10 ผลิตภัณฑ์ที่ “คิดได้ยังไง” แห่งปี 2007
posted on 19 Dec 2007 14:35 by bongtao in etc
ด้วยอาชีพ
หน้าที่การงาน และความสนใจส่วนตัวของผม
ทำให้ผมชอบนั่งดูโฆษณามากกว่ารายการทีวี ชอบเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต
ชอบเข้า 7-11 บ่อยๆทั้งที่ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไรเหมือนกัน ...
แต่ผมอยากรู้และควรรู้ว่าตอนนี้ มีใครเขาทำอะไรกันอยู่
เขามีผลิตภัณฑ์เจ๋งๆใหม่ๆออกมาเรียกเงินในกระเป๋าตังค์หรือเปล่า
เพราะนับตั้งแต่เริ่มมีกระแสชาเขียว กระแสรักษาสุขภาพเข้ามาในไทย
ผมเริ่มเห็น product หลายๆอย่างที่เห็นแล้วต้องสบถออกมาว่า
“มึงคิดได้ไงเนี่ย” ...บางอย่างดูไม่น่าจะดัง ไม่น่าจะขายดี
แต่ก็กลายเป็นสินค้ายอดนิยมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ...
บางอย่างดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องใช้ แต่โฆษณาก็ล่อหลอก
และเกลี้ยกล้อมให้เรามึนเมาจนยอมซื้อสินค้ามาใช้แต่โดยดี
และนี่คือ 10 สินค้าที่ผมเห็นแล้วรู้สึกว่า “มึงคิดได้ไงเนี่ย....” ประจำปี 2007
01. ผลิตภัณฑ์รักแร้ขาวของ
NIVEA FOR MEN
ผมสังเกตว่าช่วงครึ่งปีหลังนี่ NIVEA ลงโฆษณาทีวีเยอะจนน่าตกใจ
มี product ออกมาหลายตัวทั้งของผู้หญิงและของผู้ชาย
จนผมเริ่มจำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง มีทั้งสเปรย์ ทั้งแบบแท่ง
ทั้งโลชั่น ครีมทานู่นทานี่ ...เยอะแยะไปหมด ...
แต่ดูเหมือนปีนี้จะเป็น product สำหรับผู้ชายเป็นหลัก
(แต่ไม่เคยใช้เลยครับ ...มันถูกไป ... ฮ่าๆๆ)
ย้อนไปเมื่อปีสองปีก่อน ที่มีกระแสผู้หญิงรักแร้ขาวจนแทบจะเรืองแสงได้
ตอนนั้นผมว่ามันก็จัดว่าเป็นสินค้าที่พิสดารในระดับนึงแล้วนะ
จนตอนนี้นี่ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า “ผู้ชายต้องรักแร้ขาวด้วยเหรอวะ” 
ในโฆษณาจะเห็นผู้ชายหน้าเถื่อนๆแมนๆหุ่นล่ำบึ้ก
บรรจงโพสท่าอวดวงแขนขาวเนียนที่ผ่านการโกนมาอย่างประณีต
หรืออาจจะกำลังใส่เสื้อกล้ามเล่นกีฬาผาดโผนโชว์รักแร้ไร้ขนด้วยความมั่นใจ ...
เอ่อ ...
นี่กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนใช่มั้ยเนี่ย
ว่าต่อไปผู้ชายก็ต้องโกนขนให้เรี่ยมรักแร้ไม่ต่างจากผู้หญิง ...
หรือว่านี่เป็นข้อมูล customer insight ที่ทาง NIVEA ไปสำรวจมา ?
ผมเองก็ไม่รู้อีกนั่นแหละ ว่าคุณผู้หญิงชอบรักแร้แบบไหน
ระหว่างวงแขนขาวใสเกลี้ยงเนียน หรือแบบป่ารกชัฏสาหร่ายฟูฟ่อง ...
แต่ดูคุณผู้หญิงในโฆษณาจะชื่นชมรักแร้แบบแรกเหลือเกิน
ประมาณว่า จะเอาหน้าเข้าไปซุกซะให้ได้ ...
เป็นผลิตภัณฑ์และโฆษณาที่ชวนขนลุกขนพองเป็นอย่างยิ่งครับ
และผมจะไม่แปลกใจเลย ถ้าเห็นของพวกนี้มันจัดโปรโมชั่นร่วมกับมีดโกน...
02. โยเกิร์ตถ่ายคล่อง
Danone Actevia
product นี้เพิ่งวางตลาดได้ไม่กี่เดือนเองมั้งครับ
ผมเองก็ไม่เคยชิม เคยเห็นอยู่ใน shelf จริงๆที่ 7-11
แค่ครั้งเดียวด้วย
ตอนที่เห็น packaging ครั้งแรกถึงกับปรามาสว่าโยเกิร์ตยี่ห้อนี้
เห็นทีจะมีอันเป็นไปได้เจ๊งภายในสามวันเจ็ดวัน เพราะมันดูโลว์มากๆ
การใช้สีเขียวทึมๆ ก็ไม่ได้ดึงดูดไปกว่ารูปสารพัดผลไม้ที่ยี่ห้ออื่น
เขาประโคมยัดกันแทบจะหมดสวนหมดไร่ ...
แต่หลังจากนั้นไม่นาน โฆษณาตัวที่สองมันก็ออกมา
ปิดท้ายด้วย voice over เรียบๆเป็นการขอโทษว่าสินค้าผลิตไม่ทัน
เนื่องจากกูขายดีมากๆๆๆๆ ... เรากำลังดำเนินการเพิ่มกำลังผลิตโดยด่วน
โอ้โห ... พระเจ้าจอร์จ ...โดยไม่รู้ว่ามันเป็นจริงหรือเปล่านะ
แต่ผมว่ามันเป็นประโยคที่ impact มากๆ จนผมอยากจะวิ่งไปที่
7-11
แล้วซื้อมากินซะตอนนั้นเลยด้วยซ้ำไป (ซึ่งก็พบว่าไม่มีขายจริงๆด้วยแหะ) 
หลังจากนั้น ผมก็เลยตั้งใจนั่งดูโฆษณาของโยเกิร์ตยี่ห้อนี้มากขึ้น
เป็นเรื่องของผู้หญิงสองคนที่มาคุยกันเรื่องโยเกิร์ตกันแบบตรงๆ
ซึ่งไม่ practical อย่างรุนแรง แถม presenter ก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่ธรรมชาติมากๆ
ดูโฆษณาแล้วจับประเด็นได้ว่า กินโยเกิร์ตยี่ห้อนี้แล้วมีส่วนทำให้ถ่ายคล่อง
อันนำมาซึ่งสรีระอันงดงาม สามารถใส่เดรสเก๋ๆได้อย่างมั่นใจและสวยล้ำ
...โอ้ ...เป็นจุดขายโยเกิร์ตที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆแหะ
เอาเรื่องการช่วยให้ถ่ายคล่องมาเป็นจุดขาย ...
ซึ่งส่วนตัวผมว่ามันได้ผลนะ ...เพราะมันเป็น Reason-to-Believe ที่แข็งแรง
ซึ่งใครหลายคนก็เชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว แล้วมันก็ใช้ product มาตอกย้ำเข้าไปอีก
และเชื่อว่ามันน่าจะมีผลมาจาก Customer Insight ส่วนนึงที่ไปสืบมาว่า
มีคนส่วนนึงกินโยเกิร์ต พร้อมน้ำผึ้งและมะนาว ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาช่วยถ่ายชั้นดี
(ผมเคยเห็นโยเกิร์ตยี่ห้อนึงที่ทำรสชาติผสมน้ำผึ้งและมะนาว ออกมาขายโดยเฉพาะด้วย)
ส่วนตัวผมเอง ถ้าอยากจะให้ถ่ายคล่องๆ แค่กินผลไม้
ควบคู่ไปกับโยเกิร์ตรสอะไรก็ได้ แค่นี้เช้ามาก็ถ่ายคล่องปรู๊ดแล้วครับ
ตอนเช้านี่อึของเราจะดูมีสุขภาพดี ทั้งสี กลิ่น และมวลสาร ...
(สูตรของผมคือ สตรอเบอรี่สด 3 ลูก กีวี่สด 1 ลูก กล้วยน้ำว้า 1 ลูก
แล้วตามด้วยโยเกิร์ตดัชชี่ รสวุ้นมะพร้าว แบบ low fat อีก 1
ถ้วย
ราคารวมกันประมาณ 60 บาท ... อร่อยง่ายๆแบบไฮโซ กินทุกคืนเลยครับ)
03. งามอย่างมีคุณค่าด้วยทาโร่ Collagen &
Omega 3
ปีนี้เป็นปีของ “คอลลาเจน”
จริงๆครับ ปีที่แล้วมันยังอยู่ในวงการเครื่องสำอาง
ปีนี้มันบุกมาวงการของกินกันแล้ว แห่กันใส่กันเข้าไป ทั้งน้ำทั้งขนม
(ไม่มีอะไรตลกไปว่าเห็นพอลล่าพูดว่า “คอลลี่เจล” อีกแล้วครับ)
แต่ใครจะไปนึกว่าล่ะครับ ว่ามันจะใส่ลงไปในปลาสวรรค์ได้ด้วยน่ะ
ตอนผมเห็น product นี้ครั้งแรกแล้วรู้สึกทึ่งมากๆ
ว่าคิดไปได้ ...
เดี๋ยวนี้กูแค่กินปลาสวรรค์ก็สวยได้ เก่งได้เลยเหรอวะเนี่ย ?
แถมมีให้เลือกด้วยนะครับ ว่าอยากสวย หรืออยากฉลาด ...
ใครมาแนวสวยใสไร้สติ ก็ซื้อสูตรคอลลาเจนกินกันเข้าไป
กินเข้าไปเยอะๆ หลับตาแล้วพนมมือว่าชาติหน้าฉันใด
ขออย่าให้เกิดมาหน้าผีเหมือนชาตินี้เลยเทิ้ดดดด ...
ใครมาแนว(เหมือน)จะเก่ง ก็ไปซื้อสูตร Omega3 กินกันเข้าไป
แล้วก็หลับตาภาวนาเช่นเดียวกัน ชาติหน้าฉันใด
ขอให้เกิดมาฉลาดอย่าให้ใครมาหลอกเอาเงินง่ายๆเหมือนชาตินี้เถอะ
จริงๆผมแนะนำให้คุณผู้หญิงรวมตัวกันไปประท้วงที่บริษัทของทาโร่นะครับ
การออก product มาสองตัวให้เลือกกินอย่างนี้ จัดว่าแย่มากๆ
เพราะไม่เป็นการสนับสนุนให้ผู้หญิงสวยและเก่งไปพร้อมๆกัน
ถ้ามีเงินไม่พอซื้อกินทั้งสองอย่าง ก็จะกลายเป็นผู้หญิงประเภท “สวยแต่โง่”
หรือไม่ก็เป็นประเภท “เก่งแต่ไม่มีใครเอา” ... โอว... แย่มากเลย
04. ขวดเดียวจบ
...แชมพูแฟซ่า สูตรครอบครัว
ในห้องน้ำบ้านคุณมีแชมพูกี่ขวดครับ?
ผมมั่นใจว่า ไม่ค่อยมีบ้านไหนหรอกที่มีแค่ขวดเดียว
เพราะเราโดนกระแสโฆษณากล่อมให้ซื้อแชมพูคนละขวด
แต่ละคนควรจะมีแชมพูที่เหมาะกับสภาพเส้นผมของตัวเอง เช่น
ขวดของคุณแม่ เป็นสูตรผมดำเงางาม ของคุณพ่อเป็นสำหรับผมแห้งเสีย
ของคุณพี่สาว สูตรมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้นจากสาหร่ายทะเลลึก
ส่วนของคุณลูกๆ ใช้จอห์นสันคิดส์ กลิ่นทรอปิคอลฟรุ้ตตี้ ...
ใช่มั้ยครับ ... ไม่เชื่อก็เดินไปดูได้เลย กล้าท้า ...
ตอนแรกผมเห็น product
ตัวนี้แล้วก็งงไปพักนึงนะ
อะไรวะ ... “สูตรครอบครัว”
กล่าวคือชื่อสินค้ามันไม่ได้บ่งบอกถึง
attribute ของตัวสินค้าเลย เช่น มันจะทำให้หัวกูเป็นยังไงนะ
ผมกูจะสลวยสวยเก๋มั้ยนะ ...
คิดไปคิดมา ก็เลยเข้าใจว่า ไอ้ขวดนี้มันคงใช้ได้กันทั้งครอบครัว
ตั้งแต่อาม่าอาแปะ ไปจนถึงคุณลูกหลาน มึงใช้ขวดเดียวกันนี่แหละ
จดทะเบียนเป็นแชมพูประจำตระกูลไปเลย ว่างั้นเถอะนะ...
ก็ถือเป็น product ที่มีแนวคิดที่แปลกดีครับ
ต่างจากแนวการตลาด
ของ consumer products ที่แบ่ง segment แตกยิบย่อยกันแหลกลาญ
ผมเชื่อว่าแชมพูนี่เป็นสินค้าอย่างนึงที่คนไม่ค่อยอ่านส่วนประกอบกัน
ซึ่งจริงๆแล้ว แต่ละสูตรที่มีวางขายกันอยู่นี่แทบไม่ได้ต่างกันเลยนะ
องค์ประกอบหลักที่ทำหน้าที่เป็น detergent นี่ก็ตัวเดียวกัน
แค่เติมไข่ใส่สี เปลี่ยนกลิ่นเปลี่ยนรสชาติเท่านั้น
อะไรที่ฮิตๆก็ใส่มันเข้าไป ชาเขียวเอย โยเกิร์ตเอย โสมเอย ...
ซึ่งเอาเข้าจริง ไอ้ของพวกนี้มันไม่ได้มีผลอะไรต่อเส้นผมของเราเล้ย
ว่าแต่ครอบครัวไหนที่ใช้แชมพูสูตรนี้ ช่วยบอกด้วยนะครับ
ว่าใช้แล้วผมสลวยสวยเก๋ หรือหัวพังกันทั้งครอบครัวครับ ?
(ปล. แชมพูตอนนี้ที่ผมชอบมากๆ คือของ Clinique for Men ครับ
ซื้อที่ King Power ขวดละ 200 cc.
ประมาณขวดละ 500 กว่าบาท ...
ชอบตรงที่มันใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่นนี่แหละ สระแล้วรู้สึกสะอาดมากๆ
แต่สระบ่อยไปก็ไม่ดีครับ อาจทำให้จนได้ ...)
05.
เปิดตัวเก๋ย์ๆ ด้วยบัตรเครดิต KTC I am
บัตรเครดิตของ KTC นี่เขาขึ้นชื่อเรื่องการทำ segmentation
marketing
คือมีการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคออกเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยใช้ lifystyle เป็นเกณฑ์
เราก็เลยเห็นบัตรเครดิตของ KTC ออกมาเป็นสิบๆแบบ
โดยที่แต่ละแบบ
ก็มีสิทธิพิเศษ และสามารถแสดงอภินิหารตามร้านค้าได้ต่างๆกันไป
จนมาถึงบัตร KTC I am นี่แหละครับ ที่ต้องอึ้ง ...
เพราะเห็นโฆษณาแล้ว ใครๆก็รู้ว่าเอามาเจาะกลุ่มพลัง Y
กันโดยเฉพาะ
แต่ยอมรับครับว่าโฆษณาทำออกมาสวยมากๆ เนี้ยบสุดๆ
เห็นแล้วชอบเลยล่ะ เพราะภาพออกมาดูแพงมาก
(แม้แต่ artwork บนบัตรเองสวยกว่าบัตรของธนาคารอื่นมากเช่นเดียวกัน)
เคยมี survey insight บอกว่าจริงๆกลุ่มพลัง Y เป็นกลุ่มที่ spending สูง
เพราะมักจะเป็นคนที่หาเงินเก่ง แต่ก็อยู่ตัวคนเดียว ทำให้ใช้เงินได้เต็มที่กว่า
นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ KTC สนใจมาทำบัตรนี้อย่างจริงจัง
ว่าแต่ ... คนที่เป็นเกย์แล้วปิดตัวเขาจะใช้บัตรนี้กันมั้ยละครับเนี่ย
เพราะถ้ายื่นบัตรนี้ให้แคชเชียร์ ก็เหมือนมีป้ายห้อยคออยู่ว่า “กูเป็นเกย์นะ”
ก็เกรงว่าคนที่ใช้บัตรนี้จะมีแต่ตุ๊ดแต่งสาว ที่ไม่ต้องปิดบังสังคมอีกต่อไป
แต่เคยลองอ่านดูว่าบัตรนี้มีสิทธิืพิเศษอะไร ก็จะออกแนวสำอางเว่อๆ
ไปเน้นหนักที่สปา ฟิตเนส และการช้อปปิ้ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าคนกลุ่มนี้
เขาดูแลตัวเองกันขนาดนี้เลยเหรอ ...
ช่วงนี้หนังพลัง Y กำลังดังในเมืองไทย..
KTC น่าจะจัดโปรโมชั่น
ใช้บัตรเครดิต KTC I am ลดราคา VCD/DVD
หนังของเจ๊พจน์ อานนท์ทุกเรื่อง หรือผู้ถือบัตรมีสิทธิ์ meet & greet
กับนักแสดงเรื่อง “รักแห่งสยาม”
เป็นรอบพิเศษ ...
อันนี้สิ ... รับรองว่าโคตรของโคตรตรงกลุ่มเป้าหมายเลย
06. กล้องดิจิตอล Sony Cybershot T200
ในสงครามตลาดกล้องดิจิตอล เคยมี “สงครามพิกเซล” มารอบนึง
ตอนนั้นทุกแบรนด์พยายามแข่งกันว่า ใครจะทำกล้องที่ถ่ายรูป
ให้มีจำนวนพิกเซลให้ได้มากกว่ากัน จนตอนนี้ขั้นต่ำของกล้องกิ๊กก๊อก
ก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ 6 ล้านพิกเซลเป็นอย่างต่ำกันแล้วมั้ง...
พอจบสงคราม ก็เริ่มมาหาจุดขายกันใหม่อีก ...
บางเฉียบบ้างแหละ อึดทนไม่กินแบตบ้างแหละ ...
แล้วก็มี “สงครามโฟกัส” ที่แข่งกันว่ารุ่นไหนโฟกัสหน้าคนได้มากกว่า
แคนนอนเปิดตัวก่อน โฟกัสได้ 9 จุด ...สักแป๊บเดียว มีคนมาเกทับ ได้ตั้ง 10 จุด
...จนมาถึงปีนี้ เริ่มเป็นยุค “กันสั่น” ให้ภาพเฉียบคมแม้จะวิ่งไปถ่ายไป
ซึ่งจริงๆ ลำพังแค่กล้อง compact
กิ๊กก๊อกมันก็เล่นอะไรไม่ค่อยได้
ลูกเล่นก็วนๆเวียนๆอยู่แถวนี้แหละ มีอยู่ไม่กี่อย่างให้หยิบขึ้นมาขาย
จนมาถึงรุ่น T200 ที่ตอนนี้ยังมีโฆษณาฉายอยู่ทุกวี่วัน
กล้องรุ่นนี้มัน detect รอยยิ้มได้ !!!
ผมเองก็ไม่เคยลองนะ ... ไม่รู้ว่ามัน detect
ได้แม่นยำขนาดไหน
แต่คนคิดมันก็คิดได้เนอะ ว่าเวลาคนเราจะถ่ายรูปมันต้องยิ้ม
ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าฟังก์ชั่นนี่มันมีประโยชน์ตรงไหน
เพราะสุดท้าย เราเองก็ยังต้องเล็ง และถ่ายรูปเองอยู่ดี
แต่ผมคงไม่ซื้อไอ้รุ่นนี้แน่นอน เพราะผมไม่ค่อยยิ้มตอนถ่ายรูป
จะถนัดทำหน้าประหลาดๆ มากกว่าด้วยซ้ำ ขืนซื้อมาใช้คงไม่ได้ถ่าย
แต่เอามาวางทับกระดาษแทน เพราะมันไม่ยอมถ่ายให้ ...
ส่วนรุ่นต่อๆไป ผมแนะนำให้ Sony ทำรุ่นที่สามารถ detect
คนชูสองนิ้วได้
แต่ไม่ใช่ detect เจอแล้วถ่ายอัตโนมัตินะครับ ... แต่อยากให้กล้องมันตะโกนบอกว่า
“มึงคิดท่าอื่นไม่เป็นแล้วเรอะ.....”
07. ยาฆ่าแมลงกลิ่นลาเวนเดอร์
เป็นสินค้าที่ขัดใจผมมากเลยอะ ตอนเห็นโฆษณายิ่งขัดใจ ...
คือก็รู้อ่ะนะฮะ ว่ายาฆ่าแมลงสมัยก่อนมันเหม็น กลิ่นชวนเวียนหัว
ก็เลยไปพัฒนากลิ่นให้มันหอมหวลชวนดมมากขึ้น ...
แต่ปกติ เวลาฉีดยาฆ่าแมลง ไม่มีใครเขานั่งแช่อยู่ในห้องนั้นกันหรอก
เขามีแต่ฉีดทิ้งไว้แล้วไปนั่งห้องอื่น รอให้กลิ่นมันหายไปก่อน
แต่นี่ในโฆษณา คุณแม่ท่านแทบจะพ่นใส่หน้าคุณลูก
ประมาณว่า “นี่ไงๆๆ หอมมั้ยลูก ....”
(นึกภาพคุณแม่ยื่นแขนขวาที่ถือกระป๋อง
กดกระป๋องฉีดเต็มแรง
มีภาพกราฟฟิคดอกลาเวนเดอร์จำนวนมากพวยพุ่งออกมาจากกระป๋อง
มุมกล้องหมุนรอบตัวคุณแม่ 360 องศาให้กลิ่นขจรขจายทั่วห้อง)
บ้าไปแล้วครับ ...บ้าไปแล้ว ...
ยาฆ่าแมลงนะครับ ไม่ใช่สเปรย์น้ำแร่เอเวียง
ยาฆ่าแมลงมันก็ยังเป็นยาฆ่าแมลงนั่นแหละครับ
สารเคมีอันตรายทั้งนั้น ... ทำหยั่งกะโฆษณาซุปก้อนไปได้
ประมาณว่าใช้แล้วมีกลิ่นโชยฟุ้ง จนคนในบ้านหลับตาพริ้มลอยไปตามกลิ่น
รายการนี้ product ไม่มีปัญหาครับ
ที่มีปัญหาคือการสื่อสารและโฆษณา
เพราะผมก็เคยเห็นเครื่องเขียนของญี่ปุ่น ที่ทำ liquid paper
ให้มีกลิ่นต่างๆ แทนกลิ่นทินเนอร์ฉุนๆแบบเก่า หรือ ปากกาสีต่างๆ
เดี๋ยวนี้ก็มีการเล่นกลิ่นลงไป (ซึ่งผมเกลียดมาก เขียนแล้วเวียนหัว)
อันนั้นจัดว่าเข้าท่า เพราะคงไม่มีใครใช้ลิควิดแล้วลุกหนีกลิ่น
รอให้มันแห้งแล้วกลับมาเขียนต่อ ...
ผมกลัวอย่างเดียวครับ กลัวคนแก่ตาไม่ดี หยิบไปฉีดเล่น
นึกว่าเป็นน้ำยาปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ ...ก็ฉีดมันเข้าไป
กว่าจะรู้ตัวอีกที ... ได้ไปนอนในทุ่งลาเวนเดอร์ในสวรรค์แล้ว ...
08. สวยใสไร้ที่ติด้วยเครื่องสำอาง
“ไฮโซลีน่า”
มีใครจะเลือกคุณลีน่าจังเข้าสภาครั้งนี้บ้างครั้งเนี่ย ?
ผมว่าเธอเป็นคนที่มี lifestyle ที่น่าศึกษามากเลยนะ
แต่ก็เกรงว่า ถ้าเลือกเธอไปเป็นผู้บริหารระดับประเทศแล้ว
บ้านเราอาจจะได้เห็นอะไรแปลกๆอีกเยอะ เช่น
เราอาจจะได้เห็นรถเมล์สีชมพู ทุกอย่างเป็นสีชมพู
ไปจนถึงนโยบายสนับสนุนให้หญิงไทยมีหัวนมสีชมพู
(โดยใช้ครีมหัวนมชมพู “โฮโซลีน่า”
ทาทุกเช้าเย็น)
กลับมาพูดถึงตัว product ก่อนดีกว่า
ผมเห็นโฆษณาไฮโซลีน่า
ในรายการอะไรสักอย่างของเธอตอนหัวค่ำ ช่อง 5 ...
รายการก็ของเธอ โฆษณาก็เครื่องสำอางของเธออีกนั่นแหละ
แต่โฆษณานี่เหมือนใช้ powerpoint ทำเลยครับ ฮาโคตร
แบบว่าโลว์มากๆ มีแค่ตัวหนังสือกับรูปสินค้าวิ่งไปมา
สงสัยจะไปจ้างครูสอน Window Media Maker ทำโฆษณาให้
ที่ฮาไปกว่านั้นคือ ต้องเข้าไปเว็บไซท์ของเธอครับ
http://www.hi-soleena.com
เข้าไปแล้วจะฮายิ่งกว่าดูแก๊งสามช่า
ผมใช้เวลาประมาณ 10 นาทีในการศึกษา product line
ของแบรนด์นี้
เป็น product ที่เป็นเอกลักษณ์มาก
แบรนด์อื่นลอกเลียนแบบได้ยาก ทั้งครีมหน้าเด้ง
ครีมหัวนมชมพู ครีมทารักแร้ ครีมทาขาหนีบ ครีมทาหน้าท้อง
โอ้ย ... กว่าจะทาครบทั้งตัว ใช้แม่งเป็น 10 หลอด....
แล้วดูสิ ครีมแต่ละอย่าง ไปหาซื้อยี่ห้อดังๆอย่าง Lancome, La mer, Estee
Lauder
ก็ไม่มีใครเค้าทำขายกัน ถือว่าไฮโซลีน่านี่มองเกมขาดมากๆ
เพราะแบรนด์ระดับโลกไม่สามารถเอา product มาตีตลาดได้เลย
เก่งจริงๆ
นั่งอ่านรายละเอียดส่วนผสมของครีมแต่ละอย่างก็ไม่ใช่ขี้ๆครับพี่น้อง
เพราะมันมีส่วนผสมจากสมุนไพรธรรมชาติ โสมขาว บลูเบอรี่
มีทั้ง Q10 ทั้ง AHA และวิตามินอีกมากมาย
...โอ้ย ...สวยแน่ๆ
ไอ้ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ packaging ที่มีรูปลีน่าจังอยู่บนกล่องนี่สิ
อันนี้ผมไม่ขอออกความเห็น ช่วงนี้แกหาเสียงอยู่ เดี๋ยวจะหาว่าเชียร์
แต่ครีมทารักแร้ เธอก็ชูแขนสู้สุดริด ครีมทานมเธอก็โนบราสุดริด ...
รับรองว่าไม่มีทางซื้อผิดแน่นอน ... เพราะเห็นกล่องก็รู้แล้วว่าครีมนี้ใช้ทาตรงไหน
เอาเป็นว่าเข้าไปดูในเว็บไซท์เธอเองแล้วกัน ถ้าสนใจก็โทรสั่งซื้อเลย
ในนั้นเขามีเบอร์มีอะไรให้ครบหมดแล้ว ใช้แล้วดีไม่ดีก็มาบอกด้วยนะ
นี่จริงๆจะว่าไป ผมก็สนใจจะเป็น dealer ไฮโซลีน่าเหมือนกันนะ
เครื่องสำอางพวกนี้ ที่เขมรมีขายเยอะมาก แล้วก็ขายดีมากด้วย
ผมเห็นลีน่าจังทำสีผม 7 สี ทาอายแชโดว์เหมือนนกแก้วมาครอว์
ซึ่งคิดดูดีๆแล้ว จัดได้ว่าเข้ากับวัฒนธรรมของคนเขมรที่นี่อย่างแรง
เดี๋ยวกลับไทยแล้ว ถ้าเธอยังไม่ได้เป็นนักการเมืองไปเสียก่อน
ก็กะว่าจะโทรไปคุยซะหน่อย เผื่อจะเอาของมาขายที่เขมรนี่
รับรอง ขายดีเละเทะ ...
09. ฟิตแบบไฮโซด้วย Wii fit
มาครั้งนี้พูดถึงแต่ของไทยๆเนอะ เอาของอินเตอร์หน่อยก็ดี
หลังจากที่เครื่อง Wii มีรีโมทที่จับการเคลื่อนไหวไปแล้ว ...
คุณลุงนินเทนโดก็ออก “กระดานหรรษา”
ที่เรียกว่า Wii Fit มายั่วเราอีก
ตอนที่เห็น demonstration ครั้งแรก ต้องยอมรับว่าเจ๋ง
หน้าตาของมัน เป็นบอร์ดแบนๆ (แต่ได้ข่าวว่าหนักพอสมควรนะ)
ให้เราขึ้นไปยืน ซึ่งบอร์ดนี้จะสามารถวัดน้ำหนัก และแรงกด
รวมถึงความสมดุลในด้านฟิสิกส์ของร่างกายเรา และเอามาประยุกต์
ใช้เล่นกับ software ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ...เจ๋งเป็นบ้าเลย
เกมที่ออกแบบมา ก็มีทั้งฮูล่าฮูป โหม่งบอล โยคะ วิดพื้น แอโรบิก
และตัว software ก็สามารถบันทึกกราฟความฟิต คำนวณ BMI
Index
เทียบกับคนทั้งบ้านให้เห็นพัฒนาการ และเปรียบเทียบกันได้ด้วย
ตอนนี้ Wii fit ยังมีขายเฉพาะที่ญี่ปุ่น ราคา 8,800 เยน
(ร้านในเมืองไทยก็ขูดเลือดกันไปถึง 5-6000 พันบาทกันเลย)
จริงๆ ไอ้การออกกำลังกาย มันไม่จำเป็นต้องอะไรพวกนี้หรอก
ถ้าอยากวิ่ง แค่ใส่รองเท้าก็ออกไปวิ่งแล้ว จะเล่นอะไรก็เล่นได้
แต่ก็ยังมีคนคิดอุปกรณ์สรรหามาให้เราเสียตังค์จนได้
นี่ก็กะว่าถ้าราคามันลงมาถึงสัก 3,000 บาทก็จะยอมเสียตังค์
มาทำท่าปัญญาอ่อนอยู่หน้าจอทีวีที่บ้านกับเขาด้วยคน
10. เย็นสดชื่นกับ Pepsi ice cucumber
ในขณะที่โค้กเลือกที่จะเป็นแบรนด์ที่รักษาความคลาสสิก
เป๊ปซี่ก็เลือกที่จะเป็นแบรนด์สมัยใหม่ ที่มีลูกล่อลูกชนตลอดเวลา
ไม่ว่าโค้กจะออก product ใหม่มากี่ตัว
ก็ทำได้แค่เติมนู่นนี่นิดหน่อย
(ที่อังกฤษ ตอนนี้มี Coke Plus ที่เติมวิตามินลงไปด้วย
ผู้บริโภคคงสับสนน่าดู ว่าสรุปแล้วกูจะกินเอาสุขภาพดีได้จริงเหรอเนี่ย)
ผิดกับเป๊ปซี่ ... 2-3 ปีที่ผ่าน เราเห็นเป๊ปซี่เล่นอะไรเยอะมาก
เห็น Pepsi Latte (ซึ่งผมไม่เคยกิน) เห็น Pepsi Fire
& Ice
ที่ถึงขั้นเปลี่ยนสีเป็นสีแดง และสีฟ้า แต่รสชาติหมาไม่แดก
เมื่อหลายปีก่อนก็มี Pepsi Blue (ซึ่งเปลี่ยนแค่สี ในขณะที่
ของ USA เขาเปลี่ยนรสชาติเป็นเบอรี่ อร่อยมากด้วย)
ปีที่แล้วมี Pepsi Gold สีเหลืองหยั่งกะเก๊กฮวย
อันนี้ก็ไม่ได้ลอง
เอามาเข้าบรรยากาศแชมป์เปี้ยนช่วงแข่งบอลโลก ...
แต่ที่ญี่ปุ่น เขาแรงกว่านั้น ... เขามี Pepsi สีเขียว!
หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า Pepsi ice cucumber
เพราะคนญี่ปุ่นเขาเชื่อว่า ผักจำพวกแตงนี่กินแล้วเย็นสดชื่นดี
เขาก็เลยจัดการ launch
สินค้าตัวนี้ออกมาตอนหน้าร้อนที่ผ่านมา
น่าเสียดายที่หลังจากพยายามเสาะหาตามร้านไฮโซในไทย
และหลายๆร้านในต่างประเทศก็ยังไม่เคยเห็นมีขายสักร้าน
แต่ผมเชื่อว่าตอนนี้ตลาดน้ำอัดลมในไทย
เราคงจะยังไม่เห็น product ใหม่ที่หวือหวาเท่าไร
เพราะตอนนี้พี่โค้กเขากำลังบุกหนักกับ Coke Zero ในตลาด low-carb
soft drink
ซึ่งจริงๆในไทยไม่เคยมีใครจริงจังมาก่อน ตลาดก็เล็กกระจึ๋งเดียว
(มูลค่าตลาดไม่ถึง 5% ของมูลค่าตลาดน้ำอัดลมทั้งหมด)
ก็เพิ่งมีครั้งนี้ ที่ทำตลาดจริงจัง ออกมาหลายขนาดตั้งแต่ขวด buddy
แบบกระป๋อง ไปจนถึงขวดลิตรสำหรับ heavy drinker ด้วย
ถ้ากระแสรักษาสุขภาพยังมาแรงอยู่ ผมว่าเราอาจจะได้เห็น
น้ำอัดลมผสมเก๊กฮวย หล่อฮังก้วย ตังกุยจับ ...ก็เป็นไปได้เนอะ

แต่เอะ...คุณเต่าก็เลือกใช้ของดีๆ ทั้งนั้นไม่ลองใช้ดูล่ะครับน่าจะทำให้ประหยัดตังค์ได้เยอะนะ
น่าหนุก
#1 By Jeep (58.8.159.174) on 2007-12-19 15:23