ผมจำได้ว่าช่วงแรกๆที่ผมย้ายมาทำงานที่นี่
ผมค่อนข้างเครียด กดดัน และเริ่มท้อแท้เหนื่อยหน่ายกับการปรับตัว
ทั้งในเรื่องของเนื้องานที่ไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ที่กทม.
รวมถึงสภาพการทำงาน และหลายๆอย่างที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด
เผลอแป๊บเดียว นับจากวันแรกจนถึงวันนี้ก็ครึ่งปีเศษแล้ว
อีก 3 ชั่วโมงนับจากตอนนี้ ผมจะออกจากออฟฟิศ
กลับโรงแรมไปแพ๊คกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 3 ใบ
แล้วก็กลับเมืองไทย ...
ไม่สิ ... กลับบ้าน ...
ตอนนี้ถึงเวลาอันควรที่มนุษย์เงินเดือนวัย 23
จะกลับไปประจำที่ออฟฟิศกรุงเทพฯ ตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่แล้ว...
ถ้าถามว่าครึ่งปีที่ผ่านมา มันยาวนานไหม ... ผมว่ามันก็ยาวนะ
ยิ่งเมื่อเทียบกับคำสั่งจากกรุงเทพฯในตอนแรกที่บอกว่า
ให้มาประจำที่นี่ 3 เดือน ...แค่นั้นก็ได้กลับแล้ว ...
แต่ด้วยความรู้สึก ผมว่ามันสั้นมาก แป๊บเดียวก็ครึ่งปีแล้ว
ส่วนนึงเป็นเพราะงานที่นี่มันเยอะมาก ทำเท่าไรก็ไม่หมด
อาทิตย์นึงทำงาน 6 วัน บางอาทิตย์ก็ 7 วัน ...
ทำไปเรื่อยๆจนไม่รู้สึกว่าวันนี้เป็นวันไหนของสัปดาห์ไปแล้ว
เผลอแป๊บเดียวครบสัปดาห์ เผลออีกแป๊บครบเดือนแล้วซะงั้น
ผมเพิ่งเสร็จงานโปรเจกต์สุดท้ายไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
เป็นการทำงานมาราธอน 40 ชั่วโมงแบบข้ามวันข้ามคืน
เป็นพิธีเปิดโรงงานที่มีท่านนายกฯของกัมพูชามาเป็นประธานในพิธี
ถ้าอยากรู้รายละเอียด ลองไปเปิดเว็บข่าวที่ดังที่สุดในเมืองไทย
มีข่าวงานนี้ลงอยู่ด้วย เนื้อหาในข่าวส่วนนึงก็มาจาก
press release ที่ผมแต่งให้สื่อมวลชนเองนั่นแหละ ...
ณ วันนี้ เมื่องานเสร็จ นั่นหมายถึงว่า ผมกลับบ้านได้แล้ว ...
เมื่อวานตอนเย็นๆ ผมนั่งเคลียร์งานล๊อตสุดท้ายอยู่คนเดียว
ผมนึกขึ้นได้ว่า ผมอยากรู้ว่าลูกน้อง 2 คนของผมคิดยังไง
กับการทำงานร่วมกับผมมาตลอด 6 เดือน...
เพราะผมเองก็ไม่เคยคาดฝันว่าจะมีลูกน้องเร็วขนาดนี้ ...
ผมจัดการเปิดโปรแกรม outlook แล้วพิมพ์เมล์ส่งไปให้ลูกน้องทั้งสอง
Subject: Final Assignment before i’m going back
Dear Sereyen and Sokha,
As you know that tomorrow will be my last day working here,
here is my final assignment to you both. It’s quite easy.
During 6 months of working with me, please evaluate me
as your boss, your colleague, your friend, your brother,
or anything that you would like me to be.
Tell my Pros and Cons, anything you like and dislike about me.
That’s all. Easy… huh?
I prefer you both to work alone in this assignment.
Your reply before 3pm will be highly appreciated.
Be yourself in this assignment. Thanks.
Bong Tao
ผมส่งเมล์ให้ลูกน้องสองคนนี้ประเมินผมในฐานะอะไรก็ได้
แล้วแต่ว่าเขาคิดว่าผมเป็นอะไรตามใจเขา และให้บอกข้อดีข้อเสีย
รวมถึงสิ่งที่ชอบและไม่ชอบเกี่ยวกับตัวผมทั้งหมดครับ
เมื่อกี้นี้ ตอนผมกลับมาจากกินข้าวเที่ยง
ก็พบเมล์สองฉบับมานอนรออยู่ใน inbox ของผมแล้วครับ
ขออนุญาตนำมาให้อ่าน โดยแปลเป็นภาษาไทยเลยนะครับ
From: Sereyen Hak
“ไอ้เยน” เป็นเด็กผู้หญิงอายุ 19 ปี กำลังจะเรียนจบในสาขา
วิศวกรรมโยธาฯในปีนี้ แต่ตอนนี้เป็นลูกน้องผมที่รับผิดชอบงาน
ในด้าน communication เป็นหลัก ...
นับจากวันแรกที่ผมเจอเยน จนถึงตอนนี้มันเปลี่ยน(ไปในทางที่ดี)เยอะมาก
หน้าตาดีขึ้น แต่งตัวดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น พูดไทยและฟังไทยได้ดีมาก
ทุกวันนี้ผมนับว่าเยนก็เป็นน้องสาวของผมคนนึง...
เยนส่งเป็น pdf สั้นๆแค่หนึ่งหน้าแปลได้ดังนี้ครับ:
ข้อดี -
- ใจเย็นและมีสติเมื่อลูกน้องทำผิดพลาด และพยายามช่วยแก้ไขปัญหาให้ทุกครั้ง
- ไม่เคยด่าลูกน้อง
- ติดตามงานตลอดเวลา
- ไม่เหยียบหัวลูกน้องเพื่อให้ตัวเองเป็นฮีโร่
- ร่วมงานและสื่อสารกับซัพพลายเออร์ เอเจนซี่ ได้ราบรื่น
- ให้ความเคารพและไม่ดูถูกคนกัมพูชา
- ให้คำแนะนำลูกน้อง ทั้งในเรื่องชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัว
ข้อเสีย -
- ให้เวลาในการทำงานที่สั่งน้อยเกินไป
จริงๆผมอยากให้เยนเขียนเรื่องข้อเสียของผมมากกว่านี้นะ
ผมว่าข้อเสียนี้มันฟังดูธรรมดาสำหรับผมมาก เพราะผมต้องฝึก
ให้น้องๆเขา challenge ด้วยการทำงานในกรอบเวลาที่แคบมากๆ
ผมติดใจตรงประเด็น “ให้ความเคารพและไม่ดูถูกคนกัมพูชา”
เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญในการทำงานที่นี่มากๆเลยล่ะครับ
เพราะคนไทยแถวนี้เนี่ย มีหลายคนที่ค่อนข้างดูถูกคนกัมพูชา
คือด่าว่าโง่ ขี้เกียจ หรืออะไรเสียๆหายๆกันแบบตรงไปตรงมาเกินไป
ซึ่งผมว่ามันไม่ควรอ่ะ ถึงบางคนจะเป็นอย่างที่พูดก็จริง
แต่นี่ก็อยู่บ้านเขาเมืองเขา ... พอเยนดึงประเด็นนี้ขึ้นมาพูดถึง
ผมเลยรู้ว่า คนที่นี่เขาก็ค่อนข้างแคร์เรื่องนี้เหมือนกันนะ ...
From: Sokha Seng
ซกคาเป็นลูกน้องที่อายุมากกว่าผม 3 ปีครับ ...
ผมค่อนข้างลำบากใจในช่วงแรก เพราะกลัวว่าอายุผมที่น้อยกว่า
อาจจะทำให้การทำงานด้วยกันไม่ราบรื่นเท่าไรนัก ...
แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดีครับ
ซกคาเป็นคนที่มี analytical skill ค่อนข้างดีครับ
เวลาให้วิเคราะห์ตัวเลข จะทำได้ดีกว่าไอ้เยนพอสมควร
แต่จะติดในเรื่องของความคล่องตัวที่น้อยกว่า
และไม่ค่อยกระตือรือล้นที่จะ do it now สักเท่าไร ...
ซกคาเขียนมาให้ผม 2 เต็ม 2 หน้ากระดาษเลยล่ะครับ
ข้อดี -
- มีความรับผิดชอบในงานสูง ทั้งในงานส่วนตัวและงานของทีม
ดูแลทีมเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการ emotional support
และสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็ว
- เมื่อมีปัญหา คนในทีมสามารถเข้ามาคุยกับคุณได้ ซึ่งคุณก็ช่วยได้เป็นอย่างดี
แต่ถ้าปัญหามันเหนือบ่ากว่าแรง คุณก็จะเข้าไปคุยกับนายใหญ่โดยตรง
แทนที่จะปล่อยให้เราเข้าไปคุยเอง ซึ่งทำให้โอกาสในการเจรจากับเจ้านาย
ง่ายและราบรื่นกว่าให้เราไปคุย
- ตอนที่คุณมาทำงานแรกๆ ผมรู้สึกว่าคุณมีปัญหาเรื่องการใช้คำพูด
เพราะวิธีการพูดของคุณอาจจะทำให้คนโกรธ แทนที่จะให้เขาคิดว่า
คุณกำลังแนะนำเขาอยู่ ซึ่งในตอนนี้คุณพัฒนาขึ้นมาก คุณรู้จักวิธีการพูด
กับคนแต่ละประเภทให้ยอมรับและเข้าใจคุณ คุณอาจจะต้องเรียนรู้
ทางด้านจิตวิทยาเพื่อเข้าใจคนอื่นมากขึ้น
- คุณมีความเชื่อมั่นสูงในงานที่คุณทำ คุณเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำนั้นถูกต้องแล้ว
- คุณให้ความเคารพกับคนทุกคน ไม่ว่าจะอายุมากกว่า น้อยกว่าหรือเท่ากับคุณ
- คุณเป็นเจ้านายแต่ไม่ทำตัวเหนือกว่าพวกเรา คุณให้เรานับคุณเป็นพี่ชาย
แทนที่จะนับเป็นเจ้านาย เวลาร่วมงานกันเราจึงรู้สึกเป็นเพื่อนกัน และกล้าที่จะคุยกัน
- คุณทำงานเร็วมาก โดยเฉพาะการตัดสินใจ เวลาที่ต้องอนุมัติเอกสาร คุณมักจะเซ็นทันที
เวลาที่มีงานตัวอย่างมาให้ approve คุณก็มักจะไม่ติดขัดอะไร ซึ่งเรามักคิดไปว่า
คุณน่าจะเรื่องมาก หรือถามอะไรเรามากกว่านี้ก่อนจะอนุมัติ
- สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดในตัวคุณ คือการตรงต่อเวลา
คุณไม่เคยไปไหนช้ากว่าเวลานัด และคุณไม่เคยผิดคำสัญญาใคร
- คุณถามความเห็นของเราก่อนตัดสินใจทุกครั้ง ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่า
เราเป็นส่วนนึงของบริษัท และมีความสำคัญต่อบริษัท
ข้อเสีย -
- บางครั้งคุณก็ตัดสินใจเร็วเกินไป คุณน่าจะคิดหน้าคิดหลัง
ก่อนจะตัดสินใจหรืออนุมัติเอกสารอะไรลงไป
- คุณไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเท่าไร ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ใช่ความผิดคุณ
- บางช่วงคุณไม่ค่อยมีงานให้เราทำ แต่เราก็เข้าใจเพราะคุณก็ยังใหม่
- คุณไม่ค่อย feedback ว่างานของเราเป็นยังไงบ้าง
เออ อันนี้สะใจดีครับ อะไรที่อยากสั่งอยากสอนก็เขียนมาเลย
ชอบครับ ...พอดีเป็นคนโรคจิตซาดิสม์ ชอบให้คนด่าเยอะๆ
เปิดไฟล์มาผมก็ลากลงมาดูตรงข้อเสียก่อนเลย ข้อเสียต้องรีบปรับปรุง
แต่ข้อดี เอาไว้ฟังตอนไหนมันก็หอมหวานเหมือนกันแหละ...
เรื่องอนุมัติเอกสารอะไรพวกนี้ จริงๆผมก็ไม่ค่อยละเอียดเท่าไรอย่างที่เขาว่า
แต่ส่วนมาก ผมมักจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าเป็นเรื่องเงิน
ก็จะไม่ใช่จำนวนมากมายมหาศาลนัก ผมเลยมักจะปล่อยผ่านเสมอน่ะ
เรื่องที่บางช่วงไม่ป้อนงานให้ อันนี้ก็จริงครับ แต่เป็นเพราะว่างานบางอย่าง
ผมไม่สามารถปล่อยให้เด็กทำได้ เพราะมันยากและซับซ้อนมากๆครับ
ถ้าให้ทำแล้วต้องมานั่งแก้กันใหม่อีก ไม่มีทางเสร็จทัน ...แต่ต่อจากนี้ไป
ผมจะต้องพยายามปล่อยงานให้เด็กทำกันมากขึ้น เราจะได้สบายขึ้นครับ
--------------------------------------------------------------------------
Special Thanks
- ขอบคุณพี่น้องชาว exteen ทุกท่านที่เป็นกำลังใจให้ตลอด 6 เดือน
ช่วงที่ทำงานที่นี่ ผมเข้ามาอ่านและเขียนบล๊อคใน exteen ทุกวันเลยครับ
- ขอบคุณพี่คิง สำหรับทริปแบ๊คแพ๊คดิบเถื่อนที่เวียดนาม พี่แม่งเจ๋งมาก...ไว้ไปญี่ปุ่นกันนะพี่
- ขอบคุณพี่ใหญ่ นายที่กรุงเทพฯของผม ที่ให้ความช่วยเหลือผมตลอดเวลาที่มีปัญหา
- ขอบคุณพี่ยา เลขาที่น่ารักใจดีของผม ที่ช่วยจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้ทุกครั้ง
- ขอบคุณนายใหญ่ทุกท่าน ที่ขึ้นเงินเดือนพิเศษและให้โบนัสสูงลิ่วตอนปลายปี
- ขอบคุณพี่ชัย พี่กมล ที่มาร่วมหัวจมท้ายที่นี่ด้วยกัน ทำให้หายเหงาขึ้นเยอะเลยครับ
- ขอบคุณพี่ตุ่ย พี่ชายที่แสนดี ที่ดูแลและเป็นห่วงตลอดเวลา รวมทั้งพาไปอโคจรสถานเป็นประจำ
- ขอบคุณพี่ๆที่ออฟฟิศพนมเปญทุกคน ที่ดูแลน้องคนนี้มาตลอดหกเดือนครับ
- ขอบคุณพี่ๆคนไทยทุกคนในพนมเปญ ที่ให้ความช่วยเหลือและความอบอุ่นเป็นอย่างดี
- ขอบคุณป่าป๊า หม่าม้า ที่บอกให้สู้และอดทนจนงานเสร็จ ...
- ขอบคุณทุกคนมากๆครับ...
แต่คุณเต่าก็ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ เลยนะครับ การได้รับความยอมรับจากคนอื่นๆ ก็แปลว่าการทำงานของเราได้สำเร็จลุล่วงไปกว่าเป้าหมายที่ควรจะเป็นแล้วนะ
วันนี้ ไม่มี 2. เหรอคะ
#1 By Jay on 2008-01-16 15:10