เมื่อผมมี "บ้านเล็ก" ที่กัมพูชา
posted on 02 May 2008 11:15 by bongtao in life
1.
อีกไม่กี่วันก็จะครบ 10 เดือนที่ผมทำงานที่เขมรแล้วละ
ผมยังจำวันที่นายเรียกผมเข้าไปคุยในห้องได้ดีครับ
“ผมจะให้คุณไปช่วยงานที่เขมรสัก 3-4 เดือนนะ
ไปร่ำลาที่บ้าน เพื่อน แฟนให้เรียบร้อย พร้อมแล้วก็เก็บของไปได้เลย”
...
แล้วไหนล่ะ สามสี่เดือน ...นี่ปาเข้าไปสิบเดือนแล้ว
นี่ถ้ามาอยู่แล้วมีเมียแต่แรก ตอนนี้ก็ได้ลูกมาอุ้มเล่นไปแล้ว...
ด้วยความที่ผมเชื่อสิ่งที่นายพูดว่า ผมจะทำงานที่นี่แค่สี่เดือน
ผมเลยคิดว่า การพักอยู่โรงแรมสี่เดือนก็คงไม่แย่อะไรนัก
ที่สำคัญคือ serviced apartment ที่นี่ก็ค่อนข้างแพงเอาการ
และมักจะบังคับให้เราเซ็นสัญญากันเป็นอย่างต่ำปีนึง
การพักที่โรงแรมจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับผม ...
ผ่านไปสี่เดือน ... ผมยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับ
เดือนที่ห้าผ่านไป ... งานก็ยังไม่เสร็จสิ้น...
เดือนที่หกผ่านไป ... เอ๊ะ ...ทำไมไม่เห็นมีใครพูดเรื่องให้ผมกลับ?
ทำไมไม่มีใครพูดเรื่องคนที่จะมาแทนผมอย่างถาวรที่นี่ล่ะ? 
...จนสถานการณ์ทุกอย่างเริ่มเข้าที่และชัดเจนมากขึ้น
เมื่อการ rotate งานประจำปีนี้
ผมยังคงดูแลตลาดกัมพูชาเหมือนเดิม
แถมมีการบอกกลายๆว่า ท่าทางจะต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกพักใหญ่
ผมก็รู้แล้วละ ว่าเดือนที่ 11, 12, 13… ก็จะตามมาแน่นอน 
... การนอนโรงแรมติดต่อกันถึง 7-8 เดือนไม่ใช่เรื่องสนุกนะครับ
เพราะผมไม่ได้รวยถึงขนาดไปเช่าห้อง VIP penthouse อยู่นะครับ
มันก็แค่ห้องพักโรงแรมสามดาวที่มีแค่เตียง ทีวี โต๊ะทำงานและห้องน้ำ ...
ถึงสภาพมันจะไม่ได้แย่มาก แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้มากในห้องนั้น
อยากทำอาหารง่ายๆกินก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีครัว ไม่มีเครื่องปรุง
วันไหนอยากจะสูดอากาศโปร่งๆ ก็ต้องออกไปหาร้านนั่งข้างนอก
เพราะห้องเป็นห้องแอร์เปิดหน้าต่างไม่ได้ และพื้นก็เป็นพรมเก่าๆที่เก็บฝุ่นสุดๆ
แถมแสงสว่างในห้องก็ไม่พอที่จะอ่านหนังสือโดยไม่ทำร้ายสายตาซะด้วยสิ
พอถึงเดือนที่ 8 ผมก็เริ่มปริปากพูดถึงการ “ย้ายบ้าน”
เริ่มอิจฉาพี่ๆ expat ที่อยู่อพาร์ทเมนต์ มีครัว
มีห้องนั่งเล่น
ผมจึงเริ่มปฏิบัติการ “หาบ้านใหม่”
โดยทันที
2.
สิ่งนึงที่สามารถยืนยันได้ว่า พนมเปญเป็นเมืองที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ
คงจะเป็นความจริงที่ว่า อพาร์ทเมนต์ใจกลางเมืองพนมเปญมันเต็มเกือบหมด
ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักของอพาร์ทเมนต์พวกนี้ก็คือ expat ที่มาทำงานอย่างผมนี่แหละ
(ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซักรีด ค่าทำความสะอาด บวก VAT อีก 10%)
สำหรับห้องนอนเดี่ยว ราคาเดือนละ 1,000 US$++ ถือเป็นราคามาตรฐาน
ถ้าเป็นห้องนอนคู่ หรือสามห้องนอน ก็จะแพงขึ้นไปตามลำดับ ...
จนในที่สุด ในวันหนึ่ง, ผมก็ได้โทรศัพท์แจ้งว่า มีห้องว่างหนึ่งห้อง
แถมราคาก็ถูกแสนถูก แค่เดือนละ 750US$ เท่านั้นเอง ...
ซึ่งราคานี้เท่ากับราคาค่าโรงแรมรายเดือนที่ผมเคยอยู่เลยนั่นแหละ
โอ้ว นี่มัน sweet deal ชัดๆ แถมสัญญาก็สามารถเซ็นแค่ 6 เดือนได้ด้วย
ผมก็เลยจัดการจองห้องไว้ พอมาถึงพนมเปญเมื่อวาน
ก็จัดการเข้าเช็คอินโดยทันที...

3.
คือถ้าเป็นห้องพักราคาเดือนละ 1,000US$++ เนี่ย ...
ห้องพักมันจะเพรียบพร้อมทั้ง facilities และ amenities
ชนิดที่เอามาแต่เสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวอีกหน่อย แล้วก็เข้าอยู่ได้ทันที ...
แต่ห้องผมราคาแบบผมนี่ มันออกจะแนวเป็นหอพักยังไงชอบกล
มันมี facilities ที่พร้อมกว่าโรงแรมก็จริง...แต่มันไม่มี amenities เหมือนอยู่โรงแรมไง
พูดง่ายๆคือ มีแต่เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ...ส่วน “ที่เหลือ” ต้องจัดการเอง ...
ส่วนบริการซักรีด ทำความสะอาดที่รวมเข้าไปในค่าเช่าแล้ว
ก็เป็นแค่ “ค่าแรง” เท่านั้น แต่ผมต้องไปจัดหาอุปกรณ์ทำความสะอาดให้
แล้วแม่บ้านจะเอาของของผมไปจัดการทำความสะอาดให้เรียบร้อยเอง
ซึ่งผมพบว่า ไอ้คำว่า “ที่เหลือ” ในย่อหน้าบนนี่มันก็เยอะเหมือนกันนะ
คงเป็นเพราะผมค่อนข้างชิน กับการมีน้ำดื่มสองขวดเติมให้ทุกวัน
มีแม่บ้านทำความสะอาด เก็บเตียง ทำความสะอาดห้องให้ทุกวัน
มีผ้าขนหนู ผ้าเช็ดมืออย่างละ 2 ผืนเปลี่ยนใหม่ให้ทุกวัน ...
ซึ่งอพาร์ทเมนต์มันไม่มีอะไรพวกนี้ให้สักอย่าง...
หลังเลิกงาน ผมเลยพุ่งไปที่ Lucky Supermarket เจ้าประจำ
เพื่อปฏิบัติการ “ซื้อของเข้าบ้าน” อย่างเป็นทางการเลยล่ะ
ถึงผมจะเป็นคนชอบเดิน supermarket เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว
ผมก็จะเลือกเดินเฉพาะในส่วนของที่ผมต้องซื้อและใช้เอง
ซึ่งส่วนมากก็แค่พวกขนม ของกิน และสบู่ แชมพู อะไรพวกนี้
แต่มาวันนี้, ผมซึ่งไม่เคยซักผ้าเอง (ลูกคุณหนูมั้ยล่ะครับ)
กลับต้องมาเลือกผงซักฟอก ซึ่งมีประมาณแปดแสนยี่ห้อ
คือ ... ไม่รู้อ่ะครับ ว่าผงซักฟอกยี่ห้อไหนรุ่นไหนมันต่างกันยังไง
อย่างผมใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน มันต้องใช้บรีสคัลเลอร์มั้ยวะเนี่ย?
เอ๊ะ บรีสเอ็กเซล กับ โอโม่ อันไหนมันดีกว่ากันละ ?

ตามมาด้วยน้ำยาปรับผ้านุ่มอีก ...มีกลิ่น มีสีอะไรให้เลือกเต็มไปหมด
ไม่เคยซื้อครับ ... ลูกคุณหนูอย่างผมกลายร่างเป็นเด็กมีปัญหาทันที
รู้สึกเคว้งคว้างอยู่ใน supermarket อย่างบอกไม่ถูก
สุดท้ายก็ตัดปัญหา หยิบๆเอายี่ห้อที่พอจะจำได้นี่แหละ ...

ผมซึ่งไม่เคยรีดผ้าเอง (คุณหนูจริงๆกรู) ก็ต้องซื้อน้ำยารีดผ้าเรียบ
(จริงๆต้องซื้อเตารีด และที่รองรีดด้วยครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไปซื้อ)
นี่รวมถึงน้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ .. โอว ไม่เคยซื้อสักอย่าง
เวลาดูโฆษณาของใช้พวกนี้ ก็ไม่เคยสนใจจริงจัง เพราะไม่ได้ซื้อใช้เอง
จากนี้ไปผมคงต้องศึกษา consumer product ให้จริงจังกว่านี้แล้วสิ
พอซื้อของใช้ครบแล้ว ก็ไปซื้อของหมวดอาหารการกินกันต่อ...
โหะๆ ขอโทษครับ ... มนุษย์เงินเดือนลูกคุณหนูอย่างผมเนี่ย
ทำอาหารเป็นนะครับ ขอบอก ... ที่สำคัญคือ ทำอร่อยด้วย!
ห้องพักของผมมีห้องครัว มีเตาแก๊สด้วยละครับ นี่ละสิ่งที่ต้องการ!
แต่ดันไม่มีหม้อไหจานชามอะไรเลย เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องไปซื้ออีกละ
นี่ผมกะว่าทุกวันอาทิตย์จากนี้ไป ผมจะทำกับข้าวกินเองแล้วครับ
วันนี้ผมก็เลยจัดการซื้อเครื่องปรุงมาเตรียมไว้ก่อน ...
ต้องขอบคุณที่กัมพูชากับประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน
เพราะมันทำให้ผมสามารถหาซื้อสินค้าไทยได้ครบทุกอย่างที่ต้องการ
เช่น น้ำตาลมิตรผล ซอสภูเขาทอง ซีอี๊วขาวง่วนเชียง น้ำปลาทิพรส
หรือซอสหอยแมลงภู่ตราสามแม่ครัว (แต่สุดท้ายผมเลือกยี่ห้อลีกุมกี่แทน
เพราะว่าเป็นยี่ห้อที่ใช้ปรุงตอนเจียวไข่แล้วอร่อยเหอะๆครับ ...)
นอกจากห้องครัวแล้ว ผมก็ยังมีตู้เย็นตู้ใหญ่บึ้มอีกตู้นึง
ตอนผมพักอยู่โรงแรม ผมจะมีแค่ตู้เย็นมินิบาร์เล็กกะจึ๋งเดียว
แค่ใส่โยเกิร์ต 4 ถ้วยก็เต็มตู้แล้ว สต๊อกของได้ไม่กี่วันของก็หมด
มาวันนี้ ผมก็จัดการซื้อของยัดใส่ตู้เย็นให้สะใจหายอยากไปเลย
ซื้อทั้งขนมนมเนย น้ำเปล่า ชาเขียว โยเกิร์ต น้ำผลไม้ ...
เวลาเปิดตู้เย็นออกมา แล้วเห็นของกินฟูฟ่องเต็มตู้เย็นแบบนี้
จัดว่าเป็นความสุขขั้นสุดยอดเวลากลับมาห้องเหนื่อยๆหลังเลิกงานของผมเลยล่ะ

คนเขมรที่เห็นรถเข็นของผมคงจะอึ้งแดกไปเล็กน้อย
เพราะมันมีตั้งแต่ขนม น้ำมันพืช น้ำเปล่าหนึ่งลัง ไปจนถึงไม้ถูพื้น!
...
ปกติเวลาผมซื้อของที่ Lucky ผมจะใช้เงินไม่เกิน 10 US$ หรอกครับ
แต่นี่วันเดียว ผมซื้อของปาเข้าไป 70 US$ หรือสองพันกว่าบาทแน่ะ ...
ของพวกนี้ผมเบิกบริษัทก็ไม่ได้ และผมก็ไม่คิดจะขนอะไรกลับไทยด้วย
จะว่าไปมันก็เยอะอยู่นะครับ ...แต่ผมก็ว่าคุ้มว่ะ ...
เพราะผมตั้งใจว่าห้องนี้มันจะเป็นบ้าน(เล็กๆ)ผมที่เขมรนี่แล้วล่ะ ...

ไอ้การซื้อของแค่ไม่กี่พัน เพื่อทำให้อพาร์ทเมนต์มันได้ sense of home มากขึ้น
ผมว่าคุ้มครับ ... คุ้มมากๆ...ยอมจ่ายโดยไม่อิดออดอะไร
4.
จากการช้อปปิ้งครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกถึงคนที่เป็น “เด็กหอ” ว่ะ ...
ผมไม่เคยเป็นเด็กหอ ไม่เคยอยู่ไกลบ้านเลย มีครั้งนี้แหละที่ไกลบ้านที่สุด
ซึ่งผมรู้สึกว่าต้องใช้สัญชาติญาณการเอาตัวรอดเพิ่มมากขึ้นอีกขีดนึง
ต้องขวนขวายทำอะไรเพื่อตัวเองมากขึ้นกว่าที่เคยมาทั้งชีวิต
ผมรู้นะครับ ว่าต่อให้ซื้อของเข้าบ้านที่นี่ให้เพียบพร้อมขนาดไหน
ยังไงมันก็ยังสู้บ้านผมจริงๆไม่ได้ เพราะผมต้องอยู่ที่นี่คนเดียวนินะ
ใครที่มีโอกาสได้อยู่กับที่บ้านแบบพร้อมหน้าพร้อมตากันบ่อยๆ
ขอบอกเลยนะครับ ว่าคุณเป็นคนโชคดีมากๆคนนึงเลยล่ะ
ใช้เวลาที่บ้าน ใช้เวลากับคนที่บ้านให้เยอะๆนะครับ!
ปล. ระหว่างนั่งพิมพ์เอนทรี่นี่ ก็นั่งดูสวรรค์เบี่ยงไปด้วยอย่างเมามันส์
แต่พอฝนตกห่าใหญ่ลงมา สัญญาณทีวีก็หายไปจนดูไม่ได้ ชิบหายแล้ว!
ปล.2 ผมเพิ่งเริ่มดูสวรรค์เบี่ยงตอนเดือนนี้เองแหละครับ
เพราะที่บ้าน ที่ทำงานผมเล่นดูกันทุกคน เลยต้องดูตามไปด้วย
ขอเตือนว่าอย่าซื้ออะไรมาก ไม่ใช่เพราะเสียดาย...แต่หากว่าทุกอย่างที่พร้อม มักมาพร้อมกับคำสั่งที่ว่า กลับมาประจำที่เมืองไทย ด่วน!!!
#51 By ta_THINK_nhong on 2008-05-04 22:40