เรื่องง่ายๆที่ผม "ไม่เป็น" เอาซะเลย...
posted on 14 Jan 2008 22:51 by bongtao in life
ผมคนนึงละ
ที่ไม่เชื่อไอ้ประโยคเท่ๆจำพวก
“คนเราทำได้ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่าจะทำหรือไม่ทำ”
ฟังดูดีและเหมือนจะจริง
แต่ผมว่ามันตอแหลสิ้นดี
ผมว่ามันเหมาะเอาไปใช้เป็น copy ของจอห์นนี่วอล์กเกอร์แค่นั้นแหละ
มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ที่เราจะทำทุกอย่างบนโลกนี้ได้
ผมไม่ได้มีสัตว์เลี้ยงเป็นแมวหุ่นยนต์ตัวสีฟ้านะเว้ย
แล้วพ่อแม่ผมก็ไม่ได้เป็นยอดมนุษย์ตระกูล Marvel Comics ด้วย
มันยังมีอะไรอีกเยอะครับ ที่ทั้งชีวิตนี้ยังไงเราก็ทำไม่ได้...
ซึ่งหลายๆอย่างที่ทำไม่ได้ มันก็ไม่ได้ผิดกฏหมายอะไรด้วย
(แต่ไอ้คำพูดว่า “ไม่รู้ย่อมไม่ผิด” นี่ผมเห็นด้วยแค่กึ่งหนึ่งนะ
คือไอ้ผิดน่ะไม่ผิดหรอก แต่ไม่รู้ในสิ่งที่คนทั้งโลกเขารู้นะ เขาเรียกว่า “โง่”
จะมาอ้างทั้งปีทั้งชาติ มันก็ฟังไม่ขึ้นหรอกน่า)
ชีวิตผมนี่ยังมีอะไรที่มันง่ายๆ ชาวบ้านเขาทำกันได้เป็นปกติ
แต่ผมกลับทำไม่ได้หลายเรื่องเลยล่ะ แอบเป็นปมด้อยยังไงชอบกล
ลิสต์ออกมาได้เป็นสิบเลยว่ะครับ เขียนไปก็แอบอนาถตัวเองไป
จอดรถแบบเทียบฟุตบาท
ผมขับรถอย่างจริงจังมาได้ 3-4 ปีแล้วครับ ...
แต่จนถึงทุกวันนี้ผมยังถอยรถแบบเทียบฟุตบาทไม่ได้เสียที
เพราะบ้านผมนี่ก็ใช้วิธีถอยรถเข้าไปจอดในโรงรถ
ขับไปออฟฟิศก็ไปถึงแต่ไก่โห่ ที่จอดรถมากมายมหาศาล
ไปห้างก็ไม่รังเกียจการจอดรถไกลๆทางเข้าห้าง ...
มันก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสฝึกฝนท่านี้ซะทีครับ
กลายเป็นว่า พอเทียบไม่เก่ง ก็เลือกที่จะไม่เทียบซะงั้น
อย่างตอนไปจอดรถที่สยาม เข้าทางอังรีดูนังต์ (ด้านหลังสยาม)
บางทีก็มีที่จอดด้านขวามือให้เทียบข้างได้นะ
แต่ผมก็เลือกจะเลยไปจอดที่ตึกศูนย์หนังสือจุฬาฯแทน
คือผมไม่ชอบจอดรถแบบกดดัน ประเภทที่มีคนมาต่อท้ายน่ะ
อยากจอดแบบประณีตๆ ล้อตรงทุกองศา พอมีคนมารอมันก็กดดันน่ะสิ
ถ้าตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ผมจะยกที่จอดรถให้จำเลยไปเลย
ดังนั้นใครที่นั่งรถกับผม อย่าแปลกใจที่บางทีผมจะวนหาที่จอดรถ
เอาแบบที่ถูกชะตาและฮวงจุ้ยนานกว่าปกติครับ
อ๊ะ ... ถ้าเป็นแบบถอยเข้าซอง ผมแม่นมากนะครับ เชี่ยวเลยล่ะ
แถมตอนนี้ถอยได้ทั้งรถพวงมาลัยซ้ายและขวาเลยล่ะ
** รถเกียร์กระปุกผมก็ขับไม่เป็นครับ 
เป่าลูกโป่งหมากฝรั่ง
ผมไม่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง ...
ผมว่ามันน่ารำคาญที่เราต้องขยับเหงือกหงึกๆตลอดเวลา
แล้วผมรู้สึกว่าสัมผัสของหมากฝรั่งที่จืดชืดไร้รสนี่มันยี๋แหยะสิ้นดี
แถมผมมักจะอยากคายหมากฝรั่งตอนที่มันไม่มีที่ให้คายด้วยสิ
หมากฝรั่งไม่ว่าจะใส่สารไซลิทอล ฟลูออไรด์ ไนโตรเจน ไทเทเนี่ยม
หรือต่อให้มันใส่สาหร่ายเจ็ดสีหัวปลีเจ็ดแสง ผมไม่นิยมสักอย่างครับ...
ผมว่าสมัยนี้หมากฝรั่งมันออกแนวเคี้ยวเพื่อชาติ เคี้ยวเพื่อสุขภาพยังไงชอบกล
เช่นเคี้ยวให้ฟันแข็งแรง เคี้ยวให้ฟันขาว เคี้ยวแล้วมีสารสมุนไพรบำรุงปาก
(เอ่อ ... มันมีหมากฝรั่งใส่คอลลาเจนที่เคี้ยวแล้วสวยหรือยังครับ
)
แต่สมัยก่อนตอนเด็กๆ หมากฝรั่งเป่าลูกโป่งนี่โคตรฮิตเลยว่ะ
ยี่ห้อที่ผมปลื้มสุดใจคือยี่ห้อ บิ๊กบลูม ...(ไม่เกี่ยวอะไรกับลุงบิ๊กบุญนะครับ)
เห็นในโฆษณา (ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังเห็นมันใช้โฆษณาตัวเดิมฉายอยู่)
ไอ้เด็กพรีเซนเตอร์พวกนั้นมันเป่าลูกโป่งได้ใหญ่ฟูฟ่องสะใจมากๆ
ผมซื้อมาเป่าจนปากจะฉีกก็ไม่เคยสัมฤทธิ์ผลเสียที
พยายามโทษที่ตัว product ด้วยการเปลี่ยนไปหลายยี่ห้อก็แล้ว
...
จนถึงตอนนี้อายุ 23 ปีถ้วน ผมก็ยังไม่เคยผลิตลูกโป่งหมากฝรั่งออกจากปากได้สักลูก
ช่วยบอกผมหน่อยครับ ว่ามันต้องเป่ายังไง? 
มันเหมือนจะต้องเอาลิ้นมาดันๆยืดๆให้หมากฝรั่งมันแบนๆบางๆมาห่อลิ้น
ไอ้ผมก็พวกทักษะการใช้ลิ้นต่ำมาก สอบตกตั้งแต่ขั้นแรกนี้แล้วละ
แล้วแบบว่าเวลาเห็นคนมันเป่าได้ลูกใหญ่ๆจะอิจฉามาก 
แล้วเกิดอาการโรคจิตอยากเอานิ้วไปจิ้มให้มันแตกใส่หน้า...
นี่แน่ะๆ ...
กินเผ็ด
ผมเป็นคนเดียวในบ้านที่กินเผ็ดไม่เป็น ...
จริงๆจะเรียกว่าไม่เป็นก็ไม่ถูกซะทีเดียว เรียกว่า กินเผ็ดไม่เก่ง น่าจะตรงกว่า
เพราะผมเองก็ชอบกินอาหารอีสานที่เผ็ดกำลังดี ไม่ทารุณต่อมรับรสเกินไป
หรือพวกแกงกะหรี่ ก๋วยจั๊บที่เผ็ดร้อนเครื่องเทศผมก็นิยมเช่นกัน
ตอนนี้พวกเราที่ทำงานกันในเขมรไปค้นพบร้านอาหารไทยร้านนึง
เป็นภัตตาคารในโรงแรมของคนไทย ซึ่งรสชาติอร่อยเหาะมากๆ
อร่อยถึงขนาดที่เราบอกลาร้านอาหารไทยร้านประจำของเราไปเกือบหมด
แล้วมุ่งหน้ามากินที่ร้านนี้ทุกเที่ยงเย็นแบบไม่รู้เบื่อเสียที
แต่ว่า...การกินเผ็ดไม่เก่ง ทำให้กว่าครึ่งของเมนูอาหารไทย
กลายเป็นอาหารที่อยู่นอกสายตาของผมไปในทันที...
เมนูที่พวกพี่แถวนี้เขาจัดอันดับขึ้นหิ้งให้ดาวแดงว่าอร่อยจัดๆ คือ
“แกงเหลืองปลากระพง” และ “น้ำพริกปลาทู”
ไอ้เมนูแรกนี่เป็นไฟท์บังคับที่ต้องสั่งทุกครั้งกันเลยทีเดียว
เพราะพี่หลายคนเป็นคนใต้ เลยถูกใจรสชาติกันเป็นพิเศษ
แต่ผมแทบจะเบือนหน้าหนี เพราะกลิ่นมันรุนแรงมาก กินไม่ไหว
ส่วนเมนูตระกูล “น้ำพริก”
นี่ผมก็ขอบายทุกรายการครับ
ทั้งๆที่ก็รู้นะครับ ว่าน้ำพริกบางอย่างมันไม่ได้เผ็ดร้อนอะไรมาก
แต่ผมก็เลือกที่จะไม่แตะครับ ในขณะที่พี่ๆก็ร่วมวงแซบกันถ้วนหน้า
มีแต่ผมนี่แหละ มองตาปริบๆ นั่งกินอาหารจืดๆอยู่คนเดียว
ดังนั้น เวลาที่ผมไปกินข้าวกันกับพี่ๆ ในมื้อที่สั่งกับข้าวมาแชร์กัน
ก็มักจะโดนเหน็บแหนมว่า “อย่าลืมสั่งกับข้าวเด็กมาให้ไอ้เต่าด้วย”
เช่น คอหมูย่าง ทอดมันกุ้ง ผัดผักหมูกรอบ ไข่เจียวแหนม ...
เชอะ ... เหน็บแล้วก็อย่ามาแย่งอาหารเด็กกินก็แล้วกัน 
ผิวปาก
เป็นอีกความพยายามที่ล้มเหลวมาตั้งแต่วัยเด็ก
พยายามเบ้ปากเบี้ยวปากจู๋ไปมาครบทุกองศาแล้วก็ยังทำไม่ได้
มีเพียงเสียงแพร่ดๆกับละอองน้ำลายพ่นออกมาแทนเท่านั้น
...ปัจจุบันล้มเลิกความพยายามไปแล้วเช่นกัน
เพราะคงไม่ใช่เรื่องดีนัก ถ้าจะผิวปากจีบใครแล้วมีฝอยน้ำลาย
พุ่งไปเกาะบนใบหน้าของเป้าหมายแทนที่จะเป็นเสียงเพราะพริ้ว 
ฟอร์แมตเครื่องแล้วลง windows ใหม่
จริงๆแล้วในกลุ่มเพื่อนฝูงนี่ผมถือว่าเป็นกูรูด้านคอมพิวเตอร์คนนึง
แต่ก็มักจะเป็นการให้ความช่วยเหลือด้าน
application ต่างๆมากกว่า
ตั้งแต่สูตรคำนวณต่างๆใน excel ไปจนถึงเทคนิคใน
photoshop
แต่ถ้าวันใดที่เครื่องคอมผมพังขึ้นมาจนต้องปลูกถ่ายวิญญาณกันใหม่
...บอกตรงๆว่า ...ทำไม่เป็นว่ะ ...
คือผมไม่รู้จริงๆ ว่ามันต้องเริ่มยังไง ฟอร์แมตเครื่องยังไง
แล้วลงยังไงต่อ ลง driver อะไรบ้าง ...ทำไม่เป็นสักอย่าง
เพราะที่ผ่านๆมา ก็มักจะมีเพื่อนบังเกิดเกล้ามาช่วยทำให้ตลอด
หากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้กของบริษัทเกิดงอแง ก็แค่ยกหูโทรศัพท์
จิ้มเบอร์ภายในสี่หลัก ก็จะมีพนักงานพุ่งเข้ามาช่วยเหลือโดยทันใด
...
ผมจำเป็นต้องลากเพื่อนผู้รู้ของผมไปด้วยทุกทีสิ ...
เพราะผมไม่เคยตามเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เลย โง่มากๆ
ไม่รู้ว่าแรมมีกี่แบบ router แบบไหน พอร์ทไหนยังไง งงไปหมด
แหม...ก็มันมีคนอื่นค่อยช่วยอยู่ตลอดเวลา แล้วเมื่อไรจะทำเป็นวะเนี่ย ?
หยั่งงี้สินะ ที่เค้าเรียกว่าโดนสปอยล์น่ะ
ชงกาแฟ
ฝีมือการชงกาแฟของผมนี่เข้าขั้น “หมาถุย” เลยละ
ส่วนนึงคงเป็นเพราะตัวผมเองก็ไม่ใช่คอกาแฟแต่อย่างใด...
เครื่องดื่มยามเช้าของผมก็แค่ บีทาเก้น 1 ขวดเล็กเท่านั้นเอง
ยามไหนที่อยากกินกาแฟ ผมก็มักจะเลือกกาแฟแบบอเมริกัน
คือกาแฟใส่นม ใส่วิปครีม อะไรพวกนี้มากกว่ากาแฟชง
(ที่ผมโปรดที่สุด คือลาเต้ ผมว่าคาปูชิโน่ฟองนมมันเยอะไป กินลำบาก)
ผมเชื่อว่าการชงกาแฟ ประเภท กาแฟ+ครีมเทียม+น้ำตาล
มันเป็นศิลปะที่ไม่ใช่แค่ตักๆเทๆแล้วกดน้ำร้อนตามแค่นั้น
ผมเคยได้ยินมาว่า แม้แต่ลำดับการตักส่วนผสมและรินน้ำร้อน
ก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อรสชาติและกลิ่นจรุงจิตของกาแฟทั้งนั้น
ซึ่งผมว่าอาจจะจริงก็ได้นะ ...
เพราะผมเคยลองชงกาแฟแบบสาดเสียเทเสียอยู่หลายรอบ
ไม่อร่อยเสียที ...งานนี้ได้เสียงยืนยันจากคนรอบข้างมาไม่น้อย
(ชงไปก็กินไม่ลงอยู่ดี คงเสียดายทรัพยากรของออฟฟิศ)
แต่คุณเลขาคนนึงในออฟฟิศผม เธอได้รับการยกย่องจากคนทั้งชั้น
ว่าเธอเป็นเทพธิดาบาริสต้า เพราะชงได้อร่อยล้ำเลิศ ...
ทั้งๆที่เธอก็ชงสูตรเดียวกับผม น้ำร้อนก็มาจากกระติกเดียวกัน
กาแฟ ครีมเทียม น้ำตาลก็มาจากครัวเดียวกันนี่หว่า
...ไหงงั้นวะเนี่ย ???

ปอกผลไม้
เขียนเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าท่าทางตัวเองเป็นเด็กยุคใหม่จริงๆแหะ
เพราะทั้งชีวิตนี้ ผลไม้ที่ผ่านเข้าท้องผม จะมีคนปอกมาให้แล้ว
คือมันก็ไม่ถึงขั้นมีคนปอกแล้วแช่ไว้ในตู้เย็นรอให้มาหยิบกินหรอกนะ
แต่ผมมักจะอ้อนแม่ให้ช่วยปอกให้กินเป็นประจำ...
แล้วแม่ผมก็เต็มใจจะปอกให้ซะด้วยสิ (รักม๊าจัง
)ผลไม้บนโลกนี้ ไม่ว่าจะลูกเล็กใหญ่ยาวย้วยขนาดไหน
แม่ผมปอกได้สบายมาก แม้แต่ทุเรียน ส้มโอ หรือขนุนก็ไม่ใช่ปัญหา
พอมาอยู่เขมรคนเดียว ไม่มีคนปอกให้แล้วว่ะครับ ...
ไอ้ครั้นจะไม่กินผลไม้เลย ก็เกรงว่าจะท้องผูกขี้ออกมาเป็นหินอัคนีกันพอดี
ผมเองก็ไม่นิยมผลไม้ในซุปเปอร์ที่ปอกขายกันเป็นแพคซะด้วยสิเนี่ย
ผมเลยต้องเลือกผลไม้ที่กินง่ายๆ เช่น กล้วย (ปอกไม่เป็นก็เชี่ยไปหน่อยเนอะ)
สตรอเบอรี่ที่แค่ตัดขั้วแล้วกินได้เลย หรือองุ่นที่กินมันทั้งเปลือก
มีอยู่วันนึง เกิดกระแดะอยากกินลูกกีวี เห็นมันถูกดีเลยซื้อมาตั้งสามลูก
ปกติเวลาผมกินกีวีที่บ้าน ผมจะใช้มีดหั่นครึ่ง แล้วใช้ช้อนกลางคว้านตักกิน
แต่ลืมไปว่าในห้องพักผมมันไม่มีช้อนกลาง แล้วจะทำยังไงละเนี่ย ???
นั่งคิดอยู่นานว่าจะปลุกปล้ำกับไอ้ผลไม้ขนรำไรด้วยท่าไหนดี
สุดท้ายก็คิดออก คือใช้มีดตัดหัวตัดท้ายให้มันเรียบก่อน
แล้วค่อยฝานเปลือกจากบนลงล่างไปทีละนิดๆ หมุนวนจนครบลูก
จากนั้นก็เอามีดหั่นเป็นแว่นๆ ...อา ...ได้กินเสียที

แต่ถ้าผลไม้ขั้น advance อย่างสับปะรด ส้มโอ แก้วมังกร
อันนี้เลิกพูดเลยครับ ... ผมอาจจะต้องใช้วิธีทุ่มลงพื้นให้มันแตกโพละ
แล้วเก็บกินเศษเหมือนพวกคนติดเกาะในหนังน่ะครับ

จำชื่อคน
เคยอ่านหนังสือเจอว่า ในสมองของเราจะมีส่วนนึงซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ
ที่ทำหน้าที่ในการจดจำใบหน้าและชื่อของคนที่เรารู้จักทั้งหมด
เห็นเขาว่าถ้าเทียบเป็นความจำของฮาร์ดดิสก์แล้วก็จัดว่าจุได้หลักกิกะไบท์เลยแหละ
ซึ่งคนที่สมองส่วนนี้มีประสิทธิภาพสูงส่งก็คงไปแข่งเกมทศกัณฐ์ได้สบายๆ
แต่สมองผมส่วนนี้ท่าทางมันจะฝ่อและแห้งเหี่ยวพอสมควร
เพราะผมมีปัญหาขั้นร้ายแรงเกี่ยวกับการจำชื่อคน...
ส่วนมากผมมักจะจำหน้าได้ คือเจอกันอีกทีก็จะทักกัน
แต่เอ๊ะ ... ไอ้นี่มันชื่ออะไรนะ ... เหมือนจะติดอยู่ปลายลิ้นแต่พูดไม่ออก
เป็นบ่อยมากๆครับ บางทีเพิ่งจะแนะนำตัวรู้จักกันไม่กี่นาที
คุยกันสักพักนึง ลืมอีกละ ...เจ๊นี่ชื่ออะไรน้า ...
บางทีคุยกันนานเป็นสิบนาที ก็ยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่าคุยกะคนชื่ออะไรอยู่
มุขเนียนๆของผมคือ ขอเบอร์แล้วถามเค้าว่า “ชื่อภาษาอังกฤษสะกดยังไง”
แค่นี้ก็จะรู้แล้วครับ คราวนี้ไม่ลืมแน่ แถมได้เบอร์อีกตะหาก โฮ่ๆ
ยิงปืนนัดเดียวได้นกมาทั้งป่าเลยครับ...ลักไปใช้ได้นะครับ ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์

รักเด็ก
เอ่อ ...ไม่เขียนดีกว่าครับ

เดี๋ยวประธานสมาคมนางงามทุกสถาบันบนโลกนี้จะมารุมดักตบ
เอาเป็นว่าไปอ่านตอนที่ผ่านมาแล้วจะรู้ครับ ว่าเด็กสมัยนี้มันน่าร้ากกกก ...
---------------------------------------------------------------------------
อา... เขียนเอนทรี่นี้แล้วให้ความรู้สึกว่าตัวเองโง๊โง่ว่ะ
นี่ยังมีเรื่องเล็กๆงี่เง่าๆที่ทำไม่เป็นอีกเยอะแยะเลยนะ ...
ตอนเด็กๆ ดีดลูกแก้วก็ไม่เป็น เตะบอลก็ไม่เป็น ดีดนิ้วก็ไม่เป็น...
ขืนเขียนยาวไปกว่านี้ เกิดอารมณ์คิดสั้นน้อยใจไปโดดตึกประชดตัวเอง
เดี๋ยวไม่มีคนเขียนบล๊อคประสาทแดกต่อแล้วจะกลายเป็นเรื่องใหญ่
#1 By cool fire on 2008-01-14 22:57