กว่าจะได้ enjoy eating
posted on 05 Mar 2008 19:09 by bongtao in etc
1.
วิธีการหาความสุขแบบง่ายๆอย่างนึงของผมก็คือ “กินของอร่อย” ครับ
กลับมาเมืองไทยทีไร ต้องหาเรื่องไปกินของอร่อยตามซอกหลืบใน กทม.
ร้านที่เป็นขาประจำ ต้องหาเวลาไปกินอยู่เรื่อยๆก็เช่น ข้าวหมูแดงสามย่าน
ก๋วยจั๊บเยาวราช ข้าวหมกไก่สยาม คั่วไก่โรงพยาบาลกลาง ...โอว...สุดยอด
เวลาได้กินอาหารดีๆพวกนี้ ผมจะอิ่มเอมและมีความสุขออกนอกหน้ามาก
จนคนที่ไปกินด้วยมักจะบอกผมเสมอว่า ผมเป็นคนที่ดู enjoy eating กว่าใครอื่น
แถมกินเท่าไรก็ไม่อ้วน อยากกินอะไรก็ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังมากมาย
แต่ ... แต่... แต่...
ไอ้อาหารบางอย่างเนี่ย มันมักจะมีมารผจญมาขัดขวางการเอนจอยของผม
...ผมว่าไอ้อุปสรรควิบากกรรมพวกนี้แหละ ที่เหมาะกับคำว่า “มารคอหอย”
2.
หนึ่งในอาหารที่ทำให้ผมแฮปปี้ได้มากที่สุดก็คือ “ไอติม” นี่แหละ
ผมกินดะตั้งแต่ฮาเก้นดาซ สเวนเซ่นส์ แดรี่ควีน วอลล์ ไผ่ทอง ไปจนถึงไอติมตราลูกเสือ
ซึ่งผมพบว่า ผมมักจะกินไอติมโคนแล้วเนื้อไอติมมันหมดก่อนสุดโคน
โดยเฉพาะไอติมแบบ soft serve สีขาวๆของ KFC หรือ McDonald
ที่ไอติมมันจะไหลย้อยลงมาจากเครื่องกด อีคนขายนี่มันก็จะ “ปั้น” ไอติม
บิดม้วนเป็นเกลียวตั้งขึ้นรูปอย่างสวยงาม บางคนนี่ไม่ได้หมุนม้วนแต่มือ
แต่มันหมุนทั้งตัวส่ายสวิงจนผมงงว่ามันกำลังเล่นฮูล่าฮูปหรือกดไอติมกันแน่ 
ผลที่ได้ออกมาคือ ไอติมที่สูงตระหง่านประหนึ่งปราสาทคินคาคุจิ แต่พอกัดไปได้คำนึง
ความจริงก็ปรากฏครับ ... ไอติมแม่งกลวงโบ๋ส่องลงไปเห็นถึงตูดโคนเลย
หรือแม้แต่ไอติมสกู๊ปที่เป็นลูกๆ ที่กัดแง่มๆเต็มปากเต็มคำไปได้สักคำสองคำก็หมด
แต่ยังเหลือโคนกลวงๆคามืออยู่อีกเพียบ ...ทุกวันนี้ผมเลยต้องกินไอติมด้วยความอุบาทว์
คือพยายามใช้ลิ้นดันให้ไอติมมันไปอยู่ในโคนให้มากที่สุด แล้วค่อยกัดแบบเต็มคำ ...
เพียงเพื่อจะเลี้ยงเนื้อไอติมให้มันเหลือไปจนถึงคำสุดท้ายนั่นแหละ
(เขียนแล้วรู้สึกว่ามันอุบาทว์ใช้ได้เหมือนกันแหะ
)
เฮ้ย ...ทำเป็นเล่นไป สำหรับผมนี่ปัญหาใหญ่ระดับชาตินะเว้ย...
รู้จักมั้ยว่ามันไม่สุดน่ะ มันไม่สุด ... คล้ายๆขี้แล้วมันไม่สุดตูด
เวลาที่กินไอติมแล้วโยนปลายโคนแหลมๆคำสุดท้ายเข้าปากพร้อมไอติมที่เหลืออยู่
มันเป็นอารมณ์ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ ฟินาเล่โคตรๆสำหรับผมเชียวนะเว้ย
ผมอยากให้นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ ร่วมมือกับนักโภชนาการ
ช่วยตั้งสมการคำนวณให้หน่อยได้มั้ยครับ ว่าอัตราส่วนที่เหมาะสมในการกินไอติม
ระหว่างพื้นที่ผิวทรงกรวยของโคน กับ ปริมาตร และความหนาแน่นของไอติม
ซึ่งจะทำให้สามารถกินแล้วไอติมกับโคนหมดพร้อมๆกัน ควรจะมีอัตราส่วนเท่าไร
เพราะการกินไอติมที่มีโคนเหลือทิ้งเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สิ้นเปลือง
อันเป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน และปัญหาความอดอยากในทวีปแอฟริกาตอนล่าง
ซึ่งองค์กร WHO (World Homo เอ้ย... Health Organization) ควรให้ความใส่ใจโดยด่วน
เห็นมั้ยครับ ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ ที่ว่ามันเป็นปัญหาระดับโลกน่ะ...
3.
ผมเป็นคนที่มีปัญหากับการ “แกะ” มากๆครับ
นี่อาจจะเป็นสาเหตุนึง ที่ทำให้ผมไม่ชอบการผูก+มัด
ซึ่งของกินบางอย่างมันก็ทั้งผูกทั้งมัด ต้องผ่านวิบากกรรมมากมายกว่าจะได้กิน
อย่างแรกคือ หนังยางที่ผูกถุงน้ำจิ้ม ถุงขนม ถุงกับข้าวนี่แหละ
แม่ค้าบางคนคงเคยเป็นหัวหน้าหมู่เนตรนารี ยุวกาชาดสามปีซ้อน
สอบวิชาผูกเงื่อนทำคะแนนได้อันดับหนึ่งของหมู่ดอกพุทธรักษา ป.3/1
พอทำมาค้าขายก็เลยเอาความรู้เรื่องเงื่อนมาใช้ประกอบวิชาชีพให้เป็นประโยชน์
มัดหนังยางเป็นเงื่อนทุกประเภทที่ร่ำเรียนมา แต่ใจคอจะไม่ให้กูแดกเลยใช่มั้ยครับเจ๊ ...
ที่เจอเป็นประจำมักจะเป็นหมวดน้ำจิ้มครับ น้ำจิ้มข้าวมันไก่เอย น้ำจิ้มปอเปี๊ยะทอดเอย
เจ๊เล่นมัดซะตึงเปรี๊ยะ ถุงก็เล็ก จับลำบาก...จนผมต้องอาศัยทางลัดเอาส้อมจิ้มตูดถุง
แล้วเอามือบีบให้น้ำจิ้มมันไหลทะเล็ดผ่านรูเล็กๆออกมาอย่างทุลักทุเล
หรือบางทีหงุดหงิดนัก ก็กินแบบออนเดอะร๊อค ไม่ต้องจ้งไม่ต้องจิ้มแม่งเลย
อย่างที่สอง คือ ปีโป้...ปี๊ปี๊โป้ ปะปะปี๊ปี๊โป้ ไอ้เยลลี่ถ้วยละบาทในตำนานนี่แหละ
ผมเคยทำการทดลองส่วนตัว ด้วยการซื้อปีโป้มาหนึ่งถุงใหญ่ บรรจุ 30 ถ้วย
แล้วลองฉีกฝาถ้วยกินไปเรื่อยๆจนหมดถุง ด้วยทิศทางการฉีกและความเร็วคงที่
ผมพบว่ามีปีโป้ที่ศพสวยสามารถฉีกให้ฝาเปิดออกได้อย่างสวยงามแค่ 8 ถ้วย!
ที่เหลือล้วนแล้วแต่ตายอนาถ เพราะพยายามแกะยังไงก็แกะไม่ออก
สุดท้ายเลยใช้วิธีสะสมพลังลมปราณในนิ้วมือ แล้วบีบให้เยลลี่มันพุ่งทะลักเข้าปาก
ซึ่งเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก แม้วิธีกินจะดูถ่อยกว่า และศพปีโป้จะเละเทะกว่าก็ตาม 
ผมเคยคิดน้อยใจตัวเองตอนเด็กๆว่า กูคงอ่อนแอไปสินะ โตขึ้นเดี๋ยวกูก็มีแรงแกะได้เอง
ซึ่งก็คิดผิดครับ ตอนนี้โตเป็นควายแล้วก็ยังไม่สามารถแกะฝาปีโป้ได้อยู่ดี
นี่ถ้าต่อไปผมมีลูกแล้วทางผู้ผลิตยังไม่แก้ไขปัญหานี้อีก ผมจะเขียนจดหมายร้องเรียน
ส่งไปที่ สคบ. ฟ้องร้องบริษัทปีโป้ ข้อหารังแกลูกผม และทำร้ายจิตใจผู้บริโภค ...
อย่างที่สาม คือ น้ำเปล่าที่บรรจุแก้วพลาสติก
อันนี้ผมเข้าใจว่ามันถูกออกแบบมาให้กินด้วยการเอาหลอดเล็กๆเสียบ
แต่นึกภาพออกแมะ ว่าบางทีกูไปเล่นฟิตเนส วิ่งไปสี่กิโลเหนื่อยจะตายห่า
จะให้เอาหลอดเล็กๆเท่าท่อรังไข่มาเสียบดูดน้ำเหมือนนกฮัมมิ่งเบิร์ด จะทันใจกูแมะ...
คืออยากซัดโฮกอั้กๆๆๆๆอะครับ แต่ผมพบว่าบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ ไม่สามารถฉีกฝาได้ครับ 
ถึงมันจะมีลิ้นพลาสติกแล่บยื่นพอเป็นธรรมเนียม บอกใบ้ผู้บริโภคอยู่กลายๆว่า “มึงจะฉีกก็ได้นะ”
แต่เอาเข้าจริง,ความเป็นไปได้แทบจะเป็น 0% เลยครับ เลยต้องทนดูดด้วยหลอดต่อไป
(กรณีนี้ยกเว้นน้ำที่เสิร์ฟบนเครื่องบินครับ ที่เคยกินมาพบว่าฉีกง่ายมากๆทุกสายการบิน
ผมจึงไปศึกษาหาข้อมูลอย่างจริงจัง พบว่าต้นเหตุปัญหาอยู่ที่กาวที่ใช้ซีลฝาพวกนี้
ซึ่งมันจะมีกาวประเภทนึง ที่ติดแน่น แต่สามารถแกะได้ง่าย แต่มันแพงกว่า
พวกของกระจอกๆก็เลยลดต้นทุนใช้กาวห่วยๆ เป็นวิบากกรรมของผู้บริโภค
พวกสายการบินเค้าต้องป้องกันไม่ใช้เกิดการหกเลอะเทอะ เลยลงทุนเรื่องนี้เป็นพิเศษ)
4.
เขียนเรื่องของกินแล้วก้อหิวว่ะครับ ทุ่มกว่าแล้ว เดี๋ยวแวะไปซื้อ “ไก่มะนาวแสบ”
ที่ KFC สาขาคาร์ฟูร์ใกล้บ้านดีกว่าครับ มันตั้งชื่อได้ถูกใจผมมากเลยว่ะ
คนเซี้ยวๆย่อมเหมาะกับอะไรที่มันแสบๆครับ เข้ากันที่สุด
ปล. นายผมเพิ่งมอบหมายงานอีกชิ้นให้ผมครับ
นั่นคือการไปสำรวจตลาด “บังคลาเทศ” ... โอ้ว มายบุ้ตด้า ...
นี่ชีวิตกูจะไม่ได้เจอกับความเจริญศิวิไลซ์แล้วใช่มั้ยเนี่ย
นี่ยังดีที่เป็นงาน ad hoc ไปครั้งเดียวจบครับ ถ้าให้ไปเป็น expat
ท่าทางจะเซี้ยวไม่ออกว่ะ กลัวไปเซี้ยวใส่มันแล้วมันเอาโรตีตบปากผม
เพิ่งซื้อของกินมาเต็มไม้เต็มมือ
อ่านแล้วทำให้อยากยัดทั้งหมดลงท้องไปในคราเดียวเชียว...
#1 By -Press F5- on 2008-03-05 19:31