money comes, money goes
posted on 01 Dec 2007 14:41 by bongtao in life
1.
ห่างหายกรุงพนมเปญไปตั้ง 17 วัน
ในที่สุดวันนี้ก็กลับสู่ความเป็นจริงกันอีกครั้งครับ
เมื่อเช้านั่งเครื่องมา หลับแบบไม่รู้เรื่องเลย
วันนี้ผู้โดยสารค่อนข้างโหรงเหรงกว่าปกติด้วยแหะ
จริงๆ flight duration
กทม-พนมเปญ นี่ถือว่าค่อนข้างโอเคนะครับ
คือประมาณ 55 นาที ซึ่งเพียงพอต่อการนอนครบ 1 cycle พอดี
ตอนนี้ผมมี VISA แบบ multiple-entries
แล้ว
แถมในโต๊ะทำงานก็มี immigration form ของเขมรอีกเพียบ
ผมจะกรอกเอกสารทั้งหมดตั้งแต่ก่อนเดินทาง
พอขึ้นเครื่องก็หลับยาวได้ทันทีเลยครับ ...
ยิ่งเดี๋ยวนี้อาหารเช้าของ Bangkok Airways ไม่ค่อยน่าคบหา
บางทีเป็น scramble eggs เละๆ ผมก็จะนอนยาวเลย
วันนี้คุณสจ๊วตอุตส่าห์ปลุกขึ้นมากิน ผมก็บอกว่าไม่ต้องเสิร์ฟ
กูจะนอน ...ก็ยังมีคุณแอร์สาวเป็นห่วงว่าผู้โดยสารจะหิวตาย
คะยั้นคะยอให้เอามาเสิร์ฟให้ได้ ...น่ารักจริงๆสายการบินนี้
นั่งเครื่องบินนี่ก็ดีอย่างนะครับ ไม่มีนั่งเลยป้ายแน่นอน
แถมตอน landing จะมีแรงกระแทกคอยปลุกให้สะดุ้งตื่นด้วย
รับรองว่าไม่มีหลับเพลิน...
2.
ช่วงที่อยู่ไทยครั้งนี้ เห็นความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเลย
อย่างแรกคือ ลมหนาวมาแล้ว!!! เย้!!!
...
ตอนเช้านี่บ้านผมหนาวแบบจริงๆจังๆเลยนะ
อาบน้ำตอนเช้านี่ทรมานมาก น้ำเย็นเจี๊ยวแข็งเลย
ขับรถมาทำงานหรี่แอร์เบาสุด ใส่แจ๊คเกตขับรถกันเลยทีเดียว
แต่คุณลมหนาวจะแค่แวะมาทักทายหรือจะอยู่ค้างคืนถาวร อันนี้ต้องลุ้นต่อไป
อากาศที่เขมรตอนนี้ แดดจัด ฟ้าโปร่งมาก แต่ลมก็เย็นดีเหมือนกัน
เดี๋ยวกะว่าจะไปเหมาแจ๊คเกตที่ตลาดซะหน่อย ปีนี้น่าจะได้ใช้
แต่ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ “ของแพงขึ้น”
เป็นครั้งที่ผมรู้สึกได้ชัดเจนมากว่าของกินของใช้ใกล้ตัวแพงขึ้นจริงๆ
ผมอ่านหนังสือพิมพ์ เห็นมีการรวบรวมราคาสินค้าที่จะปรับขึ้น
มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ เห็นแล้วคงต้องรัดเข็มขัดกันให้ลึกขึ้นอีกรูนึง
ก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านผม หลังจากที่ยืนราคาขายที่ 20 บาทมาสิบกว่าปี
ตอนนี้ก็ได้เวลาขึ้นเป็น 25 บาทแล้ว (ซึ่งผมยังพอรับได้นะ กับราคานี้)
เรือข้ามฟากสี่พระยา ถ้าจำไม่ผิด ตอนผมอยู่ปีสี่ ขาละ 2 บาท
ก็เห็นว่าจะปรับขึ้นเป็น 2.50 บาท (ได้เหรียญสลึงเพียบอีกแล้วสิ)
แต่ที่จำไม่ได้นี่ค่ารถเมล์ ใครรู้บ้างว่าตอนนี้ค่ารถเมล์แดงตอนนี้มันกี่บาท
รู้สึกว่าผมขึ้นรถเมล์ครั้งสุดท้ายมันประมาณ 7 บาทนะ ...
ตอนผมเรียน ม.ปลาย ผมนั่งรถเมล์ ปอ. จากโรงเรียนกลับบ้านแค่ 8 บาทเอง
สงสัยตอนนี้ต้องเกิน 12 บาทแล้วแน่ๆ
ที่ใกล้ตัวผมก็มีค่า fuel surcharge ตั๋วเครื่องบินผมครับ
เพิ่งมาเบิ่งเห็นว่าตอนนี้ตั๋ว round-trip ที่คุณเลขาฯใจดีซื้อให้ผม
มันอยู่ที่ 10,240 บาท ซึ่งถือว่าแพงมากนะ ... ปีที่แล้วจะอยู่ราวๆ
8,000 กว่าบาท นี่ถือว่าแพงขึ้นเยอะเหมือนกันนะ
นี่เติมครั้งล่าสุด 9.95 บาท แล้วก็มีแนวโน้มว่าจะขึ้นไปอีก
ราคาน้ำมันที่ผมเห็นก่อนกลับมาเขมร แพงสุดคือลิตรละ 32 บาทกว่าๆแล้ว
ที่เขมรนี่ยิ่งแล้วใหญ่ครับ ลิตรนึง 43-44 บาทเข้าไปแล้ว
ผมเติมน้ำมันทีละ 20 US$ นี่เข็มกระดิกจึ๊กเดียวเอง

ของกินนี่ก็ตัวดีครับ มาม่าเตรียมขึ้นราคาจาก 5 เป็น 6 บาท
ที่อึ้งมากๆคือ นมพาสเจอร์ไรส์ขวดเล็กของเมจิ ผมซื้อที่ 7-11
ขวดละ 11.50 บาท! เชี่ยเหอะ ดูดสองจ๊วบหมดเนี่ยนะ?
บีทาเก้นขวดเล็ก ตอนนี้ขวดละ 7 บาทแล้ว อาร๊ายยย...
โยเกิร์ตดัชชี่ ตอนนี้แก้วละ 13 บาท อันนี้สำคัญมาก เพราะกินบ่อย

นี่ผมกะว่าวันนี้เลิกงานแล้วจะต้องไปอัพเดทราคาสินค้า
ที่ lucky supermarket ซะหน่อยว่ามันแพงขึ้นตามไปด้วยหรือเปล่า
อ้อ ... ปูนซิเมนต์ที่ผมขายอยู่ในตอนนี้ก็เพิ่งประกาศปรับราคาครับ
เป็นการปรับราคาที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้นะ
ราคาของเขมรก็ต้องขึ้นเหมือนกัน ปกติขึ้นทีละ 1-2 US$
ก็โดนดีลเลอร์ไล่ด่าถึงอาม่าองกงแล้ว ครั้งนี้ขึ้นละ 5-6 US$
เลยไม่ต้องแปลกใจที่ช่วงนี้ พวกทีมเซลล์แทบจะหนีลูกค้ากันหมดเลย
เข้าไปเยี่ยมทีนึง คงได้โดนลูกค้าทั้งด่าทั้งบ่นกันเป็นวัน
3.
เขียนมาตั้งเยอะ ดูเหมือนจะเดือดร้อน ...
แต่เอาเข้าจริง ผมกับไม่รู้สึกเดือดร้อนกับภาวะของแพงเลยว่ะ
หนำซ้ำกลับไทยทีไร ยังคงใช้เงินเป็นน้ำเหมือนเดิม
ยอดบัตรเครดิตแม่งพุ่งเอาพุ่งเอา ...
จริงๆมันเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลยนะครับ
ผมเกรงว่า ถ้าชีวิตผมกลับเข้าสู่ mode ปกติแล้วจะลำบาก
เพราะตอนนี้ ผมใช้เงินแบบที่เรียกว่า money comes, money goes
คือ มีเงินไหลเข้าเยอะ แต่ก็ไหลออกเยอะเหมือนกัน
อ๊ะๆ ... อย่าเพิ่งอ้าปากด่าเลยนะ ชิส์ๆๆ
ผมเองก็มีเงินเก็บนะครับ ทำงานมายังไม่ถึงสองปีถ้วน
สิ้นปีนี้ถ้าไม่มีรายการค่าใช้จ่ายแบบ mega project อะไรโผล่ขึ้นมา
ผมคำนวณไว้แล้วว่า ผมน่าจะมีเงินเก็บพอเรียนปริญญาโทที่ MIM มธ.
โดยไม่ต้องรบกวนเงินพ่อแม่แม้แต่บาทเดียวแล้ว
คือการทำงานที่นี่มันค่อนข้างเครียด แถมไม่ค่อยมีที่ให้ผ่อนคลาย
ผมเลยต้องหาความสุขด้วยการใช้เงินครับ ... ได้เงินก็สุข ใช้เงินยิ่งสุข เหะๆ
ผมเป็นคนชอบทำบุญ ทำบุญแล้วอิ่มเอมดี ทุกเดือนที่เงินเดือนผมเข้าบัญชี
ผมก็จะไปกดที่ ATM ออกมาเกือบหมด โดยให้แม่ประมาณ 60% ของเงินเดือน
(ซึ่งผมเองก็ไม่เคยถามแม่ผมสักครั้ง ว่าเอาเงินก้อนนี้ไปใช้หรือเก็บที่ไหน)
และกดโอนเข้าบัญชีของกองทุนวัดพระบาทน้ำพุ เดือนละ 500 บาท
และส่วนที่เหลือ คือเงินที่ผมจะใช้จ่ายในรอบเดือนนั้น ถ้าเหลือก็เก็บไว้ต่อยอดเดือนหน้า
ซึ่งผมทำแบบนี้มาตั้งแต่เริ่มงาน บริจาคเงินให้วัดพระบาทน้ำพุเกือบหมื่นบาทแล้ว
ที่ผมเลือกผูกขาดบริจาคเงินให้วัดพระบาทน้ำพุเพียงแห่งเดียว
เพราะผมมั่นใจว่า เงินทุกบาททุกสตางค์จะไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนครับ
แล้วก็เป็นสถาบันที่ต้องการเงินจริงๆ ไม่ใช่มีอยู่แล้วแต่ยังจะขอเพิ่มอีก
ส่วนเงินเบี้ยเลี้ยงซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ เมื่อผมกลับไทย
ผมจะถอนไปฝากใส่บัญชีประจำทั้งหมด เพื่อไม่ให้ตัวเองมีสิทธิ์ใช้เงินก้อนนี้เลย
แถมสร้างเงื่อนไขด้วยการไม่ทำบัตร ATM เพื่อให้ถอนเงินลำบากขึ้น
จนบัญชีนี้ไม่เคยมีรายการ withdrawal แม้แต่รายการเดียวเลย
บัญชีนี้เป็นความภูมิใจเล็กๆของผมครับ
กลับไทยครั้งนี้ ผมซื้อหนังสือไปประมาณ 2,000 บาท
ก็รู้นะครับ ว่ายังมีหนังสือที่ยังค้างสต๊อกจากงานหนังสืออีกหลายเล่ม
แต่ผมเชื่อว่า การซื้อหนังสือเป็นการตัดสินใจใช้เงินที่ผมไม่เคยเสียดาย
ไม่ว่าจะเป็นหนังสืออะไรก็ตาม (ผมซื้อหนังสือเกมภาษาญี่ปุ่น
จาก kinokuniya เล่มละ 700 บาท เพียงเพราะผมชอบเกมนี้
และชอบการพิมพ์ที่มีคุณภาพของหนังสือญี่ปุ่น แต่อ่านไม่ออกสักตัว
ซึ่งผมก็ถือว่าคุ้มค่าเงิน และไม่เคยเสียดายด้วย)
ผมซื้อกระเป๋า kipling มาใบนึง เพราะมันน่าจะเหมาะกับการเดินทางของผม
แถมยังลด 30% ใน duty free ด้วย ทั้งๆที่จริงๆผมไม่ได้พิสมัย
ไอ้แบรนด์ลิงกอริลล่าตัวนี้เป็นพิเศษเลย แต่ใบนี้แค่ชอบ และคิดว่าซื้อแล้วได้ใช้
...จบ...
เคยมีคนถามผมครับ ว่าเห็นผมใช้เงินเหมือนที่บ้านพิมพ์แบงก์ได้แบบนี้
แต่ทำไมถึงมีเงินเก็บ ??? ผมเองก็เลยมาหาคำตอบให้ตัวเองเหมือนกัน
ซึ่งผมได้คำตอบหลักๆมา 3-4 ข้อ คือ
1. ผมไม่เคยเสียตังค์ให้อบายมุข
มาคิดดูดีๆ ค่าอบายมุขทั้งหลายนี่แพงโคตรแพงเลยนะครับ
ค่าบุหรี่ คอตตอนนึงตก 300-400 บาท สูบอาทิตย์เดียวก็หมดแล้ว
เที่ยงกลางคืน แดกเหล้ากันทีนึง รวมค่ามิกซ์ด้วยทีนึงก็พันกว่าบาท
ไปลงอ่าง ตีกะหรี่ยิ่งแล้วใหญ่ เสียค่าน้ำแตกทีละ 2000 บาทอัพ
ซึ่งผมไม่เคยเสียเงินพวกนี้เลย ยกเว้นกรณีที่จ่ายในรูปของภาษีสังคม
ที่พอมีคนชวนก็ตามๆเขาไป ... เพียงนานๆๆๆๆๆๆทีเท่านั้น
ซึ่งเอาเงินพวกนี้มารวมๆกัน ผมว่าถ้าเป็นคนที่ เที่ยว-ดูด-ดื่มแบบจัดๆ
เดือนนึงน่าจะตกอยู่ที่ราวๆ 4000 บาท ... แค่สามเดือนนี่ผมเก็บเงิน
ไปทริปต่างจังหวัดสบายๆได้แล้วนะ บางครั้งพอชวนเพื่อนไปเที่ยว
ออกทริปด้วยกัน แต่เสือกบอกไม่มีเงิน ผมก็ละเหี่ยใจเหมือนกัน
2. ผมไม่ใช้ชีวิตเงินผ่อน
สิ่งนึงที่ผมไม่เคยคิดอยากจะมีในชีวิตก็คือ “หนี้สิน”
ซึ่งการใช้ชีวิตเงินผ่อนนี่เหมือนมีโซ่ยักษ์มาล่ามคอเราไว้เลยนะ
ผมเลยเลี่ยงการซื้อเงินผ่อนทุกประการ ยกเว้นพวกดอกเบี้ย 0%
และผมเองก็ไม่ค่อยชอบให้ใครยืมเงินด้วย เพราะผมไม่ค่อยจำลูกหนี้
ให้ยืมทีไรลืมทุกที บางทีเขาเอาเงินมาคืน ผมยังไม่รู้เลยว่าคืนค่าอะไร
ตอนนี้ผมมีลูกหนี้รายใหญ่แค่เจ้าเดียว คือไอ้เชี่ยวิน
ซึ่งยืมเงินผมไปหมุน 25,000 บาท ใครก็ได้ช่วยจำให้ผมด้วย
ว่าสิ้นปีนี้ มันเป็นหนี้โบนัสสิ้นปีกับผมอยู่
3. ผมรู้ถึงความน่ากลัวของบัตรเครดิต
บัตรเครดิตตอนนี้น่ากลัวจริงๆนะครับ โปรโมชั่นยั่วยวนใจมากๆ
สะสมแต้มแลกของรางวัลกันกระฉูด ส่วนลด top up มากมาย
แถมมีแพลตินั่ม ไทเทเนียม แม๊กนีเซียมเชี่ยไรเยอะแยะไปหมด
ซึ่งเดี๋ยวนี้บัตรแพลตินัมแม่งได้โคตรง่ายเลยครับ มีกันทั้งบ้านทั้งเมือง
ไม่มี exclusivity อีกแล้ว... ไม่รู้มีแล้วเท่ตรงไหนวะครับ
ไอ้สิทธิ valet parking ตามห้างนี่ก็เยอะจนกินที่จอดไปครึ่งนึงแล้ว
ความน่ากลัวของการใช้บัตรคือ เราใช้เงินโดยไม่มีใครเตือน
ถ้าเราใช้เงินสด ไอ้กระเป๋าตังค์เรานี่แหละที่จะเตือนเราเอง
เพราะพอเราเห็นเงินมันร่อยหรอลง เริ่มจะเริ่มชลอการจ่ายเป็นอัตโนมัติ
แต่บัตรเครดิตนี่ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็คือต้องมันออก invoice มาเก็บตังค์แล้ว
ทุกวันนี้ผมมีบัตรเครดิตแค่สองใบ และไม่เคยใช้เกินครึ่งหนึ่งของวงเงินเลย
4.
จากการจับกระแสในสายตานักการตลาดอย่างผม
เชื่อเถอะครับ ว่านี่แค่เริ่มต้น ... ตอนนี้เราต้องรัดเข็มขัดกันจริงๆแล้วครับ
ราคาน้ำมันยังไม่ได้หยุดแค่นี้แน่ๆ ราคาถ่านหินตอนนี้ขึ้นมาจากปีที่แล้ว 40%
อุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานในการผลิต จะได้รับผลกระทบเยอะมาก
ค่าระวางเรือ ค่าขนส่งจะแพงขึ้นอีกมหาศาล ...ธุรกิจส่งออกจะลำบาก
ค่าเงินบาทยังไม่มีแนวโน้มจะอ่อนตัวด้วยครับ...
ปีหน้าจะเป็นปีที่เหนื่อยมากๆสำหรับการทำธุรกิจครับ
อะไรประหยัดได้ก็ประหยัดนะครับพี่น้อง
ปล. ผมกลับไปคุยกับนายผมแล้วครับ
สรุปว่า ผมยังคงไม่มีกำหนดกลับเมืองไทยครับ
ยังคงใช้ชีวิตไปๆกลับๆ อย่างนี้ต่อไปอีกอย่างต่ำ 3 เดือน
หาได้ใช้ไป แถมยังมีเงินเก็บ สุดยอดแล้วท่าน
#1 By -Press F5- on 2007-12-01 15:18