มนุษย์เงินเดือนสอนน้อง
posted on 07 May 2008 15:57 by bongtao in etcจริงๆการเอาทรานสคริปต์ของตัวเองมาโพสท์เมื่อวันก่อน
ไม่ใช่ประเด็นหลักของเอนทรี่ “เนิร์ดใช้ได้เหมือนกันนะเรา” หรอกครับ
อันนั้นมันแค่ออเดิร์ฟล้างปากของเอนทรี่วันนี้ครับ
ผมเดาว่าใน exteen น่าจะมีน้องๆ ม.ปลาย
หรือที่กำลังเรียนมหาลัย ปี1 ปี2 กันอยู่ไม่น้อยเลยละครับ
สังเกตได้จากการคอมเมนต์ที่เรียกผมว่า “พี่” ทั้งๆที่ผมก้อยังไม่แก่
(หรือว่าเป็นเพราะน้องเขาเข้าใจผิดว่าผมแก่วะ ???)
อยากเขียนเอนทรี่นี้เพื่อเตือนสติน้องๆครับ
ลองอ่านดูก่อน อ่านจบแล้วจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่
แต่เรื่องนี้มาจากประสบการณ์จริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้ตัวแสดงแทน
2.
เช้าวันก่อน, ผมกำลังนั่งกินโยเกิร์ต กับบราวนี่เป็นอาหารเช้า
พร้อมกับนั่งดูข่าวช่อง 3 อยู่ในห้องก่อนออกไปทำงาน ...
คุณสรยุทธกำลังประกาศรายชื่อ “เด็กเทพ” ประจำปีการศึกษา 2550
ที่สามารถฝ่าด่านอรหันต์ “แอดมิชชั่น” เข้าสู่รั้วมหาลัยได้สำเร็จ
ด้วยคะแนนสูงสุดของแต่ละคณะ ซึ่งคะแนนสูงจนน่าอัศจรรย์ใจ
เพราะทุกคนที่ถูกประกาศชื่อออกทีวี ได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 85% ทุกคน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเด็กเก่ง หรือว่าข้อสอบง่ายขึ้น...หรือว่าอย่างอื่น
แน่นอนครับ ... ข่าวนี้ปิดท้ายด้วยคำปลอบใจสำหรับผู้ผิดหวัง
“คนที่ไม่ติดก็ไม่เป็นไรนะครับ ...บลาๆๆๆๆ ...บลาๆๆๆ”
ทุกวันนี้ สังคมให้ความสนใจกับผู้ผิดหวังในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเยอะขึ้น
ส่วนนึงคงเป็นเพราะกระแสการฆ่าตัวตาย ที่เกิดขึ้นบ่อยๆในช่วงหลัง
แต่เคยมีใครสนใจบ้างไหม ว่าไอ้พวกที่เอนท์ติดไปนั่นน่ะ
ชีวิตมันจะเป็นยังไงกันต่อไป ??? รู้ไหมว่า มีบางคนที่ชีวิตบัดซบ
หรือเข้าขั้น “ล้มเหลว” มากกว่าพวกคนที่เอนท์ไม่ติดอีกนะ ...
3.
ด้วยพื้นฐานที่ผมเป็นคนเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก (เอ้า จริงๆนะ)
ผมค่อนข้างคุ้นเคยกับคำว่า...สอบได้ที่ 1, เกรด 4, เกรด A, ท๊อประดับชั้น
ชนิดที่ตอนประถม – มัธยม ผมแทบไม่เคยอ่านหนังสือสอบเลยด้วยซ้ำ
การอ่านหนังสือสอบจริงๆครั้งแรกของผม กลับไม่ใช่การสอบเอนท์ฯ
แต่มันดันเป็นการอ่านหนังสือเพื่อไปแข่งรายการเด็กเนิร์ด LG QUIZ
ซึ่งตอนแรกกะว่าจะไปแข่งขำๆ เอาเงินมากินเลี้ยงกะเพื่อนๆก่อนเรียนจบ
แต่ดันถลำลึกไปจนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายจาก 150 กว่าทีมทั่วประเทศ
ผมเลยต้องอ่านหนังสือจริงจังมากกว่าเดิม ...เพื่อเงิน ...ฮ่าๆ
ซึ่งนั่นก็เป็นอานิสงส์แก่การอ่านหนังสือสอบเอนท์ของผมไปในตัว
รุ่นผมเป็นรุ่นที่สอบเอนท์ 2 ครั้ง (เดือนตุลาคม และ มีนาคม)
โดยการสอบแต่ละวิชา จะสามารถเลือกคะแนนครั้งที่ดีกว่าไปใช้สมัคร
ตอนผมสอบครั้งแรก คะแนนออกมาน่าพอใจเกือบทุกวิชาครับ
และมากพอที่จะใช้สมัครหลายๆคณะในจุฬาฯ มธ. ได้อย่างสบายๆ
ผมจึงสามารถสอบติดคณะบัญชี จุฬาฯ ได้อย่างไม่ต้องลุ้นมากนัก
แม้ว่าคะแนนสอบเอนท์รอบ 2 ของผมจะไม่ได้ดีกว่าครั้งแรกนักก็ตาม
ส่วนนึงก็เป็นโชคช่วย ที่ปีนั้นคะแนนของบัญชี จุฬาฯ ตกลงไปเยอะมาก
เนื่องจากข้อสอบรอบมีนาคม จัดว่าโหดแบบแสนสาหัสทีเดียว
งานนี้คงทำให้หลายคนฝ่อ ไม่กล้าเลือกคณะคะแนนสูงๆกัน
ผมก็เลยได้อานิสงส์เอนท์ติดคณะนี้ ...สบายแฮ
แต่ขอโทษนะครับ ... ถ้ามาดู range คะแนนกันดีๆแล้ว
ถึงจะได้ชื่อว่าเอนท์ติดจุฬาฯ แต่จริงๆผมเอนท์ติดคณะบัญชี
ด้วยคะแนนที่ห่างจาก “ขอบล่าง” ไม่ถึง 20 คะแนน ...
แต่กลับห่างจาก “ขอบบน” เกิน 100 คะแนน ...
ตอนนั้นเข้าใจความรู้สึกของคำว่า “หัวหมา หางสิงโต” เลยละ ...
4.
ลองกลับไปดูทรานสคริปต์ดีๆ จะเห็นว่าผมมี C และ C+ อย่างละตัว
ซึ่งทั้งสองตัวเป็นเกรดช่วงปี 1 ... หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยมีแมว
มาเดินเพ่นพ่านอยู่ในทรานสคริปต์อีกเลย ...
เกิดอะไรขึ้น ???
ผมขอละวิชา Business Ethics ที่ผมได้ C+ ไปละกันนะครับ
แต่วิชา Calculus ที่ผมได้ C เนี่ยสิ เป็นบทเรียนฝังใจเลยล่ะ
อย่างที่ผมเล่าไป คือผมเป็นคนไม่ค่อยอ่านหนังสือสอบมาแต่ไหนแต่ไร
ช่วงปีแรกผมยังยึดติดกับการเรียนแบบ ม.ปลายอยู่เหมือนเดิม
ไม่ค่อยมีการเอาข้อสอบเก่าๆมาทำ อ่านหนังสือก็ไม่ค่อยจริงจังเท่าไร
ประกอบกับพื้นฐานที่ค่อนข้างโง่เลขอยู่แล้ว ...
ตอนคะแนน midterm ออกมา ผมจัดได้ว่าอยู่ขั้นร่อแร่ครับ
เพราะคะแนนของผมนี่ไป “ผจญภัยใต้มีน” อยู่ลึกพอสมควร
แถมตอนสอบ Final ก็ไม่ได้ทำข้อสอบได้ดีขึ้นกว่าเดิมเท่าไรอีก ...
เกรดก็เลยกู่ไม่กลับอย่างที่เห็นนั่นแหละ ...
และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ช่วงปี 1 ที่ผมเรียนทั้งหมด 12 วิชา
ไม่มีวิชาคณะ (รหัสวิชา 26XXXXX) ที่ผมได้ A เลยสักวิชาเดียว...
ที่ได้ A นั่นมีแต่วิชาเลือกไก่กา กับภาษาอังกฤษที่ผมถนัดเท่านั้นแหละ
โอว ... ซาบซึ้งในรสพระธรรมของแท้เลยตอนนั้น
จากเด็ก ม.ปลายที่จบมาด้วยเกรดเกือบ 4.00 ...
เรียนจุฬาฯปีเดียว เกรดฮวบๆลงมาเหลือ 3.25 ...นี่สินะ ของจริง!
นับจากตอนนั้น ผมเลยต้องปฏิวัติตัวเองไปพอสมควรครับ
ซึ่งจริงๆ ผมก็ไม่ได้บ้าเนิร์ดมากขึ้นกว่าเดิมเท่าไรนะ
ช่วงสอบก็ยังเที่ยวเตร่เถลไถล ไปดูหนังฟังเพลงตามปกติ
แต่ผมเพิ่มความจริงจังในการอ่านหนังสือ และการเข้าเรียนมากขึ้น
รู้จักบริหารเวลา ตอนไหนเรียน ตอนไหนเที่ยว ตอนไหนเล่น
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็อย่างที่เห็นในทรานสคริปต์นั่นแหละครับ ...
5.
ผมถือว่าการได้เกียรตินิยมอันดับ 1 เป็นแค่ผลพลอยได้นะ
มันก็เป็นใบเบิกทางที่ดีในการสมัครงาน ...(อันนี้เถียงไม่ได้จริงๆ)
แต่พอเราเข้ามาทำงานจริงๆ ก็ไม่มีใครสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว
พี่ๆอาจจะมีพูดถึงบ้างตอนที่เราเข้ามาทำงานใหม่ๆ ...
“อ๋อ ...น้องคนนี้ไง จบจุฬาฯเกียรตินิยม เก่งมากเลยเนอะ”
แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็ตัวใครตัวมันแล้วล่ะ เหรียญทองก็ทองไปเถอะ
ส่วนตัวผมเอง ผมเรียนจบสายการเงิน การธนาคาร
แต่กลับทำงานอยู่ในสายการตลาด ...ความรู้ที่ใช้ร่วมกันก็มีบ้าง
บางอย่างที่เกี่ยวกับการตลาดมากๆ ก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง...
แต่กลายเป็นว่า ความรู้ส่วนใหญ่ที่ใช้ทำงานทุกวันนี้
แทบไม่ได้หยิบมาจากตำรา หรือเลคเชอร์วิชาไหนเลย
กลับได้มาจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียนมหาลัยมากกว่า
เห็นเกรดผมเนิร์ดๆอย่างนี้ ผมก็ทำกิจกรรมนะคร้าบบบ ...
ไอ้ที่บอกว่าเนิร์ดๆน่ะ จริงๆไม่เนิร์ดหรอกครับ ออกจะรั่วๆด้วยซ้ำไป
ตอนปี 4 นี่ถึงกับมีตำแหน่งเป็นหัวหน้านิสิต และเป็นตัวแทนคณะ
ขึ้นกล่าวขอบคุณอาจารย์ในวันรับปริญญาด้วยแหละ เหอะๆ
ผมว่าการทำกิจกรรมมันเป็นการบริหาร sense ของเราที่มีประสิทธิภาพมาก
ว่าถ้าเจอเรื่องแบบนี้ เราจะตัดสินใจยังไง จะให้ความสำคัญเรื่องไหนก่อนหลัง
ซึ่งทักษะพวกนี้แหละ ที่โคตรจะจำเป็นต่อการเป็นมนุษย์เงินเดือนมืออาชีพ
6.
เอนทรี่นี้ ไม่มีบทสรุปให้นะครับ
เป็นการบ้านให้น้องๆไปคิดเอาเอง ...
(จงอภิปราย, เขียนใส่กระดาษฟุลสแก๊ปตัวบรรจง 2 หน้า)
ปล. บองเต่าลาพักร้อน หยุดบทบาทมนุษย์เงินเดือนชั่วคราว
และเปลี่ยนไปเป็นมนุษย์เดินทางไปญี่ปุ่น วันที่ 9-18 พฤษภาคม
ซึ่งเป็นทริป backpack แบบกะเหรี่ยงไทยในต่างแดนประจำปี 2551
โดยที่ผ่านมายังไม่ได้ศึกษาข้อมูลการท่องเที่ยวอย่างจริงจังเท่าไรนัก
เนื่องจากหลังสงกรานต์เป็นต้นมา งานเยอะทะลักทลาย หัวฟูมากๆ
คาดว่าจะนั่งอ่านหาข้อมูลตอนอยู่บนเครื่องบินเป็นการชดเชย
หากผ่านพ้นเดือนพฤษภาคมไปแล้ว บองเต่ายังไม่โผล่หัวมาอีก
รบกวนเพื่อนๆช่วยแจ้งสถานฑูตไทยให้ส่งทีมไปตามล่าแถวโตเกียวด้วย
เนื่องจากอาจจะนั่งรถไฟผิดขบวนจนหลงเข้าป่า ตกเครื่องบินกลับไทยไม่ทัน
โออิชิ ฮะจิบังราเม็ง ฟูจิตซึ
(แปลเป็นไทยว่า แล้วเจอกันครับ!)
ไอ้แพท..
มาสเตอร์แชมป์
)
#1 By Terrorist is back! on 2008-05-07 16:09