไม่ได้เขียนว่า
ที่นี่ เพราะว่าตอนนี้อยู่กรุงเทพฯ โฮ่ๆ )
นายผมเรียกเข้าไปคุยใน
ห้องเย็น เป็นครั้งสุดท้ายก่อนเดินทาง

 
ในฐานะที่ไปเขมรทุกเดือน ไหนเล่าให้กูฟังหน่อย ว่ามันเกิดอะไรขึ้นวะ
กูรู้สึกว่าที่นั่นมันดูวุ่นวาย งานก็เดินไม่ค่อย
smooth มันมีปัญหาอะไร

คือตอนนั้น ปัญหาหลักของออฟฟิศที่เขมร คือเรื่องคนและการเมือง
แต่ด้วยความเป็นเด็ก และความเป็นกลางที่จะไม่
take side ฝ่ายใด
ผมเลยเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงประเด็นนี้ และได้คำตอบคือ

 
เรื่องนึงที่เจอประจำคือ facility มันแย่กว่าที่เมืองไทยมาก
อินเตอร์เนทก็ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ไฟก็ดับวันละ 2-3 รอบ
มันก็เลยทำงานได้ไม่เต็มที่น่ะครับ


นายผมนั่งเงียบไปนิดนึงหลังได้รับคำตอบ ...
แล้วผมก็ได้คำตอบที่สมกับจำนวนพรรษาของนายท่านนี้ว่า

 
อืม ... ก็ถูก ... แต่กูว่ามันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ (นายผมใช้สรรพนามนี้จริงๆ)
บริษัทเรานี่อยู่มาจะ 90 ปีแล้ว ก็ใช่ว่ามันมีอินเตอร์เนทให้ใช้ตั้งแต่วันแรก
มันก็ยังอยู่ เราก็ยังทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ได้นิ ...
ไม่มีของพวกนี้น่ะ มันไม่ตาย ไม่ทำให้บริษัทเจ๊งได้หรอก


...ก็คล้ายๆจะโดนสอนมวย แต่ก็จริงนะครับ ...
แม้ว่าในใจอยากจะเถียงก็เถอะ ... ไม่มีมันก็อยู่ได้
แต่มันลำบากนะโว้ย...

2.
หลังจากออกจากห้องเย็น ผมก็มานั่งทบทวนคำพูดอีกที
อืม ... ไม่มีไม่ตายหรอก ... แต่สมัยก่อนเค้าอยู่กันยังไง?
ผมเลยนั่งนึกถึง
ความลำบาก ซึ่งเคยเป็น เรื่องปกติ
ในสมัยที่เรายังไม่มีเทคโนโลยีบ้าบอในปัจจุบันมาจุนเจือ
คิดไปก็ขำดีครับ เลยเอามาเล่าให้ฟังกัน

3.
ตอนนี้มือถือนี่เป็น
gadget อวัยวะชิ้นที่ 33 ของเราไปแล้วเนอะ
ช่วงที่เป็นยุคเรเนซองส์ของมือถือบ้านเรายุคแรกๆ
คือช่วง 7-8 ปีที่แล้ว (ยุคของ
nokia 3210/3310)
ผมกำลังอยู่ ม.ปลาย เพื่อนหลายคนก็ถอยมือถือเครื่องแรก
ในช่วงปีนี้กันทั้งนั้นแหละ ผมนี่จัดว่าเป็นคนท้ายๆของห้อง
ที่มีมือถือเป็นของตัวเองเชียวนะ ในขณะที่หลายคนมันเปลี่ยนแล้ว
...เปลี่ยนอีก ... ผมเชื่อว่าทุกวันนี้มันก็ยังคงเปลี่ยนรุ่นไปเรื่อย
ก็ยังงงว่ามึงจะเปลี่ยนอะไรกันนักหนาวะ ?
(ยิ่งตอนนี้ ทำงานมีเงินแล้ว ยิ่งรู้สึกว่าไอ้พวกเด็กหัวเกรียน
ที่มันเปลี่ยนมือถือกันปีละ 2 เครื่อง มันประสาทแดกกันมากๆ
ชีวิตพวกมันยุ่งกันขนาดนั้นเชียวเหรอเนี่ย บางคนใช้
PDA ด้วย)

เชื่อมั้ยครับ ...นายระดับสูงในบริษัทผมหลายท่านที่เงินเดือนหลักแสน
ยังใช้กระดาษจดโน้ต
reminder ต่างๆแทนมือถือกันอยู่เลย
เขาบอกว่า มันง่ายกว่าครับ ...ซึ่งผมก็เห็นด้วยอีกแหละ

ไอ้ตอนไม่มีมือถือ การจะนัดกันทีนึงนี่มันโคตรยากว่ะ
เพราะต้องคอนเฟิร์มว่า เจอกันพรุ่งนี้นะ ที่นี่นะ ตอนนี้นะ ...
คือทุกอย่างต้องเป๊ะ แล้วแทบไม่มีสิทธิ์เบี้ยวเลย
เพราะไม่มีโอกาสโทรไป
cancel นัดวินาทีสุดท้ายแบบปัจจุบัน

ซึ่งก็นับเป็นเรื่องดีนะครับ เพราะโอกาสที่นัดจะล่มมันน้อยมาก
นัดยังไงก็มักจะไม่มีปัญหา ...แถมทุกคนมักจะตรงต่อเวลา
ไม่มีกี่มาสายแบบมหาประลัยอย่างทุกวันนี้ ที่เรามักคิดว่า
 
เออ ...เลทหน่อยก็ได้ เดี๋ยวค่อยโทรบอกมันอีกที

3.
ความเจริญรุ่งเรืองของอินเตอร์เนทนี่เปลี่ยนอะไรไปเยอะมาก
ถ้าพูดถึงชีวิตของนักเรียน นักศึกษา ผมว่าสิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด
คือเรื่อง การหาข้อมูลทำรายงาน นี่แหละ ...

สมัยก่อนการจะหาข้อมูลอะไรสักอย่างแม่งยากมากกกกกกกก...
ไม่เหมือนยุค
information flood แบบในปัจจุบัน
แค่จรดปลายนิ้วพิมพ์แกร๊กๆใส่
google ทุกอย่างก็จบ
อยากรู้อะไรละเอียดหน่อย ก็ไปเข้า
wikipedia ซ้ำอีกรอบนึง
(เชื่อมะ ... หลายคนที่ผมรู้จักยังไม่รู้ว่า
wikipedia คืออะไร?)

ผมเคยต้องนัดเพื่อน (ตามวิธีที่กล่าวถึงในข้อ 2)
เพื่อไปหาข้อมูลในหอสมุดแห่งชาติ มาทำรายงานสังคม
หรือแม้แต่นั่งรถเมล์ไปศึกษาภัณฑ์เพื่อไปซื้อหนังสือประกอบ
สำหรับอ้างอิงข้อมูลในรายงาน ...เชี่ย กูทำไปได้ไงเนี่ย

ผมนึกไม่ออกเลยครับ ว่ารายงานเด็กๆสมัยนี้จะเป็นยังไง
แต่ผมเดาว่า หน้าตารายงานเด็กแต่ละคนคงคล้ายกันมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น ถ้าครูให้โจทย์ว่า ไปทำรายงานเกี่ยวกับ
 
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ...ไอ้เด็กพวกนี้มันก็คงเอาคำนี้แหละ
ไปแปะใส่
google แล้วก็ลากแถบดำ copy&paste เนื้อหาในเว็บ
ที่ขึ้นมาเป็น
result อันดับต้นๆ แปะใส่ word ปรับ font เล็กน้อย แล้วก็ส่งได้เลย
(ผมว่าแม่งตลกมากอะ ที่สมัยก่อนเวลา
copy รายงานกัน
แล้วเราคิดว่า แค่การปรับ
font หรือย่อหน้าให้ไม่เหมือนกับของต้นฉบับ

จะทำให้อาจารย์ไม่รู้ จับไม่ได้ ... คิดไปได้ไงวะเนี่ย)

4.
อีกเทคโนโลยี ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็คือเรื่อง
storage device
ที่เดี๋ยวนี้มันโคตรสะดวก ผมซื้อ
thumbdrive ตัวแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว
ไปซื้อที่ไต้หวัน ขนาด 128
Mb ราคาประมาณ 2,700 บาท เดิ้นมาก
ตอนนั้นมันยังตัวใหญ่บึ้มอยู่เลยว่ะครับ เมืองไทยไม่มีขายด้วย
เรียกว่าเป็นคนแรกๆของคณะที่ใช้เลยแหละ

แต่ดูเดี๋ยวนี้ดิ อันนึงล่อเข้ากิ๊กสองกิ๊ก ราคาไม่ถึงพันนึง บ้าไปแล้ว
External HDD 80 Gb ลูกนึงไม่ถึง 3,000 บาท จุหนังโป๊ได้ร้อยเรื่อง
พระเจ้าจ๊อด ...สมัยก่อนใช้ส่งไฟล์ทางแผ่น
floppy disk
ไฟล์ใหญ่หน่อยก็ใช้หลายแผ่น เสียบเข้าเสียบออกกันอยู่นั่น
แผ่นนึงเจ๊งก็จบกัน อีมงอีเมล์ก็ไม่มีอีก ...โอ๊ย ไอ้ห่านจิก
!

ช่วงผมอยู่ปี 4 นี่ไอ้พวก
thumbdrive นี่ก็ถูกลงเยอะมากแล้วนะครับ
แต่เพื่อนบางคนมันก็ไม่คิดจะซื้อซะที ยังส่งงานด้วย
floppy disk อีก
(หมายถึงเวลาผมรวมรายงานจากเพื่อนหลายๆคนน่ะ)
ผมต้องทำหน้าตาหยามเหยียด พร้อมส่งเสียงประณาม
เพื่อเป็นการกดดันให้มันซื้อมาใช้อย่างด่วน ... ซึ่งก็ได้ผลครับ ฮ่าๆ

แต่ไอ้
thumbdrive นี่แม่งก็แย่อย่างนึงครับ เป็นพาหะของ virus ชั้นเยี่ยม
ไอ้พวก
เสียบไม่เลือก นี่โดนกันไปเป็นแถบครับ ...แย่ๆ

5.
จบโหมดวิชาการ มาโหมดบันเทิงกันบ้าง
ไอ้สมัย ม.ปลาย ผมก็บ้าฟังเพลงสากลทาง
channel [V] และ MTV
เวลาคุณนักร้องคนโปรดมี
MV ใหม่ทีนึง ก็ตั้งหน้าตั้งตารอ
ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้ดู พอจะ
premiere กันทีนึง แทบไม่ต้องทำอะไร
ข้าวปลาไม่ต้องกิน การงานไม่ต้องทำ มานั่งอยู่หน้า
TV รอดู MV
เพราะไม่รู้ว่าพลาดครั้งนี้ จะเปิดอีกทีเมื่อไร ... ประสาทแดกมากๆ

ตอนนี้ผมแทบไม่เคยดู
MTV หรือ channel [V] อีกเลย
ตั้งแต่เว็บคุณหลอด ณ ยูทิวบ์ ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ...
MV ใหม่ตัวไหนออก search ปั๊บเจอปุ๊บดูได้ทันที
แถม
save เก็บไว้ดูเองได้อีกตะหาก เจ๋งป่ะละ

ผมมาสังเกตว่า ตอนนี้นิตยสารดนตรีสากลในเมืองไทย
มันล้มหายตายจากไปจากแผงจนหมดสิ้นวงศ์ตระกูลแล้ว
เพราะสมัยก่อนอินเตอร์เนทก็ยังไม่ล้ำเดิ้นขนาดนี้
เราก็บริโภคข้อมูลผ่านหนังสือพวกนี้ ที่แปลมาจากหนังสือเมืองนอก
กว่าจะได้อ่าน
delay กันเป็นเดือนๆ ในขณะที่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว...
สมมติว่า เมื่อสองวันก่อน เจ๊วิคทอเรีย เบคแฮม เดินนมเด้งไปดูงานแฟชั่น
วันนี้เราก็ได้ดูภาพแอบถ่ายเจ๊แกจากปาปารัสซีทางเว็บบอร์ดทั่วไปได้สบายๆแล้ว
คงไม่มีใครมานั่งรออ่านหนังสือกันอีกแล้ว จริงมะ ...

boyband คนไหนมันเป็นตุ๊ดเป็นตุ๋ย ก็นั่งรอลุ้นกันไปเป็นเดือน
กว่าจะรู้อีกทีต้องรอฉบับหน้ามันออก เออ ...เอาเข้าไป

ยิ่งเรื่องอารยธรรมโซนี่ หรืออารยธรรมหูขาวของ
iPod
ไม่ต้องพูดถึงกันเลยครับ สมัยก่อนจะฟังเพลงบนรถเมล์ทีนึง
ต้องพวก
cd walkman อันเท่าฟริสบี้ที่โยนให้หมาคาบ
เดี๋ยวนี้
MP3 จีนแดงอันเท่าเจี๊ยวมด ราคาไม่ถึงสองพัน จุได้ 40 เพลง
...

6.
จริงๆยังมีอีกหลายเคส นึกแล้วได้แต่หัวเราะหึๆ
...มันก็จริง ไม่มีก็ไม่ได้ตายซะหน่อย แค่อาจจะลำบากนิดนึง
ยิ่งการไปทำงานที่นู่น หวังพึ่งอะไรไม่ค่อยได้เท่าไร
อยู่ตัวคนเดียวอีก ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ไอ้ชีวิตประเภท
 
ชั้นขาดเธอไม่ได้ หรือ ไม่มีมือถือ ชีวิตกูตายแน่ๆ
มันเป็นความคิดที่โคตรงี่เง่าและไร้สาระมากสำหรับผมในตอนนี้
(ยอมรับว่าเคยคิดแบบนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว)

ทำหยั่งกะโทรศัพท์มือถือเป็นกล่องดวงใจของทศกัณฑ์ไปได้

คิดแล้วไม่อยากนึกถึงสมัยพ่อแม่เราเลยนะครับ ว่ามันจะแซ่บขนาดไหน
...แต่ไอ้ที่ไม่อยากนึกเข้าไปอีก มันน่าจะเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานเรามากกว่า
อันนั้นน่ะ ...น่ากลัวของแท้

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ใช่ครับ
เห็นด้วยในแง่ที่ว่า บางสิ่งบางอย่าง
จำเป็นแต่ไม่มี-ก็ได้ หาวิธีจัดการเอา
วางแผนดีๆ วางไกลๆ ยึดตามแผนที่คิดไว้
ทุกคนรักษาสัญญา, เครื่องมือสื่อสารก็คงเป็นเรื่องรองๆ
Hot!

#1 By อากาศกวี on 2007-11-16 07:43

* แต่วันไหน ลืม มือถือ หรือ notebook
นี่ถึง กับ เครียดเลยนาาา

#2 By riddler on 2007-11-16 07:46

ใช่คะตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นปัจจัยที่ 45678910 ไปหมดแล้ว แต่เราคิดว่าถ้าวันนึงเราไม่มีมันเราก็น่าจะอยู่ได้(มั้ง) sad smile

#3 By มะเหมี่ยว on 2007-11-16 08:14

มันปนปนกันนะ
มันมีทั้งทั้งวันที่ต้องกลับบ้านกลางวันแสกๆ ไปเอาโทรศัพท์มือถือ ที่ดันลืมหยิบมาด้วยเมื่อตอนเช้า

กับ วันที่ช่างมันเหอะ โทรศัพท์ไม่ได้เอามา็ก็ช่าง ใครตามหาก็โทรมาที่ี่ทำงานให้ได้แล้วกัน

#4 By ลุงอ้วน (124.121.108.148) on 2007-11-16 09:18

สมัยก่อนขับรถไปต่างจังหวัดทีต้องเตรียมตัวสารพัด
ข้างกล่อง ขนมนมเนยเต็มรถ
จัดการธุระ เข้าห้องน้ำให้เสร็จสรรพ เพราะไม่ค่อยมีปั้มให้เข้า
ถ้าขับรถกันไปเป็นคารวาน หลงกันทีก็ต้องนู่น จอดรอกันอยู่เป็นนานสองนาน
จะมาโทรถามกันว่าถึงไหนแล้วเป็นไม่มีsad smile

#5 By จิปาถะ on 2007-11-16 09:38

เห็นภาพมากเลยครับคุณเต่า... เทคโนโลยีมันทำให้คนเราเร็วขึ้นในทุกๆ อย่างครับ คิดเร็ว ทำเร็ว ดำเนินชีวิตเร็วๆ เมื่อทุกอย่างมันเร็วความรอบคอบมันก็น้อยลงมากครับ ปัญหาต่างๆ มันเลยตามมาangry smile

ในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับรายงาน ปอนเห็นข้อแตกต่างจากที่คุณเต่าบอกมานิดนึงครับ คือที่ปอนเจอมันไม่ได้ปรับคำอะไรสักเท่าไหร่เลยครับ มันเอามาวางๆ แล้วก็เขียนนิดหน่อยสักหนึ่งพารากราฟ แล้วก็ส่งครับ

ก็ไม่น่าแปลกครับที่คนเก่าๆ เค้าจะคิดมากและใช้เหตุผลมากกว่าคนสมัยนี้ เพราะว่าเค้าไม่ได้ดำเนินชีวิตแบบรวดเร็ว เค้าเลยมีเวลาคิดมากกว่าปัจจุบันครับconfused smile

#6 By ปอนปอน on 2007-11-16 10:34

คนเราจำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็อย่าลืมวิถีชีวิตแบบเก่า สามารถนำมาผสมผสานแล้วผมว่าจะดีที่สุด ไม่ใช่หายเครื่องคิดเลขไม่เจอก็หาอยู่นั่นแหละ คิดเองไม่เป็นแล้ว เอาไป 1 ดาว Hot! big smile

#7 By -Press F5- on 2007-11-16 10:55

เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ โดยเฉพาะข้อ 3.... เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักการเสาะแสวงหาข้อมูลเลย เป็นเรื่องจริงที่เวลาเขียนวิทยานิพนธ์แล้วอ้างว่า "เสิร์ชหาเอาจากกูเกิล.." คือเจอข้อมูลแค่ไหน เอาแค่นั้น ไม่แม้แต่จะดูที่มาที่ไปของเว็ป... บ้าที่สุด วิทยานิพนธ์เลยนะเฟ้ย
.
.
แค่บอกให้ขอหนังสือจากคณะไปขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ยังเอ๋อเลย... สมัยก่อนหาข้อมูลลำบากกว่าเยอะ เป็นคนรุ่นแรกๆ ที่ใช้เน็ตเหมทือนกันค่ะ เพราะพ่อทำงานด้านนี้ ... แต่ก็ยังต้องเสาะหาผ่านวิบากมากมาย
.
.
ความเร็วจัดๆ แบบนี้... อาจจะมีส่วนทำให้เด็กมี EQ ลดลงนะคะ.... อะไรก็ปรู๊ดปร๊าด... ช้าหน่อย อดทนนิด พยายามอีกติ๊ด... หงุดหงิดถึงขั้นฆ่าตัวตายเลยทีเดียว
.
.
.
ง่ะ...โทษทีค่ะ เมนต์ซะยาว..... อินไปหน่อยsad smile

#8 By ArchmaniaC on 2007-11-16 13:32

entry นีั้้เจ๋งเว้ย ชอบ

#9 By Dear (58.8.197.155) on 2007-11-16 13:36

ไม่มีไม่ตายก็จิง แต่กูลำบาก

ให้เลือกว่าให้ใช้เทคโนโลยีหรือไม่ใช้ กูขอใช้ดีกว่า

มีแล้วใช้ให้คุ้มประสิทธิภาพมันดีกว่า... ซื้อสิบใช้ให้ได้สัก 7-8 ก็คุ้มแล้ว

#10 By mk (125.24.44.96) on 2007-11-16 13:56

ไม่มีไม่ตาย แต่มีได้ก็ดีคะ

#11 By MayaKniGht on 2007-11-16 15:26

ไม่มีไม่ตายจริง ๆ ครับ ผมว่าชีวิตลำบากมากขึ้นด้วย อย่างโทรศัพท์เนี่ย อยากจะปาทิ้งวันละหลายๆ รอบ เบื่อคนโทรตาม แต่จะเลิกใช้ก็ไม่ได้ เดี๋ยวนายด่า

รถก็เหมือนกัน งานที่ทำก็เหมือนกัน อะไรหลาย ๆ อย่างก็เหมือนกัน อยากเลิกทำงาน แล้วไปเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ทำนา ทำสวน ปลูกผักกินเอง แล้วไม่ต้องมาเจอความวุ่นวายสับสนในเมืองอีกเลย

#12 By เจ้าชายน้อย on 2007-11-16 15:29

เห็นด้วยอย่างยิ่ง คุณเขียนได้เยี่ยมมากครับ ทำให้ปลงกับบางเรื่องได้

ไม่มีไม่ตายครับ แต่มันลำบาก แต่ลำบากเนี่ยมันก็ยังไม่ตายนะครับ แค่ลำบากเฉยๆ

แค่นั้นครับ ... Hot!

#13 By buggo on 2007-11-16 16:29

ไม่มีไม่ตายแต่ก็คงเหนื่อยน่าดู
----
พ่อเคยไปทำงานที่เขมรค่ะ
จำได้ว่า คิดถึงพ่อมาก
ทุกคืนจะไปมองท้องฟ้า แล้วนึกว่าท้องฟ้าที่นั่นจะเหมือนท้องฟ้าที่นี่ไม๊ แล้วก็ร้องไห้55+

#14 By jangzY on 2007-11-16 17:48

อ่านแล้วขำ ^^ เปรียบได้เห็นภาพมาก 55

#15 By ^o* GrëëñTeâ~* on 2007-11-16 20:26

... จะสื่อถึง เทคโนโลยี รึ แฟน วะ เต่า ... sad smile

#16 By o_extreme (58.9.215.10) on 2007-11-16 21:19

เจี๊ยวมดเปนไงค๊าbig smile

#17 By (58.64.76.40) on 2007-11-16 22:17

ไม่มี ไม่ตาย ก็จริง ...แต่ไม่มี มันก็ไม่สบายว่าป่ะ ที่พูดนี่หมายรวมทั้ง เทคโนโลยี และแฟนครับ(ตอบคุณo_extreme)ที่สำคัญคือถ้าไม่มีเทคโนโลยี แล้วเราๆทั้งหลายนี่ จะได้แอบอ่านไดอารี่ของคุณเต่าเหรอครับ...เหอๆbig smile

#18 By (124.120.73.170) on 2007-11-16 23:42

โลกมันเปลี่ยนอะครับ
ไม่มีอาจไม่ถึงกับตาย
แต่ก็แย่นะ
คอมพิวเตอร์ไม่มีแล้วตายไหม? ไม่ตายครับ
แต่ผมก็คงอยู่ไม่ได้ และไม่มีความสุขอีกเลย

มันเทียบกันยากนะ
มันเทียบกันไม่ได้ด้วยซ้ำไป
ถ้าโลกวันนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจาก 50 ปีก่อนเลยล่ะก็
ผมว่าผมก็คงอยู่ได้โดยไม่มีมือถือเหมือนกันแหละ

สุนทรีย์ของชีวิตน่ะครับ
มันไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตายหรอก
แต่มันคงเหมือนกับ
กินแต่อาหารดีๆ มีประโยชน์ แต่ไม่อร่อยเลย ตายไหมล่ะ
ก็ไม่ตาย แต่ก็ไม่ไหวหรอก ใช่ม้า

sad smile

#19 By Bickboon on 2007-11-17 03:54

ถูกของพี่บิ๊คบูนครับ
คือ เทคโนโลยีมันน่าจะเป็นสุนทรีย์ของชีวิต
แต่ผมว่า หลายคนเริ่มมัวเมาจนมันกลายเป็น essence ของชีวิตไปแล้ว

ประมาณว่า มือถือหายแล้วชีวิตนั้นเป็นอัมพาตไปเลย
ส่วนเรื่องแฟน ...ตอนนี้ไม่มีก็ไม่ตายครับ ฮ่าๆ
แต่ต่อไป ถ้ามีก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรเนอะ

#20 By บองเต่า on 2007-11-17 08:48

1. ชอบนายของเต่าครับ เก๋าดี ปากหมาด้วย
2. คอมพิวเตอรืไม่มี ไม่ได้ครับ อะไรๆตอนนี้ต้องเร็วกว่าคู่แข่ง จะมาใช้กระดาษ+เครื่องคิดเลข คำนวณ feas คงบ้ามากๆ
3.โลกเราซับซ้อนขึ้น เราถึงต้องพึ่งอุปกรณ์พวกนี้ เพื่อทำให้ชีวิตเรา simple กลับมาดังเดิม
4. เรตติ้ง ดีขึ้นแล้วนิ เต่าดำเนินงานเขียนมาถูกทางแล้วแหละ

#21 By มนุษย์กล่อง on 2007-11-17 10:04

อ่าจริงเนอะ เรื่องลำบากที่เป็นปกติในสมัยก่อน
คิดต่อไปในอนาคตเรื่องการออกไปช้อปปิ้งนอกบ้านทำงานนอกบ้านอาจเป็นเรื่องลำบากของคนรุ่นลูกรุ่นหลานก็เป็นได้

เราก็เพิ่งเทศนาเพื่อนไปเมื่อวานเรื่องยึดติดกับมือถือเนี่ยเเหละ sad smile เห็นแล้วรำคาญใจเวลามันโทรทั้งวัน หาเรื่องมาพูดอยู่นั่นอ่ะ ดูเสียบุคลิกไปเลย

#22 By Le (58.9.193.181) on 2007-11-17 10:23

happiii birthday to บองเต่า อ่านแล้วอยากไปเที่ยวเขมรจังเลย

#23 By aeyaya (124.120.168.75) on 2007-11-18 00:02

โลกเปลี่ยนไปครับ
สมัยก่อนความลำบากในการใช้ชีวิตก็อย่างหนึ่ง
สมัยนี้ความลำบากในการใช้ชีวิตก็อีกอย่างหนึ่ง
ซึ่งคนสมัยก่อนก็อาจจะไม่รู้ว่าความลำบากของเด็กในสมัยนี้คืออะไร
(จริงๆ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะลำบากในการตามแฟชั่นที่เปลี่ยนไปทุกวัน หรือต้องอดทนกับสิ่งยั่วยุมากมายก็ได้ เหอะๆ)

แต่อย่างน้อยก็รู้ว่า ด้วยเทคโนโลยีที่รวดเร็วสมัยนี้ ทำให้คนมีความอดทนน้อยลงครับ confused smile

#24 By Little Lamb on 2007-11-18 23:01

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! cry cry cry cry cry

#25 By BEAUTIFUL GIRL on 2007-12-09 14:45

เยี่ยมมากๆค่าเอาไปเรยยยย
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
แต่คิดว่ามือถือชักจำเป็นนะเพราะมีคนที่มา cancel นาทีสุดท้ายเพิ่มขึ้นทุกที มิฉะนั้นก็คงต้องรอจนเงกและคนนั้นก็ไม่มาอยู่ดีเพราะคิดว่าเราแบตหมดและคงกลับไปเอง...กร๊ากกกก (เฮ้ออออ)cry

#26 By cifr on 2007-12-13 15:52

จริง..ไม่มี ไม่ตายหรอก ...

อยากมีไทม์ แมชชีน ย้อนกลับไปสัก 40-50 ปีที่แล้ว คงรู้สึกดีที่ไม่ต้องได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือ ไปไหนมาไหนด้วยรถราง รถไฟ .. อิอิ
คิดแล้วไม่อยากนึกถึงสมัยพ่อแม่เราเลยนะครับ ว่ามันจะแซ่บขนาดไหน
...แต่ไอ้ที่ไม่อยากนึกเข้าไปอีก มันน่าจะเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานเรามากกว่า
อันนั้นน่ะ ...น่ากลัวของแท้

55+

นั้นแหละเนอะ
เคยได้ยินแต่ปัจจัย 4 ตอนนี้มันเพิ่มจน จะ 100 แล้ว

ทุกอย่างสำคัญกับเราหมด อต่ก็ ดี เหมือนกัน นะ ฮ่าๆ

#28 By a.while on 2007-12-22 11:04

โลกมันเปลี่ยนไปเร็ว ถ้าไม่ยอมรับสิ่งใหม่คงแย่ตามๆกันน่ะครับ คงจะเรียกว่าไม่จำเป็นไม่ได้นะ ถ้ามันเกี่ยวกะงานเรา sad smile Hot! Hot!
อ่านบทความแบบนี้แล้วคิดถงคำที่ว่า ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าจนมนุษย์อย่างพวกเราไล่ตามกันไม่ทัน

บางครั้งการที่เทคโนโลยีที่มากเกินทำให้สะดวกมากขึ้นแต่ว่าก็ทำให้เราไม่มีศีลธรรมมากขึ้นได้เหมือนกัน sad smile
big smile

#31 By suckzensay on 2008-11-07 11:15

อ่านมาตอนแรกก็เห็นด้วยหรอกนะ

แต่พอรู้สึกตัวอีกทีทำไมไม่ชอบวะ

ลองมานั่งนึกดู

เลยได้คำตอบว่า อ๋อ คงเพราะถ้าเทคโนโลยีมันอิ่มตัวเมื่อไหร่ อะไรๆ มันก็น่าจะขยับไปสู่การค้นคว้าอะไรใหม่ๆ ที่เหมาะสม แล้วก็ยั่งยืนมากขึ้น อะไรที่มันใช้ได้ดีมันก็อยู่ได้นานไม่หายไปตามยุคสมัย

การค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เง็กว่ามันดีนะ

แค่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับเรา เหมือนลุงซีอีโอนั้นแหละ เค้ารู้ว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง ใช้อย่างรู้กาละเทศะให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งทางด้านภาพลักษณ์และฟังก์ชั่นการใช้งาน

ยอมรับเถอะว่า "เปลือก" มันมีอยู่ และมันก็ไม่น่ารังเกียจจนเกินไปนักหรอก ทุกอย่างมันก็มีข้อดีของมัน

#32 By 6am9pm on 2009-01-21 09:43

เบื่อมือถือตรงที่ทำให้โดนคนเลื่อนนัด หรือเบี้ยวนัดได้นี่แหละค่ะ แต่ก่อนนัดเป๊ะๆยังไงมันก็มาได้ เดี๋ยวเลทเป็นชั่วโมงมันค่อยโทรมาบอก เฮ้อ

#33 By ningpotter (202.183.183.226) on 2009-02-24 15:49

#34 By mp3 (222.123.143.55) on 2009-07-08 14:39