10 บุคคลที่น่าตบกบาลที่สุดแห่งปี 2007
posted on 12 Dec 2007 16:51 by bongtao in etc
ดูหัวข้อแล้วรู้สึกเป็นคนก้าวร้าวจังเลยแหะ...
แต่ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้มีคนที่เราอยากตบกบาลมากมาย
เพราะมันมักจะทำพฤติกรรมเสื่อมน่าเอือมระอา
แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมือ และเสียภาพพจน์จนเกินไป
ผมขอคัดเลือกบุคคลผู้น่าตบกบาลที่สุดแห่งปี 2007 เพียง
10 ประเภท
โดยไม่มีการเรียงลำดับความมันมือดังต่อไปนี้
01. ผู้คิดค้นไวรัสและเวิร์มที่ติดต่อด้วย
Thumbdrive
โน้ตบุ้กที่ผมใช้ทำงานตอนนี้ ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP
แบบถูกกฏหมาย (บริษัทซื้อให้) ซึ่งมันเป็นระบบที่อ่อนไหว
ต่อการโดนเหล่าไวรัส หนอน และสรรพสิ่งจากนรกโจมตีอย่างง่ายดาย
ถึงแม้ว่าจะมีการตั้งด่านอรหันต์ ทั้ง Antivirus และ
Firewall มากมาย
แต่ผมก็พบว่า เหล่าสัตว์นรกที่สิงสู่ใน Thumbdrive สามารถฝ่าด่านบุกโจมตี
เข้ามาทำลายเสถียรภาพในเครื่องโน้ตบุ้กได้ในพริบตา
ยิ่งระบบอินเตอร์เนทและอีเมล์ของออฟฟิศก็อืดเหมือนหอยทากเพิ่งตื่น
หาได้เร็วปรู๊ดปร๊าดเหมือนที่ออฟฟิศบางซื่อไม่ ...บางครั้งผมก็จำเป็น
ต้องส่งไฟล์ผ่าน Thumbdrive สำหรับไฟล์ขนาดใหญ่หรือไฟล์ด่วน
...
ซึ่งเครื่องไอ้ลูกน้องผมนี่เป็นดงสัตว์นรกเลยครับ...
เสียบปุ๊บ ...ติดปั๊บ...
นั่นเป็นสาเหตุที่ผมต้อง “พาสเจอร์ไรส์” thumbdrive ของผมทุกครั้ง
คือพอส่งไฟล์เรียบร้อยก็จัดการ format ทิ้งเพื่อคืนพรมจรรย์อีกครั้งทันที
นับว่าผู้ให้กำเนิดพวกหนอนและสัตว์นรกเหล่านี้น่าตบกบาลยิ่งนักครับ
...
เพราะมันน่ารำคาญกว่า virus อีก ...antivirus ชื่อดังหลายตัวยังหาไม่เจอเลย
02. คนที่สูบบุหรี่ในอาคาร
คนกลุ่มนี้เห็นแล้วนอกจากอยากตบกบาลแล้วอยากหยิบบุหรี่จากปากมาจี้นมมันครับ
ยิ่งในประเทศนี้ที่มีบุหรี่ให้เลือกสูบเป็นสิบยี่ห้อ และไม่มีกฎหมายห้าม
เรื่องการสูบบุหรี่ในอาคาร ทำให้ผมต้องใช้ชีวิตกับคนพวกนี้เป็นประจำจนเลี่ยงไม่ได้
ผมว่าบางคนก็โอเคนะครับ พอเราเริ่มมีท่าทีรำคาญควันบุหรี่
บางคนก็จะหยุดสูบ หรือเดินไปสูบที่อื่น ...
แต่บางคนนี่ต่อมผลิตสามัญสำนึกมันคงโดนนิโคตินทำลายไปหมดแล้ว
แม่งพ่นควันใส่หน้าแบบไม่มีเกรงใจ ...
คือ ผมเองก็ไม่เคยสูบบุหรี่ ไม่รู้ว่าจริงๆมันหอม หรือโล่งตรงไหน
แต่กูรำคาญและอึดอัดมากครับ ... เวลาที่ใครชวนผมไปเที่ยวกลางคืน
เหตุผลหลักที่ผมไม่อยากไป ก็เพราะรำคาญควันบุหรี่ครับ
มันแสบตา... นึกภาพออกมั้ยครับ ว่ากำลังเต้นสวิงสวายอย่างสนุกสนาน
แต่เสือกน้ำตาไหลเหมือนนางเอกช่อง 7 ... มันดูทุเรศครับ 
03. ผู้ชายที่ฉี่โดยไม่ยกฝารองนั่งชักโครก
ปัญหานี้พบมากกับผู้ที่มีห้องน้ำในบ้านแบบไม่แยกส่วนแห้งส่วนเปียก
และใช้ชักโครกแบบราดน้ำ ... ผลที่ตามมาที่คือการฉี่เรี่ยราด
ทิ้งคราบเหลืองๆอุบาทว์ๆไว้บนฝารองนั่งชักโครก ...
สำหรับผม ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่อัปลักษณ์อั๊กลี่มากๆ รับไม่ได้ครับ 
ทุกครั้งที่ใช้ห้องน้ำสาธารณะ ถ้าปวดฉี่ก็กรุณาใช้โถฉี่เถอะนะครับ
แต่ถ้าต้องการความเป็นส่วนตัว หรือว่าซิปกางเกงยีนส์ปลดลำบาก
จำเป็นต้องใช้โถส้วมจริงๆ ก็กรุณายกฝารองนั่งขึ้นทุกครั้ง
(ถ้าฝารองมันซกมกมาก่อนแล้ว จะเอาตีนเขี่ยขึ้นก็ไม่ว่ากันครับ)
และกรุณาเล็งเป้าหมายด้วยความแม่นยำ สมาธิเต็มเปี่ยม
อย่าให้หลุดออกนอกเส้นทางไปเลอะขอบโถเด็ดขาดครับ
...ขอร้อง...
04. คนที่ใช้ font ในงานเอกสารแบบผิดกาลเทศะ
เหตุการณ์นี้เพิ่งเจอสดๆร้อนๆกับลูกน้องเขมรของผมเมื่อเช้านี้เอง
ผมบรีฟงานให้มัน แล้วบอกให้ทำ contact
report เพื่อกันเหนียว
เป็นการยืนยันว่าเข้าใจคอนเสปต์ของงานตรงกันทั้งหมด
10 นาทีให้หลัง มันยื่นกระดาษเอสี่เรียบๆมาให้ผมตรวจเช็ค
ผมอึ้งไปนิดนึง เพราะมันพิมพ์ด้วย font
ภาษาอังกฤษแบบตัวม้วนเขบ็ดเจ็ดชั้น
ประหนึ่งว่ามันกำลังเขียนเฟรนด์ชิปให้เพื่อน ม.ปลาย ...ไอ้บร้า
สุดท้ายผมเองก็ไม่ได้ต่อว่าหรืออะไรนะครับ แค่บอกมันไปว่า ...
มึงใช้ฟอนต์ปรกติ จำพวก Arial / Tahoma / Verdana ก็ได้
อาการพวกนี้ยังรวมไปถึง font ที่ใช้ในไฟล์ต่างๆด้วยครับ
บางทีนี่เป็น font ฉวัดเฉวียนมาแต่ไกล ถ้าเป็นไฟล์ Excel
ผมจะยอมเสียเวลา ปรับ font ทั้งหมดเป็น Arial ขนาด 11 pt
แล้ว view ด้วย 85% เป็น format
มาตรฐานการทำงานของผมเลยครับ
ส่วน Signature ท้ายอีเมล์ของผม ก็จะเป็น font
Verdana เบอร์ 8
แบบเรียบๆง่ายๆ ไม่ต้องใส่สีสันมากมายครับ ...
ผมเห็นของหลายคนมีตัวการ์ตูน สีสันฉูดฉาดตอแหลมากมาย
อย่าลืมครับ... ว่าอีเมล์นั่นบางครั้งอาจจะต้องส่งต่อไปถึงนายๆ และผู้ใหญ่นะครับ
05. คนที่ forward mail มาให้แบบไม่ลืมหูลืมตา
ใครที่ยังขยันส่ง fwd mail
มาที่ hotmail ของผม ...
คงต้องเรียนด้วยความสัตย์จริงว่า ผมไม่เคยอ่านนะครับ
ผมจะเลือกอ่านเฉพาะเมล์ที่ไม่มีคำว่า FWD: นำหน้าเท่านั้นครับ
ส่วนคนที่ส่งมาทางเมล์ที่เป็น office address ของผม
ผมก็จะอ่านบางฉบับ
ซึ่งส่วนมากจะผ่านการคัดกรองที่ดีกว่านิดนึง...
คือ ผมไม่ได้รังเกียจผู้ส่งถึงขนาดอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้นะ
แต่รู้สึกว่าบางคนมันส่งมาแบบไม่ลืมหูลืมตากันจริงๆ
คือ ผมอยากให้คิดก่อนส่งกันนิดนึง ว่าเมล์นั้นมันสนุกจริงมั้ย
มันตลกขำขี้แตกมั้ย หรือมันมีประโยชน์ทำให้ชีวิตคนอ่านดีขึ้นมั้ย ...
ถ้าคิดว่าใช่ ก็ส่งมาเถิดครับ ...
แต่ไอ้พวกประเภท รูปพระนารายณ์ที่ส่งต่ออีก 18 ล้านคนแล้วจะโชคดี
หรือเมล์ที่บอกว่า สิ้นปีนี้ Hotmail
จะเริ่มเก็บเงินค่าบริการ...
ซึ่งเมล์พวกนี้แม่งถือกำเนิดมาเป็นสิบๆปี แล้วก็เวียนว่ายตายเกิด
อยู่ในวัฏสังสารแห่งโลกไซเบอร์ไม่จบไม่สิ้นมาตั้งนานแล้ว
หากรู้ตัวว่าคุณอยู่ในคนจำพวกนี้...
ขอให้หยุดครับ ...ขอให้หยุด...ไม่งั้นพ่อจะ reply ไปด่า
พร้อมแนบไวรัสและสัตว์นรกที่พูดถึงในข้อ 1 เป็นของกำนัล 
06.
คนที่ไม่ยอมเตรียมตัวก่อนลงจาก taxi
การมีชีวิตที่ต้องเดินทางบ่อยๆ
สอนให้ผมรู้จักการ “เตรียมตัว”
เช่น การตรวจเช็คเอกสารเดินทาง ทั้งตั๋วเครื่องบิน พาสปอร์ต
เอกสารผ่านด่าน ตม. ว่าเอามาครบและกรอกรายละเอียดครบถ้วน
เพราะสำหรับคนที่บ้านกับสนามบินอยู่คนละฝั่งซีกโลก
การพลาดครั้งนึง อาจทำให้ผมตกเครื่อง และชีวิตชิบหายทันที
ซึ่งผมจะละเอียดไปถึงการตรวจเช็คเงินในกระเป๋าในคืนก่อนวันเดินทาง
ว่าผมมีแบงก์ย่อยมากพอสำหรับการนั่ง Taxi โดยไม่ต้องตบตี
กับโชเฟอร์ที่ชอบอ้างว่าไม่มีเงินทอน ...
ปกติถ้าผมไม่หลับบนแท๊กซี่ไปก่อน ผมมักจะเตรียมตัวก่อนลงสักแป๊บนึงเสมอ
คือเริ่มกะประมาณว่า ค่าแท๊กซี่ที่ปลายทางจะประมาณกี่บาท ก็หยิบเตรียมไว้
ตรวจเช็คว่าไม่ลืมอะไร มือถือไม่ได้ไหลไปแหมะอยู่บนเบาะ
พอถึงที่หมายแล้วก็ยื่นเงิน แล้วเดินสะบัดตูดก้าวออกจากรถได้ทันที
แต่ผมสังเกตว่า มีคนจำนวนมาก ที่เพิ่งหยิบกระเป๋าตังค์ตอนแท๊กซี่จอด
ถ้ามันจอดหน้าบ้านคุณซึ่งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร ผมจะไม่ว่าอะไรเลย
แต่ถ้ามันจอดอยู่ที่ถนนพญาไท หน้ามาบุญครองตอน 6 โมงเย็นวันศุกร์
อันนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมนรก ... เพราะไหนกว่าจะหยิบเงินขึ้นมา
ไหนจะทอน ไหนจะหยิบของ ... รถแม่งติดไปถึงสามย่านแล้วเจ๊ 
แล้วก็ยังมีคนจำนวนมาก ที่ต้องไปยืนกรอกเอกสารตรงเคาเตอร์ ตม.
ทั้งๆที่บนเครื่องบิน เขาก็มีแจกเอกสาร และประกาศให้เตรียมตัวอยู่แล้ว
... ผมเจอแทบทุกครั้งที่ใช้บริการสุวรรณภูมิครับ รับประกันได้
พฤติกรรมจำพวกนี้ยังลุกลามไปถึงสถานที่อื่นๆ เช่น ท่าเรือคลองสาน ตู้ ATM
ตู้ซื้อบัตร BTS
และเวลาซื้อตั๋วหนังที่หน้าโรงหนังด้วยนะครับ ...
ในชีวิตประจำวันเราจะเห็นคนจำพวกนี้ทำท่าอึกอักๆงะๆเงิ่นๆอยู่
จนผมอยากยื่นมือไปตบกบาล เผื่อจะทำให้สติกลับคืนมาบ้าง
จริงอยู่ที่พฤติกรรมนี้ อาจสะท้อนถึง lifestyle และชีวิตการทำงาน
ซึ่งต้อง “รีบตลอดเวลา” ของผม
... แต่ถ้าการรีบ ทำให้ชีวิตเรา
มีระเบียบวินัย และเห็นใจคนรอบข้างมากขึ้น ... เราก็ควรรีบบ้างในบางเวลานะ
จะมาอีเหลื่อยเฉื่อยแฉะกันตลอดเวลา ก็คงไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี 
07. คนที่ add MSN มาแล้วไม่รู้จักแนะนำตัวก่อน
จำนวน contact list ใน MSN ของผมค่อนข้างนิ่งมาตั้งนานแล้ว
หลังจากที่ผ่านพ้นยุค ม.ปลาย ที่มีการหาเพื่อคุยทางเนทบ้าบอมาก
แต่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมยังมีบางคนไปไขว่คว้าหา address ของผม
แล้วมา add ผมก่อนได้อีก ...ทั้งๆที่ผมพยายามทำตัว low
profile พอสมควร
ไอ้คนที่ add มาแล้วทักทายคุยกันตามปกติสามัญชนมันก็ดีไป
แต่บางคนมันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิครับ ...
บางทีแม่ง add มาเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของมันโดยเฉพาะ
เช่น ได้รับการแนะนำมาจากเพื่อนผมอีกที ว่าไอ้ผมมันเก่งด้านโน้น รู้เรื่องนี้
เปิดฉากมา มันก็ยิงคำถามทันที ... กะให้เสร็จถึงสวรรค์กันภายใน 3 นาที
ป๊ะมึงเหอะ...
มันไม่เสียเวลานักหรอกครับ กับการแนะนำตัวเอง แค่ชื่อเล่น
และบอกผมหน่อย ว่าได้ address มาจากไหน หรือมีใคร refer มา...
ถ้าเจอพวกโรคจิตผมจะได้ตามกลับไปด่าไอ้คนให้ address
ได้ถูกตัวหน่อย
การแนะนำตัวนี่ถือว่าเป็นมารยาทสังคมที่จำเป็นมากๆเลยนะครับ
ไอ้พวกที่พูดถึงข้างบน ถ้าผมอารมณ์ดีหน่อย หรือคนแนะนำเป็นคนสนิท หรือผู้มีพระคุณ
หากไม่เหนือบ่ากว่าแรง ก็จะช่วยเหลือตามที่ขอมา ...
แต่จากนั้นก็ขอลาขาดครับ ขอให้เป็นเพียงคนที่เดินผ่านมาและผ่านไปก็พอ
แต่ก็ยังมีคนที่พฤติกรรมเลวร้ายกว่าอีก คือ add มาแล้วเงียบ
จนเราก็อดรนทนไม่ได้ ทักกลับไปว่า มึงเป็นใคร ...add กูได้ไง
และได้คำตอบกลับมาว่า “ครายอ่ะ ... add
เรามาได้ไงเนี่ย”
เชี่ยยยยยยย ... อยากเอาคีย์บอร์ดฟาดหัวแม่มจริงๆ ...
มึงนั่นแหละที่ add กรูก่อน สาดดดดด... 


08. คุณผู้หญิงที่แต่งหน้าในห้องน้ำนานเกินพอดี
ด้วยความเคารพต่อสุภาพสตรีและสิ่งมีชีวิตเพศแม่ทุกท่าน
ผมเสียใจที่ต้องแจ้งให้ท่านทราบว่า กว่าครึ่งของผู้หญิงที่พบเจอ
ใช้ชีวิตในห้องน้ำหญิงนานพอๆกับการกินข้าวหนึ่งมื้อเสียอีก
ในความหมายของผู้ชาย, การ “ไปเข้าห้องน้ำ” มักหมายถึง “ไปฉี่” หรือ “ไปขี้”
เพียงแต่เป็นการพูดแบบสุภาพ หลีกเลี่ยงการกล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน
แต่ในความหมายของผู้หญิง, การ “ไปเข้าห้องน้ำ” มักหมายถึง “ไปแต่งหน้า”
ซึ่งเมื่อพิจารณาจากพื้นที่ผิวบนใบหน้าแล้ว ก็ไม่คิดว่าจะใช้เวลานานนัก
อย่างมากก็คงแค่เติมแป้ง เขียนคิ้ว ทาปากหรืออะไรก็แล้วแต่
แต่หลายคนก็ดูเหมือนจะเลยเถิดไปถึงการทาอายชาโดว์ มัสคาร่า
ถอนขนหน้าแข้ง เม้าท์ละครหลังข่าว หรืออภิปรายการเมืองกันหน้ากระจก ...
สิริรวมเวลากว่า 10 นาที ...
อย่าลืมครับว่า คุณผู้ชายเขาใช้เวลาในการฉี่ สะบัด และพับเก็บ
รวมกันแล้วไม่เกิน 1 นาที ... ส่วนเวลาที่เหลือ เขาต้องยืนรอคุณครับ 
พฤติกรรมการแต่งหน้านานจนเกินพอดี สำหรับผมถือว่าหงุดหงิดพอสมควร
ถ้าแต่งแล้วดูสวยแจ่มจิต นั่นก็โอเค ...ถือว่าใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่า
แต่บางคน เข้าไปยังไง ก็ออกมาอย่างนั้น ...แล้วแกจะเข้าไปทำม๊ายยย
บางคนนี่ออกมา หน้าขาววอกเด้งเหมือนมีคิวจะไปแสดงงิ้วเยาวราชต่อ
จนอยากเอามือสัมผัสที่ท้ายทอยเบาๆเพื่อกะเทาะเครื่องสำอางออกจริงๆ
ส่วนคุณผู้หญิงที่ท้องผูก ใช้เวลาเบ่งขี้นานกว่าปกติ
ผมก็ขออภัยด้วยที่เข้าใจว่าคุณเข้าไปแต่งหน้า ...ด้วยความเคารพ 
09. คนที่ใช้สัญลักษณ์งุงิใน blog และชื่อ MSN มากเกินงาม
จริงๆเขียนข้อนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นคนแก่เลยว่ะครับ
แต่ก็เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ใน exteen ในพันทิป และใน MSN นี่แหละครับ
ไอ้เรื่องสัญลักษณ์ประหลาดนี่ผมต้องยอมรับว่าน่าทึ่งครับ
เพราะมันเริ่มวิวัฒนาการมาจาก smiley
ที่ประกอบจากเครื่องหมายต่างๆ
จนกลายมาเป็นหน้ายิ้ม แลบลิ้น อะไรก็ว่ากันไป ...น่ารักสมวัยดี
แต่สมัยนี้ มันไปไกลกว่านั้นเยอะแล้วว่ะครับ...
ผมเริ่มเห็นรูปหัวใจ รูปดาว รูปนก ต้นไม้ ลายฉลุแบบศิลปะโรมันโกธิค...
ของบางคนแม่งสร้างเป็นรูปคฤหาสน์ พร้อมสวนปาล์มอีก 3 ต้น
เชี่ย ... มึงไปหาสัญลักษณ์พวกนี้เจอได้ไงวะ ...
จนเดี๋ยวนี้ ชื่อใน MSN
ของบางคนมันไม่ได้ใช้สื่อความหมายอะไรแล้ว
แต่เอาไว้โชว์พาว ว่ากูพิมพ์สัญลักษณ์ไฮโซยาวพรืดกว่ามึง ...เฮ้อ ...
อีกพวกก็คือ พวกที่ใช้ emoticon แทนคำปกติ
เช่น คำว่า “ก็” เราก็จะเห็นเป็นคำว่า “ก็” สีชมพูเด้งซ้ายเด้งขวา
ซึ่งไอ้คำพวกนี้ก็มักจะเป็นคำง่ายๆ เช่นคำบุพบท คำเชื่อมประโยค
หรือคำที่ใช้บ่อยๆ เช่น แล้ว แต่ เหรอ จริง บาย ดี หรอ ...
คือ พอมันเยอะๆแล้วมันลายตาครับ อ่านลำบาก ...
จำได้ว่าเมื่อช่วง 2-3 ปีที่แล้ว แฟชั่นนี้แม่งฮิตมากกกกกกก
มีให้โหลดไปใช้เป็นแพ๊ค แพ๊คนึงมีเป็น 100 คำ บ้าไปแล้ว...

คือ อะไรที่มันพอดี มันไม่ก็เสียหายหรอกครับ
ถือว่าเป็นสีสัน และสุนทรีย์ของการเล่นอินเตอร์เนทไป
แต่น้องๆบางท่านก็เล่นแบบไม่ลืมหูลืมตา มันก็มากไปครับ
เคยได้ยินเนื้อเพลง Too Much ของ Spice Girls มั้ยครับ
เขาบอกว่า “Too much of something is bad enough” น่ะ ...
10. คนที่ตักอาหารบุฟเฟ่ต์เผื่อชาวบ้าน
นี่เป็นนิสัยแบบไทยแท้ๆเลยนะครับ
การมีน้ำใจเผื่อชาวบ้านเนี่ย...
คือ ผมเชื่อว่าไลน์อาหารบุฟเฟ่ต์ที่มีให้เลือกกินหลายสิบอย่างเนี่ย
แต่ละคนก็ชอบกินไม่เหมือนกันหรอกครับ ไอ้นี่อยากกินกุ้ง
เจ๊นั่นอยากกินปู ถึงอยากกินปูเหมือนกัน คนนึงก็อยากกินปูนึ่ง
อีกคนอยากกินปูผัดผงกะหรี่ ...ใครใคร่ตักก็ตัก ใครใคร่แดกก็แดกเถิด...
บ่อยมากที่ผมเห็นอาหารบนโต๊ะบุฟเฟ่ต์เหลือกองพะเนิน
ซึ่งมันก็เกิดมาจากการสั่งหรือตักเผื่อคนอื่น แต่เค้าเสือกไม่ชอบ
ไอ้ตัวเองก็ไม่ได้อยากกินเท่าไร ... สรุปว่าไม่มีใครกิน ...จบข่าว
คือมันก็เป็นนิสัยที่ดีของคนไทยนะครับ การมีน้ำใจ คิดถึงคนอื่น
แล้วเราก็ชอบกินข้าวด้วยกัน แชร์กับข้าวด้วยกัน...
แต่มันไม่เหมาะกับการกินบุฟเฟ่ต์น่ะครับ ...
ถ้าผมจะทำธุรกิจอาหาร สิ่งแรกที่ผมตัดออกจากตัวเลือก
ก็คือการทำร้านอาหารบุฟเฟ่ต์นี่แหละ กับคนไทยนี่เจ๊งแน่ๆ
เพราะนี่ยังไม่รวมถึงนิสัยที่ตักเอาคุ้มไว้ก่อนด้วยนะ
ไอ้นิสัยเนี่ย ตัวดีเลย ...ทำร้านบุฟเฟ่ต์เจ๊งมาแล้วนักต่อนักเชียวล่ะ
----------------------------------------------------------------
พิมพ์เอนทรี่นี้แล้วให้ความรู้สึกเหมือนคนเก็บกดใจแคบมากเลยครับ
... นี่ขนาดคัดมาแค่ 10 ประเภทแบบไม่ให้เสียมือแล้วนะเนี่ย
แล้วก็เรียนตามตรง ว่ากว่าครึ่งของที่เขียนมาเนี่ย ...
เป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวผมทั้งนั้นแหละ ... เพียงแต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่
หรือสลักสำคัญมากพอที่จะบอกกล่าวตักเตือนคุณ
หรือทำให้ผมต้องออกแรงโบ้กบาลของคุณจริงๆ
ก็เลยขอถือโอกาสนี้ในการบอกแบบหยิกแกมหยอกว่า
“บางทีกูก็รำคาญมึงนะ” ... เผื่อจะได้เข้าใจกันมากขึ้น ...
จิ้มตรงนี้เพื่อคอมเมนต์จ้ะ
โดยเฉพาะข้อ 2 กับข้อ 3 เป็นความผิดร้ายแรงมากๆ
บุหรี่ก็ เหม็น ไม่ดีต่อสุขภาพด้วย
ห้องน้ำที่มีฉี่เหลืองๆ บนโถนี่เกลียดสุดๆเลย
เห็นใจผู้หญิง เหอะ นะ
แปะดาวให้กะ เอนทรี่นี้
#1 By chenlee on 2007-12-12 17:06