7 สสารโคตรฮ๊อตในวงการการตลาดตอนนี้
posted on 12 Mar 2008 13:41 by bongtao in etc
ไม่ได้เขียนบล๊อคเกี่ยวกับการตลาดมานาน
วันนี้เอาสักดอกก็ดี พอดีช่วงนี้กำลังหมกมุ่นในการหาจุดขาย
สินค้าตัวนึงที่ผมดูแลแบรนด์อยู่ แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออกเสียที
เพราะปูนซิเมนต์เป็นสินค้า commodity ที่ไม่ใช่ว่าโฆษณาตู้มต้ามออกไปแล้ว
คนมันจะวิ่งออกไปซื้อมาสร้างบ้านกันทันทีซะที่ไหนละเนอะ...
นี่ถ้าโฆษณามันกระตุ้นดีมานด์ได้รวดเร็วทันใจขนาดนี้แล้วละก็
ป่านนี้มันคงมี ปูนซิเมนต์รสโยเกิร์ตบลูเบอรี่ หรือ คอนกรีตผสมคอลลาเจนไปแล้ว
ที่สำคัญคือ ปูนซิเมนต์มันเป็นสินค้าที่ “คนซื้อไม่ได้ใช้
คนใช้ไม่ได้ซื้อ”
โดยเฉพาะที่เขมรนี่ก็ไม่เหมือนที่บ้านเรา เพราะเจ้าของบ้านจะเป็นคนจ่ายเงินซื้อปูน
แต่ก็มักจะโดนผู้รับเหมาล่อลวงชักจูงใจ (influence) ก่อนจะเดินออกไปซื้อ
พอไปซื้อกลับมา ก็มาโยนให้ช่างใช้ ... เออ แล้วจะขายของใครดีเนี่ย
ได้จุดขายขึ้นมา ก็ยังต้องมาคิดต่ออีกว่าจะบอกใคร คนซื้อ หรือคนใช้ ???
เหตุเกิดเมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนที่ยังอยู่เมืองไทย
ได้เห็นสินค้าและโฆษณาบางตัว ซึ่งสร้างอัศจรรย์ใจแก่ข้าพเจ้ามากๆ
โดยเฉพาะจุดขาย และ reason-to-believe ของสินค้าสมัยนี้
ต้องยอมคารวะฝ่ายการตลาดของ consumer product สมัยนี้จริงๆ
ไม่รู้มึงจะคิดสรรหาอะไรมา “ยัด” ลงไปได้เยอะแยะไปหมด
จนถึงตอนนี้ มีสสารบนโลกที่อยู่ดีๆก็เอามายัดใส่สินค้าให้เรากิน ให้เราใช้
แล้วก็กลายเป็นจุดขาย ขายดีเทน้ำเทท่า รวมกันแล้วหลายสิบชนิด
วันนี้จะขอหยิบแค่ “ตัวแม่” ที่เขาใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองมาแค่
7 อย่างก็พอ
อันดับ 7 – อะโลเวร่า
อันนี้นี่สดๆร้อนๆ เพิ่งเห็นโฆษณานี้ในโรงหนังเมื่อตอนไปดูหนังเรื่อง The Mist
มันคือโฆษณา “กระดาษทิชชู่ คลีเนกซ์”
สูตรใหม่ !!!
สูตรนี้มีความพิสดารคือ มันผสมอะโลเวร่า
และวิตามินอี ลงไปในเนื้อกระดาษด้วย
เขาบอกว่าเป็นกระดาษที่ผลิตมาเพื่อใช้ในการแต่งหน้าโดยเฉพาะ โอ้วเย้สสสส
ก็จริงอะนะ แค่ฟังชื่อก็รู้สึกได้แล้วว่าผลิตมาเพื่อความสวยงามจริงๆ
นี่แสดงว่าต่อจากนี้ไป แค่ผมเอากระดาษมหัศจรรย์ยี่ห้อนี้ลูบหน้าสามปื้ด
หน้าผมก็จะใสนวลเนียน ผ่องใสไร้ร่องรอย เพราะสารอาหารทั้งหลาย
มันจะแผ่ซึมซาบจากกระดาษทิชชู่ตรงลงไปสู่ผิวหน้าเลยเหรอนั่น สุดยอดเหอะ!
จะใช้ได้ผลดีหรือไม่ยังไง อันนี้ไม่ทราบ...
แต่เคสนี้ถือว่าเป็นความโชคดีในด้านภาษา เพราะคำว่า “อะโลเวร่า”
มันฟังดูสวยงาม กระแดะตอแหลมากๆ ทั้งๆที่ชื่อไทยของมันคือ “ว่านหางจระเข้”
ลองนึกภาพสิครับ กระดาษผสมว่านหางจระเข้ ... มันคงให้ความรู้สึกประมาณว่า
กูใช้แล้วกูจะหน้าแหกเหมือนโดนจระเข้ฟาดหางมั้ยนั่น ...
อันดับ 6 – ไซลิทอล
เมื่อคืน, ระหว่างยืนต่อแถวจ่ายเงินที่
lucky supermarket
ข้างๆแคชเชียร์ มันก็จะมีสินค้าประเภท impulse คือพวกที่ซื้อแบบไม่ได้วางแผนมาก่อน
ก็ได้แก่พวกลูกอม หมากฝรั่ง ชอคโกแลต ถุงยางอนามัย จุกจิกเต็มไปหมด
ก็เลยสังเกตเห็นว่า ตอนนี้หมากฝรั่งทุกยี่ห้อมันต้องมีไซลิทอล
ที่สำคัญคือ ต้องทำแพคเกจให้ดูดี เป็นประกาย เมทัลลิก ทรงคุณค่าเหลือเกิน
จำได้ว่าไซลิทอลถูกเอามาใช้ใส่เป็นสารให้ความหวานในหมากฝรั่งมาสักพักแล้ว
ซึ่งคุณสมบัติของมันคือ ไม่ทำให้ฟันผุเหมือนน้ำตาล และเหมือนจะช่วยซ่อมแซมฟันให้อีกแน่ะ
หมากฝรั่งก็เลยพัฒนาจากของที่กินแล้วไม่ดีต่อสุขภาพปาก มาเป็นของเพื่อสุขภาพ
แถมชื่อมันก็ดูเท่ Xylitol โอ้ว ... เฟี้ยวมากเหอะ
สะกดด้วยตัว X นำหน้า
ชื่อก็ฟังดูเท่ ... หยั่งงี้ต้องรีบจับยัดใส่เข้าไปอย่างด่วนเลย
แต่พอดีผมเป็นคนที่ไม่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่งเลยครับ
เพราะผมรู้สึกว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งตอนที่มันไม่หวานแล้ว มันแหยะปากไปหน่อย
แถมต้องลำบากไปหาที่คายทิ้งอีก ดังนั้น ไม่ว่ามันจะใส่สารอะไรลงไป ผมก็ไม่เคี้ยว
ยกเว้นแต่ว่าจะเป็นหมากฝรั่งที่หวานได้ยาวนาน 3 ชั่วโมง อันนี้เริ่มน่าสน...
อันดับ 5 – Q10 (คิวเทน)
ไอ้เจ้านี้เป็น coenzyme ตัวนึงที่ชื่อเต็มๆว่า
Coenzyme Q10
ผมจำได้แม่นว่า แบรนด์แรกในไทยที่เอามันเข้ามาใส่คือ Nivea
for Men
แต่จำไม่ได้แล้วว่ามันเอามาใส่คือสินค้าตัวไหน ...
เพราะช่วงปีสองปีนี้ Nivea มันทำโฆษณาออกมาประมาณ 30
สินค้าได้
พักหลังยิ่งมี โรลออนจั๊กกะแร้ขาวสำหรับผู้ชาย ยิ่งทำให้เสื่อมศรัทธาลงทุกวัน
แล้วคิวเทนดียังไง? เขาบอกว่าใช้แล้วมันทำให้หน้าเด้ง
ใช้แล้วฟื้นฟูความเสื่อม+โทรมใบหน้าให้ดูกระชับ เต่งตึง ---เขาว่างั้นนะ
แต่ผมก็ไม่เคยใช้หรอก เพราะผมไม่ใช่ Target ของแบรนด์นี้
ฮ่าๆ
ผมใช้ของที่แพงกว่า Nivea แต่ไม่ต้องอวดอ้างสสารอะไรทั้งนั้น
แถมใช้ไปแล้วรู้สึกความเสื่อม+โทรมบนใบหน้าลดลงจริงๆด้วย
นี่ล่าสุดก็เห็น รังนกสก๊อต ก็เอา Q10 เข้าไปใส่ผนึกกำลังกับคอลลาเจนด้วย
แถมเป็น Q10 สายพันธุ์ใหม่ล่าสุด เพราะมันคือ Nano
CoQ10
โอ้วเย้ส มีนาโนด้วย นี่แปลว่ามันเป็น Q10 ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ
ถึง 10-9 เท่า สามารถซึบซาบเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็วกว่าปกติแน่ๆเลยว่ะ
พอมีนาโนแล้วยิ่งรู้สึกว่ามันดูอินเทรนด์กิ๊บเก๋เดิ้นเด้งเข้าไปใหญ่เลยนะเนี่ย
ยิ่งไปกว่านั้น, เดี๋ยวนี้ใน 7-11 มันมีเครื่องดื่มหน้าตาประหลาดๆ
ขวดกระจิ๋วเดียวตั้ง 30-40 บาท บรรจุสารอาหารเพิ่มความสวยอยู่ 18 ชนิด
ไม่รู้จะเคยมีใครซื้อกินหรือเปล่า อยากรู้ว่ารสชาติเป็นไง
แต่ถ้ากินแล้วสวยจริงก็คงดีครับ
เพราะคงจะกลายเป็นคนสวย รวย แต่โง่ ผู้ชายโคตรชอบเลยครับ
ถ้าจำไม่ผิด เครื่องสำอาง “ไฮโซลีน่า”
เขาก็ใส่ Q10 ลงไปเหมือนกันนะ
แต่งานนี้จะใช้แล้วหน้าผี หรือหน้าคน หรือหน้าเหมือนคนขาย ลองเอาเองละกัน
อันดับ 4 – ซีรั่ม (serum)
ตอนที่เห็นสารนี้ออกมาในโฆษณาเป็นครั้งแรกก็รู้สึกตะลึงมากๆ
เพราะนับว่าเป็นการนำความรู้วิทยาศาสตร์ ป.4 + สปช. ป.3
มาผสมผสานกับการบิดคำอีกเล็กน้อย จึงสามารถนำ “เซรุ่ม”
ที่เอาไว้รักษาพิษงูกัด เอามาดัดเป็น “ซีรั่ม” ใส่เครื่องสำอางได้ซะงั้น
พูดถึง “ซีรั่ม” ผมจะนึกถึงของเหลว
เหนียวๆเหนอะๆเหลืองๆ
เพราะมันติดภาพตอนที่ดูเค้ารีดพิษงูในช่อง animal planet
มาแต่เด็ก
เข้าใจว่าคำว่า “ซีรั่ม”
คงให้ความรู้สึกถึงความเข้มข้นของสารสกัดได้ชัดเจน
ซึ่งก็คงมีทั้งซีรั่มสกัดมาจากสมุนไพร 20,000 ชนิดจากป่าอเมซอน
หรือซีรั่มสกัดมาจากเบอร์รี่ 8 ประเภท ...ออกมาเป็นของเหลวเหนียวๆข้นๆ
เอามาทาหน้าแล้วให้ความรู้สึกสวยขึ้นมาทันตาเห็นทีเดียวเชียว
อันดับ 3 – โอเมก้า 3
หยุดครับ... ใครอ่านโอเมก้าสาม ...ต่ำมาก...
มันต้องอ่านว่า “โอเมก้าธรี” เท่านั้นครับ เค้าบอกว่ากินแล้วฉลาด ความจำดีล่ะ
ไอ้พวกนมผงที่ให้เด็กทารกมันก็เลยใส่มันเข้าไปครับ ใส่เข้าไปเยอะๆเลย
กินแล้วเด็กมันจะได้โตขึ้นมาเป็นเด็กฉลาด แล้วใส่สารอาหารเพิ่มไปสัก 28 ประเภท
ผมเคยไปยืนนับเลยครับ ว่านมผงเด็กสมัยนี้มันแข่งกันที่จำนวนสารอาหารจริงๆ
ยี่ห้อไหนใส่เยอะสุด ก็ชนะเลิศได้ถ้วย เป็นขวัญใจคุณแม่สมัยใหม่ทันที
ทั้งๆที่สารอาหารบางอย่างแม่งเป็นโค้ดอะไรก็ไม่รู้ เกิดมาไม่เคยได้ยิน
แต่ฝ่านการตลาดคงเห็นว่า โอเมก้า 3 มันฟังดูเท่ๆ
คล้ายๆชื่อยี่ห้อนาฬิการาคาแพงด้วย
ฟังดูแล้วฉลาดใช้ได้ ก็เอาเลย ลูกกูได้ฉลาดแน่ๆ ... ปรากฏว่าฮิตติดตลาดอีกแน่ะ
จริงๆ โอเมก้า 3 มันเป็นกรดไขมันประเภทนึงที่มีเยอะในปลาทะเล
ลองเข้าไปอ่านรายละเอียดจริงๆจังๆ ก็ดูแล้วจะมีประโยชน์เยอะจริงๆ
แต่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับระบบหมุนเวียนเลือด และระบบหัวใจ
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความฉลาดเลยแม้แต่น้อย ...แต่เอาเถอะ ...
ถ้ากินแล้วความจำดีจริง ก็คงเหมาะกับเด็กสมัยนี้ทีเดียวแหละ
เพราะวันๆเอาแต่ท่องๆจำๆ ไม่ต้องคิดวิเคราะห์อะไรเท่าไรหรอก
จำหน้าคนได้เยอะๆ ก็จับไปออกรายการลุงปัญญา ได้เงินถุงเงินถังมาให้แม่ใช้
เห็นมั้ย คุ้มจะตาย...
อันดับ 2 – คอลลาเจน
มาแล้ว!!! ตัวแม่มาแล้วครับ !!!
ไอ้คอลลาเจนตอนแรกมันก็ยังอยู่ในวงการเครื่องสำอางอยู่นะ
แต่พอมาปีสองปีนี้ มันบุกมาถึงวงการอาหารและเครื่องดื่มแล้ว
นี่นับว่าเป็นตัวแม่ของจริง เพราะมันใส่ลงไปได้ทุกอย่างที่จะคิดได้
ส่วนคุณสมบัติก็กระชับได้ใจความมาก นั่นคือ “กินแล้วสวย”
ไอ้คนซื้อก็หลับหูหลับตาซื้อกันไปเถอะ ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
ว่าไอ้ของกินที่มันใส่ไปเนี่ย มันดูสมเหตุสมผลขนาดไหนที่จะสวยได้
มันเริ่มตั้งแต่ ใส่ลงไปในวุ้นให้น้องพอลล่าเคี้ยว “คอลลีเจล”
แล้วก็เริ่มลุกลามไปใส่ปลาเส้นทาโร่ เอาไปใส่ลูกอมโอเล่ เอาไปใส่ซุปไก่ซุปกา...
โห แต่ละอย่าง ... มึงกินแล้วจะสวยจริงๆเหรอวะ
อุดมไปด้วยน้ำตาล ไขมัน และแป้งกันขนาดนั้น สวยไหวเรอะนั่น
กลัวว่าต่อไป ถ้ามันลุกลามไปถึงผ้าอนามัยเหมือนชาเขียว มันจะโฆษณากันว่าอะไรเนี่ย
คอลลาเจนที่ซึมอยู่ในทุกอณูจะทำให้น้องจิ๊มิ๊ของคุณกระชับ เต่งตึง ดูมีน้ำมีนวล
เป็นสีชมพูดูมีเลือดฝาด ... โอ้ว ... นวัตกรรมสุดๆเหอะนี่
อันดับ 1 – แพลตินั่ม
ไอ้นี่ถ้าไม่ยกให้เป็นเบอร์หนึ่งก็ไม่รู้จะให้อะไรแล้ว...
ถึงมันจะไม่ได้เอาไปผสมลงในพลาสติกที่ใช้ทำบัตรเครดิตโดยตรงก็เถอะ
แต่ถ้ามันมีคำว่า platinum พิมพ์อยู่บนบัตรแค่นั้น
ก็จะสร้างความเลอค่าขึ้นมาเป็นกอง
ฟังดูแล้วรู้สึกได้ว่ามีสิทธิเหนือระดับ เป็นอภิสิทธิ์ชนในสังคมกันสุดๆ
ไปห้างฯ ไปโรงแรมก็มี Valet Parking สำรองที่จอดรถให้เป็นพิเศษ
ไปช้อปปิ้งก็มีส่วนลด top up เกินหน้าเกินตาชาวบ้านเขา
สมัยก่อน บัตรเครดิตที่สามารถพกไว้เชิดหน้าชูตาได้ ต้องเป็นบัตรทองเท่านั้น
แต่ทำไปทำมา บัตรทองก็เริ่มจะเกร่อ ใครๆก็มีได้ ก็เลยต้องหาแร่ธาตุสสารอื่น
ที่มันสามารถแสดงมูลค่าที่ยิ่งใหญ่ เอาชนะทองคำได้ ...ทองคำขาวไง!!!
ประมาณว่าทองคำขาวมันเป็นแร่ธาตุที่แพงกว่า หายากกว่าทองคำ
ดังนั้น บัตรแพลตินัมมันก็ต้องดูมีคุณค่ามากกว่าบัตรทองไปในทำนองเดียวกันด้วยสิ
พอเริ่มติดตลาด บัตรทุกยี่ห้อก็ต้องออกบัตรแพลตินัมมาแย่งลูกค้ากันยกใหญ่
จนพักหลังรู้สึกว่าเริ่มเกร่อ มนุษย์เงินเดือนต๊อกต๋อย เงินเดือนสองสามหมื่นกว่าก็มีได้
จนบางค่ายยังต้องแตกบัตร platinum ซอยเป็นเกรดย่อยๆ
อีกประมาณว่า
มีแพลตินัมแบบรากหญ้า แพลตินัมแบบรวยจริง แพลตินัมแบบรวยโคตรๆ
เช่น HSBC ก็จะมี Platinum Premiere
เป็นบัตรแพลตินัมที่อลังการสุดยอดที่สุด
หรือ Citibank ก็จะมี Platinum Select ที่ต้องเงินเดือนหลักแสนเท่านั้นถึงจะมีได้
เชื่อผมไหม, ต่อไปมันคงจะมีบัตร Diamond ออกมาข่มแพลตินัมกันอีกขั้นนึง
เพราะเพชรมันถือว่าเป็นอะไรที่เลอค่าที่สุดบนโลกนี้แล้วล่ะ
ล่าสุด, วันก่อนผมอยากมีบัตรเครดิตอีกใบ โดยไม่สนใจว่าจะเอาโปรโมชั่นมากมาย
ก็เลยเลือกของค่าย KTC เพราะว่ามันไม่คิดค่าแรกเข้า
ไม่คิดค่ารายปี ไม่มีเงื่อนไข
ปรากฏว่า KTC มันแตก segmentation บัตรออกมาประมาณ
30-40 แบบ
เห็นโบรชัวร์แล้วยืนตะลึงอึ้งแดกไปนานสามวิ เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหน
มีทั้งบัตร co-brand กับโรงพยาบาล สายการบิน โรงแรม สปา
ประกันภัย
มีบัตรสำหรับคนรักรถ แบ่งเป็นยี่ห้อ บัตรคนชอบดำน้ำ บัตรตุ๊ด (KTC I am)
แถมยังมีแบ่งเป็น platinum และ titanium (ซึ่งออกมาทีหลัง และฟังดูดีพอๆกัน)
สุดท้าย ไม่รู้จะเลือกอะไร เพราะไม่มีใบไหนตรงกับไลฟ์สไตล์ตัวเองสักอย่าง
ผมเลยเลือกบัตรดำน้ำแบบ platinum ไป เพราะบัตรมันมีรูปน้องปลาเต็มไปหมด
ให้อารมณ์รักน้ำ รักปลา รักซากุระ ...เอาเลยครับ ชอบ!
ตอนแรกก็ยังสงสัยว่า แล้ว platinum กับ titanium มันต่างกันตรงไหนวะ
เพราะดูรายละเอียดโปรโมชั่นแล้วก็รู้สึกว่าไม่ได้ต่างอะไรมาก ก็เลยได้คำตอบชี้ชัด
ว่า platinum จะเป็นบัตรของค่าย VISA แต่
require รายได้ที่ 7 หมื่นบาท/เดือน
ส่วน Titanium จะเป็นบัตรของค่าย Mastercard และ require รายได้ที่ 4 หมื่นบาท/เดือน
ไอ้ผมน่ะ ไม่ได้สนใจสิทธิเหนือระดับบ้าบออะไรของบัตรแพลตินัมหรอก
แต่ผมอยากได้บัตรของ VISA เพราะมันเป็นบัตรที่เป็นที่ยอมรับมากที่สุดในโซนเอเชีย
ถึงเงินเดือนในระบบ payroll ที่มีเอกสารยืนยันจะไม่ถึง 7
หมื่นบาท/เดือน
แต่ถ้าดูในสมุดบัญชี ที่มีเบี้ยเลี้ยงโอนเข้ามาแล้วมารวมๆกันต่อเดือนก็พอผ่านเกณฑ์อยู่
แต่เขาจะอนุมัติหรือไม่ ก็แล้วแต่เถอะ ... ไม่มีก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตลำบากอะไร
ตอนนี้ Platinum ก็มาแล้ว Titanium มันก็มาแล้ว...แล้วแร่ธาตุไหนจะเป็นรายต่อไปแล้ว
ถ้าให้ผมเดา, ต่อไปมันคงจะมี ...
บัตรแคลเซียม มีโปรโมชั่นส่วนลดคลินิคทันตกรรม 300 ร้านทั่วประเทศไทย
บัตรไนโตรเจน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส สำหรับเกษตรกรชาวไร่ชาวสวน
บัตรสังกะสี เป็นบัตรเครดิตสำหรับคนกลุ่มรากหญ้า รายได้ต่ำ
เผลอๆสักพักมันคงขุดมาหมดทั้งตารางธาตุเลยแหละ ก็รอคอยดูกันต่อไปนะ


ธาตุที่ซุปเปอร์แมนแพ้
หรือ บัตร ไทเบอร์เรี่ยม จาก cc
#1 By riddler on 2008-03-12 13:52