ความซวยไม่เคยปรานีใคร
posted on 24 Jan 2008 09:31 by bongtao in etc
1.
เขียนชื่อให้ฟังดูตลก แต่จริงๆวันนี้ตลกไม่ค่อยออกเท่าไร
ผมรู้สึกว่าช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเรื่องแย่ๆรอบตัวผมเยอะมาก
มีทั้งเรื่องความเจ็บป่วย อุบัติเหตุ และการสูญเสีย ...
มันเยอะมากจนรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูกครับ ...
จนมันเริ่มรู้สึกประหวั่นอยู่เล็กๆว่ามันเป็น sign บอกเหตุอะไรหรือเปล่า
ยิ่งมานับๆดู มันเยอะจนน่าเครียดว่ะครับ ทั้งๆที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวผมเลย
ที่สำคัญคือ เสียชีวิตในวันเกิดของเพื่อนผมคนนี้ด้วย ...
ผมได้ข่าวแล้วแล้วหดหู่มาก... เพื่อนผมคนนี้เรียนอยู่ที่อังกฤษ
ผมไม่รู้ว่าเขาจะได้กลับมาทันงานเผาหรือเปล่า เพราะได้ข่าวว่าพาสปอร์ตมีปัญหา
- แม่ของเพื่อนที่ไม่สนิทมากในคณะ เสียชีวิตเพราะเส้นเลือดในสมองแตก
ผมรู้จากชื่อใน MSN ของเพื่อนๆ แต่ยังไม่กล้าคุยกับเพื่อนคนนี้เลยครับ
- แม่ของรุ่นน้องที่ไปค่ายพะเยาด้วยกัน เสียชีวิตเพราะหกล้มในห้องน้ำ
น้องคนนี้เพิ่งเสียพ่อไปยังไม่ถึง 100 วันก็ต้องเสียแม่ไปอีกคน ...
- พี่ที่ออฟฟิศ ถูกคนเมาแล้วขับชนท้ายรถ Jazz พังยับทั้งคัน
ท่อนบนไม่เป็นอะไร แต่ท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปบาดเจ็บพอสมควร
- ฮีธ เลดเจอร์ ซึ่งเป็นดาราที่ผมชอบมากๆคนนึง
จากเรื่อง A Knight’s Tale และ Brokeback Mountain
(ผมชอบประโยค ‘I wish I knew how to quit you’ มากๆ
ตอนที่ดู Brokeback เป็นช่วงที่ผมโคตรอยากจะเลิกชอบคนคนนึงพอดี)
อยู่ดีๆก็ตายเสียอย่างนั้น ... น่าเสียดายจริงๆ
2.
เมื่อสองวันก่อน ผมกลับบ้านตอนเย็น กินข้าวอยู่เห็นแม่เงียบๆซึมๆ
แม่บอกว่าวันนี้ไม่สบาย อาหารไม่ย่อย และอาเจียนอีก 2 ครั้ง
แถมตอนกลางคืนมีไข้ขึ้นอีก ผมเดาว่าน่าจะเป็นอาหารเป็นพิษ
บอกให้ไปหาหมอก็ไม่ยอมไป ดื้อจริงๆ
เวลาแม่ไม่สบายทีไร ผมจะเป็นคนที่เครียดที่สุดในบ้าน
เพราะพื้นฐานผมก็เป็นคนคิดมากอยู่แล้ว เมื่อวานผมเลยไม่ค่อยมีกะจิตกะใจ
ตั้งสมาธิทำงานไม่ค่อยได้ คอยโทรเช็คเช้าเช็คเย็นว่าอาการแม่ดีขึ้นแล้วหรือยัง
ยังดีที่เมื่อวานกลับไป แม่ดีขึ้นแล้ว...ค่อยยังชั่ว
3.
ความซวยเริ่มลุกลามมาถึงตัวผม ...
ทุกวันนี้พอเลิกงาน ผมจะเปลี่ยนชุดไปวิ่งและเล่นฟิตเนสที่ยิมในออฟฟิศต่อ
ผมจะมีกะบะใส่ชุดกีฬาเตรียมไว้ 4-5 ชุดที่ท้ายรถ ผมก็จะเปลี่ยนชุดในรถเลย
เมื่อวานผมเอากระเป๋าโน้ตบุ้กวางไว้ที่ท้ายรถ โดยไม่ได้สังเกตว่า
แผงไฟท้ายด้านขวามันหลุดออกมาทั้งแผง พอผมออกกำลังกายเสร็จ
ก็ขับรถกลับบ้าน หลอดไฟบนแผงที่หลุดออกมามันก็เริ่มร้อนจัด
จนมาละลายกระเป๋าโน้ตบุ้กทะลุเป็นรูโบ๋ อุบาทว์มากๆ ...
กว่าจะมารู้อีกทีก็ตอนถึงบ้านแล้ว
กระเป๋าใบนี้ผมซื้อมาตั้ง 2,900 บาท แพงชิบหาย แต่อยากได้สุดใจ
เป็นกระเป๋าคู่บุญที่สะพายไปไหนมาไหนตลอดเวลาที่ต้องใช้โน้ตบุ้ก
เมื่อคืนเลยเล่นทำเอาผมเซ็งสุดๆเลย ...
แต่ในความซวย... ถ้าคิดดีๆ ก็เหมือนจะมีเรื่องดีๆแฝงอยู่เพราะ
- ผมไม่รู้ตัวว่าแผงไฟท้ายหลุด แสดงว่าทุกครั้งที่ผมตีไฟเลี้ยวขวา
รถคันข้างหลังก็จะไม่เห็นสัญญาณไฟ โชคดีมากที่ผมไม่เกิดอุบัติเหตุ
- ถ้าหลอดไฟมันจี้ทะลุเป้ลงไปอีกชั้นนึง จะเจอกระดาษเอกสารปึกใหญ่
ซึ่งเป็นข้อมูลวิจัยที่บริษัทผมจ่ายเงินไปครึ่งล้านกว่าจะได้ข้อมูลพวกนี้มา
ถ้าความร้อนเจอกระดาษ รับรองว่าชิบหายวอดวายไฟไหม้ทั้งรถแน่ๆ
ในนั้นมีเสื้อผ้าอีกหลายชุดด้วย ข้อนี้ถือว่าโชคดีมากๆ …
- ผมรื้อของในเป้ออกมาดู ไม่มีอะไรเสียหายเลย ทั้งตัวโน้ตบุ้ก
ที่มันทะลุลงไปไม่ถึง พวกสายชาร์จ เม้าส์ก็ไม่โดนเลย โชคดีชิบหาย
- หลอดไฟมันจี้ตรงแถบด้านข้างเป้ ใกล้ๆกับซิป โชคดีที่ซิปไม่ละลาย
ไม่งั้นคงได้ทิ้งเป้ทั้งใบแน่ๆ หรือถ้ามันจี้ตรงกลางเป้คงอุบาทว์สุดๆ
เสียหายแค่นี้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว
เขียนไปเขียนมา เริ่มไม่แน่ใจว่าจริงๆผมซวยหรือโชคดีกันแน่ ...
....แม่ผมเห็นผมหัวเสียหงุดหงิดเรื่องเป้ทะลุ เลยไปหยิบเข็มกับด้ายมาเย็บเป้ให้
ก็พอเนียนๆไปได้เหมือนกัน เห็นแม่นั่งเย็บแล้วความหงุดหงิดมันก็หายไปซะดื้อๆ ...
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน...
แม่คงเห็นผมสงบสติอารมณ์ได้แล้ว อยู่ดีๆก็พูดขึ้นมา
“แล้วม๊าจะคอยดู ว่าจะหาเมียเย็บผ้าเก่งๆแบบม๊าได้หรือเปล่า”
...
เป็นประโยคที่เจ๋งมากเลยนะคะ
ขอเอาไปใช้บ้างในบางโอกาสนะคะ
#1 By แพศยา ตาใส on 2008-01-24 09:42