มนุษย์เงินเดือน ออน เดอะ บีช (อีกรอบ)
posted on 16 Mar 2008 21:09 by bongtao in cambodia
1.
คืนวันศุกร์ลมเย็นคืนหนึ่งที่ร้าน FCC ---
ร้านนั่งดื่มที่ดีที่สุดในพนมเปญ
พวกเราชาว expat เสนอความเห็นว่า
เราควรจะไปเที่ยวต่างจังหวัดกันเดือนละครั้ง
...เราหมายถึง ต่างจังหวัดของกัมพูชา ...
คืนนั้นเราคงเมาแซงเกรียกับเบียร์พอควร และทุกอย่างก็เกิดขึ้นเร็วมาก...
ผมจำไม่ได้ว่าใครพูดอะไร จำได้แค่ว่าไม่มีใครคัดค้าน...
2.
หลังจากที่ทริปแรกเราไปเที่ยวทะเลแกป
ครั้งนี้เราตัดสินใจจะไปทริปใหญ่กว่าเดิมสักหน่อย
ตอนแรกนายผมชวนนั่งรถทัวร์จากพนมเปญข้ามไปโฮจิมินห์
ซึ่งผมกับพี่คิงเลยไปมาแล้วเมื่อปีก่อน เราจึงแอบวางแผนลับๆกัน
ว่าเราจะไปเล่นน้ำทะเล กินอาหารทะเลที่สีหนุวิลล์กันแทนดีกว่า
แต่ปรากฏว่า นายผมติดภารกิจงาน Thailand Exhibition ที่พนมเปญ
นายผมเลยบอกว่า โฮจิมินห์เอาไว้วันหลัง ครั้งนี้เอาแค่สีหนุวิลล์ก่อน!
เออ ...งั้นก็ดีเลย ...เข้าแผนเป๊ะ 
3.
ผมขนของมาอยู่เขมรครั้งนี้แบบไม่ได้ตั้งใจว่าจะอยู่ยาว
เพราะผมจะมีประชุมที่กรุงเทพฯวันที่ 18 นี้
ผมก็ขนเสื้อผ้ามาไม่เยอะ
นอกจากเสื้อเชิ้ตสำหรับทำงานแล้ว ก็มีแค่เสื้อโปโลกับกางเกงยีนส์อีกตัว
ผมไม่มีกางเกงว่ายน้ำ ไม่มีแม้แต่กางเกงขาสั้นสำหรับเที่ยวทะเลด้วยซ้ำ
ก็ผมเตรียมตัวแค่มาทำงาน ... แต่ไม่ได้เตรียมตัวมาเที่ยว!
วันเสาร์, ก่อนผมจะเดินทาง ผมแว้บออกจากออฟฟิศไปตลาด
ซื้อกางเกงขาสั้นอารมณ์บิลลาบองมาตัวนึง (ครั้งที่แล้วที่เราไปแกปกัน
พี่คิงใส่กางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบไปเที่ยว ผมเลยกัดแกซะเละเทะ
ว่ามีใครกันเขาแต่งตัวเท่ ใส่รองเท้าผ้าใบแบบนี้มาเที่ยวทะเลกัน ??)
แวะแลกเงิน US$ เป็นเงินเรียลใบใหม่ๆ
เพราะกะว่าจะเล่นไพ่เต็มที่
รวมถึงแวะ lucky supermarket เพื่อซื้อของกินและของจำเป็นบางอย่าง
สีหนุวิลล์อยู่ห่างจากพนมเปญ 230 กิโลเมตรโดยประมาณ
ใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว 4 ชั่วโมงเศษๆ
(เฉลี่ยความเร็ว 60 km/hr เอง)
เหตุที่ไปเร็วกว่านี้ไม่ได้ก็เพราะ สีหนุวิลล์เป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของเขมร
บนถนนสายเลข 4 นี้จะเต็มไปด้วยรถคอนเทนเนอร์คันใหญ่วิ่งเต็มไปหมด
และถนนสายเลข 4 ก็เป็นแค่ถนนเลนเดียวรถสวนกันไปมา ...
ถ้าอยากไปถึงทะเลโดยสวัสดิภาพ, เราควรจะค่อยๆขับ ค่อยๆแซง...
สำหรับใครที่อาจจะมีโอกาสมาเที่ยวสีหนุวิลล์ ผมขอแนะนำอะไรนิดนึงครับ
หลังจากขับออกมาประมาณ 100 กิโลฯ จะมี “ศาลยายเมา”
เป็นคล้ายๆศาลเจ้าที่เจ้าทางขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมถนนสายสี่
ขอแนะนำให้ลงมาไว้ศาลนี้กันหน่อยครับ เพราะเป็นศาลที่ศักดิ์สิทธิ์
และคนกัมพูชาก็ให้ความเคารพกันมาก รถส่วนใหญ่จะจอดลงมาไว้กันทั้งนั้น
หลังจากนั่งกันตูดแข็งมาสี่ชั่วโมง แทนที่จะมุ่งหน้าไปเช็คอินหรือไปทะเล
เราก็ไปที่ตลาดกันก่อน แต่ตลาดกัมปงโสมเพิ่งโดยไฟไหม้ไปเมื่อเดือนก่อน
ตอนนี้สภาพตลาดชั่วคราวเลยเละเทะและดูไม่ค่อยจืดเท่าไร
เราไปช้อปปิ้งอาหารทะเลกันครับ...
ในตลาดจะมีอาหารทะเลสดๆ ชนิดที่เลือกแล้วก็ปรุงสุกกันตรงนั้น
ขอบอกว่าปูเขมรนี่อร่อยล้ำมากๆ ปูม้าตัวอาจจะเล็กกว่าบ้านเรา
แต่เนื้อปูที่นี่จะแน่น เฟิร์มกว่าบ้านเราเยอะครับ กุ้งก็ตัวใหญ่โคตรๆ
พวกผมไปกันสี่คน ไปยืนต่อรองราคาอาหารทะเลสนุกสนานมาก
แม่ค้าส่วนใหญ่ชมกันเปาะ ว่าพวกผมพูดภาษาเขมรกันได้เยอะ
โดยเฉพาะผมกับพี่คิง ที่ยืนต่อราคากันอย่างไม่ลดละ สิบยี่สิบบาทก็เอา
จนนายผมแอบกัดไล่หลัง “ไอ้พวกเด็กพวกนี้มันต้องต่อกันขนาดนี้เลยเหรอวะ
”
สุดท้ายเราได้ปูม้า 2 กิโล โลละ 300
บาท
ปลาหมึก 1 กิโล โลละ 130 บาท (ก็แพงอยู่นะ
แต่สดมาก)
กุ้งลายเสือ 1 กิโล โลละ 230 บาท
(ตัวใหญ่เว่อๆเหอะ ขอบอก)


พอเราได้ของสดเสร็จ ก็มีเด็กของร้านเดินนำหน้าพาไปที่เพิงเล็กๆ
ซึ่งเค้ารับปรุงอาหารทะเล ทำได้ทั้งหุง อุ่น ตุ๋น ต้ม นึ่ง หรือจะผัด ทอดก็ได้
ของกิโลนึงก็คิดประมาณ 20-30 บาท ราคาสบายๆ กำลังดีครับ
ถึงบรรยากาศและความสะอาดของร้านจะออกโกโรโกโสไปหน่อย
แต่ผมว่ามันก็ได้อารมณ์ดิบๆแบบท้องถิ่นไปอีกแบบนะ
ระหว่างที่รอเขาทำอาหาร ผมก็นั่งคุยกับเด็กๆเขมรในร้านไปเรื่อยครับ
มีน้องผู้ชายคนนึง คนนี้คุยเก่งมาก คุยสนุกด้วย ชื่อ จันทรา อายุ 12 ขวบ
คุยไปคุยมา ผมก็แซวถามน้องเค้าเล่นๆว่า พวกผมสี่คนเนี่ย ใครหล่อที่สุด
ปรากฏว่าน้องจันทราเค้าชี้มาที่ผมแบบไม่คิดเลย!!! ผมเลยตบรางวัลให้ไป
2,000 เรียล
บอกให้เอาไปซื้อขนมกิน มันก็เลยวิ่งปรู๊ดหายเข้าไปในตลาดเลย ...
เด็กหนอเด็ก...

พอร้านเค้าปรุงอาหารทะเลเสร็จหมด เราก็นั่งรถไปกินกันที่ริมทะเล
อาหารทะเลมื้อแกรนด์ๆแบบนี้ ถ้าเป็นที่กรุงเทพฯนี่ต้องหลายพันแน่ๆ
แต่นี่นับๆรวมกันแล้วแค่พันกว่าบาทเอง กินไป นอนชมทะเลไป โอว...สุดยอด
พวกผมนั่งกินกันถึงประมาณ 3 ทุ่ม
หาดนี้เป็นหาดคึกคักๆ คล้ายๆบางแสนบ้านเรา มีเก้าอี้สีรุ้ง มีร่มเรียงเป็นตับ
พอตกดึกๆ ก็มีแม่ค้าหลายคนเดินมาขายอะไรไม่รู้ หน้าตาเป็นแท่งเรียวๆ
ยาวสักครึ่งเมตร
ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร ... แต่หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้คำตอบว่ามันคืออะไร
มันคล้ายๆดอกไม้ไฟแบบ compact ที่แค่จุดไฟที่ปลายด้านนึง
มันจะมีดวงไฟพุ่งออกมาเป็นลูกเล็กๆ คล้ายๆคาถาของแฮรี่ พอตเตอร์
ซึ่งไอ้แท่งนี่อันนึง น่าจะยิงลูกไฟได้ประมาณ 20 ลูก
ห่างกันลูกละ 4-5 วิ
...ยิ่งดึก คนก็เล่นยิ่งเยอะ มันยืนยิงขึ้นฟ้ากันทั้งหาดเลยครับ โอ้ว...
ผมเห็นแล้วก็งงนะ ว่าไอ้การยืนถือแท่งนี่ชี้ขึ้นไปบนฟ้า แล้วมีลูกไฟพุ่งๆออกมา
มันสนุกตรงไหนวะ ???
ตอนแรกผมดูเค้ายิง มันก็เฉยๆนะครับ... เพลินๆ
แต่เค้าคงไม่รู้ว่า พอยิงลูกไฟออกมา มันมีเขม่าตกลงมาด้วย
กลุ่มผมนี่แทบวงแตกครับ เขม่ามันตกลงมาในแก้วเหล้าเพียบเลย
นี่ถ้ามันยังเล่นไม่เลิก ผมจะไปซื้อมาอันนึง แต่ไม่ได้เอาไปยิงขึ้นฟ้านะ
...จะเอาไปยิงคนเขมร ...
สี่ทุ่ม, พวกผมก็เข้าไปเช็คอินโรงแรมที่จองเอาไว้
อาบน้ำแต่งตัว แล้วออกไปเที่ยวผับที่เราหาข้อมูลจากเด็กแถวนั้นไว้
ทำให้ผมรู้ว่า ผับในเขมรไม่ว่าจะจังหวัดไหนก็เหมือนๆกันไปหมด
คือหาผู้หญิงน่ารักๆได้ยากมาก เพราะในผับจะมีผู้ชายประมาณ 70%
แถมผับที่สีหนุวิลล์นี่มีเด็กสก๊อยเยอะมากครับ มากันเป็นกลุ่มๆ
แล้วก็เต้นแบบโดนผีจิ้งจกเข้าสิง ...เห็นแล้วก็น่ารักไปอีกแบบ
กลับโรงแรมกันมาเกือบตีหนึ่ง
(ขอไม่พูดถึงกิจกรรมช่วงระหว่างสี่ทุ่มของตีหนึ่งนะครับ
บล๊อคนี้มีเยาวชนของชาติมาอ่านไม่น้อย ไม่ดี ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง อิอิ)
ตอนนั้นผมก็เมาและมึนพอสมควรครับ กะว่ามาถึงห้องปั๊บจะหลับให้สะใจ
แต่ปรากฏว่านอนไม่หลับ!!! คงเป็นเพราะหมอนของโรงแรมมันไม่คุ้นหัว
จะพลิกซ้ายพลิกขวาก็ไม่หลับซะที กว่าจะข่มตาหลับล่อเข้าไปเกือบตีสาม
ผมนอนห้องเดียวกับพี่คิง แกเป็นเพื่อนร่วมห้อง(นอน)ที่ดีมาก
เพราะแกเป็นคนนอนนิ่ง ไม่ดิ้น ไม่พลิก ไม่กรน ไม่ละเมอ ไม่ส่งเสียงอะไร
แถมหลับเร็วมากๆ ไม่มีการรบกวนเพื่อนร่วมห้องแม้แต่น้อย...
จนตอนแรกผมนึกว่าแกสลบหรือหมดสติไปแล้วซะอีก
4.
ถึงผมจะนอนดึก แต่ผมก็ตื่นเช้านะ หกโมงกว่าก็ตื่นแล้ว
เพราะเรานัดกันว่าจะรีบตื่นขึ้นมากินข้าวเช้า แล้วไปเล่นน้ำทะเลก่อนแดดจะแรงไป
โดยเฉพาะพี่คิง แกอยากเล่นบานาน่าโบ๊ตมากๆ ทั้งๆที่แกเป็นคนสงขลา
บ้านแกอยู่ห่างจากหาดสมิหลาไม่เกินสองกิโล แต่ไม่เคยเล่นเรือกล้วย!
ผมกับพี่ชัยเลยลงความเห็นว่านี่เป็นปมด้อยในชีวิตพี่คิงที่เราต้องช่วยกันลบทิ้ง
ทะเลที่นี่ ถ้าเทียบกับบางแสนบ้านเรา ผมว่าที่นี่สวยกว่าเยอะมาก
น้ำใสปิ๊ง หาดทรายทั้งกว้างและยาว ทรายละเอียดขาวเหมือนคอฟฟี่เมต
ต่างจากทะเลที่แกปมากเลยละครับ ... มิน่าว่าทำไมคนถึงชอบมาเล่นที่นี่กัน

หลังจากที่จุ่มๆแช่ๆน้ำทะเลกันสักพัก เราก็เริ่มสืบราคาเรือกล้วยแถวๆหาดนั้น
ซึ่งทั้งหาดก็คิดราคาเดียวกันคือครึ่งชั่วโมง 30US$ หรือประมาณ
1,000 บาท
ซึ่งผมเดาว่ามันแพงกว่าบ้านเรานะ
ผมไม่รู้ว่าตอนนี้เรือกล้วยบ้านเราเล่นกันทีละกี่บาท?
แต่ที่นี่ ตอนนี้น้ำมันเบนซินตามปั๊มปาเข้าไปลิตรละ 48 บาท
ดีเซลลิตรละ 42 บาทแล้ว
ก็คงต้องยอมให้เขาหน่อยละกันนะ ...
ผมไม่ได้ขี่เรือกล้วยมาหลายปีแล้ว แต่ขี่ครั้งนี้ก็สนุกเหมือนเดิม
พวกผมนั่งขี่กันสามคน (นายผมไม่ขี่) ก็ดูเหงาๆเปลี่ยวๆยังไงชอบกล
พยายามชวนสาวเขมรมาขี่ด้วย ก็มัวแต่อายๆกัน ไม่มีใครมาขี่ด้วยสักคน
สุดท้ายก็เอาวะ ... สามคนก็สามคน ...
ขี่เรือกล้วยวันนี้โหดมากๆ จังหวะเทกระจาดแต่ละครั้งนี่กระชากแรงสุดๆ
ตอนคว่ำครั้งที่สอง พวกผมสามคนตกทะเลกันแบบไม่เป็นท่ากันสักคน
แถมเท้าพี่ชัยพุ่งมาฟาดแก้มขวาผมเต็มๆ จนตอนนี้ผมยังปวดอยู่เลย
นี่ถ้าทิ้งไว้วันสองวันยังไม่หาย
ผมว่าอาจจะต้องไปเช็คแล้วว่ามีอะไรแตกหักหรือเปล่า
ที่ขำคือ ครั้งสุดท้ายก่อนหมดเวลา พอพี่คิงก็เห็นว่าคนขับเตรียมเทกระจาด
แกเล่นสละเรือโดดลงทะเลก่อนซะงั้น ...อ้าว ...เฮ้ย ... แล้วจะสนุกตรงไหน
ไม่ไหวครับไม่ไหว ... นั่งหน้าสุดซะเปล่า สละเรือคนแรกซะงั้น
5.
ทั้งหมดในทริปนี้ เราใช้เงินกันไปคนละ 40 US$ โดยประมาณครับ
ถ้ารวมค่าน้ำมันด้วยก็คงตกราวๆคนละ 1,500 บาทพอดิบพอดี
แต่ถ้าได้กินอาหารทะเลแกรนด์ๆแล้วก็ถือว่าคุ้มทีเดียวละ ...
ตอนนั่งรถกลับ, เราเลือกจังหวัดต่อไปแล้วครับ
เราจะไปที่ “รัตนคีรี” จังหวัดที่อยู่ไกลที่สุด
คืออยู่ติดเวียดนามเลยครับ
เป็นจังหวัดที่มีแต่ป่า ธรรมชาติแบบดิบเถื่อนสุดๆ นั่งรถกันขี้แตกเลย
ส่วนจะได้ไปตอนไหนยังไง อันนี้ต้องอดใจรอกันหน่อยครับ
#1 By ★Foggy ★ on 2008-03-16 21:31