หนีไปเซี้ยวที่โตเกียว 001: กว่าจะได้ไป
posted on 18 May 2008 17:57 by bongtao in nippon
1.
ถ้าผมจำไม่ผิด ผมเริ่มเพ้อ+ฝันเรื่องการไปเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อราวๆปีสองปีที่แล้ว
และมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น หลังจากที่ผมกลับจากการแบ๊คแพ๊คครั้งแรกในชีวิต
ที่ประเทศเวียดนามเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ...
ตอนที่ผมไปแบ๊คแพ๊คอยู่ที่เวียดนามประมาณ 4-5 วัน
ผมรู้สึกเหนื่อยมาก ซึ่งคงเป็นเพราะการเดินทางแบบมาราธอน
แต่พอกลับมาทำงาน ผมกลับรู้สึก refreshing กว่าเดิมเยอะเลย
รู้สึกว่าตัวเองเซี้ยวได้กว่าเดิมอีก แรงได้กว่าเดิมอีก ...
ความเหนื่อยล้าและความเครียดที่เคยฝังลึกทุกซอกหลืบของกล้ามเนื้อ
มันก็ละลายหายไปหมด ทำให้กลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง
นับจากวันนั้น ผมจึงตั้งนโยบายให้ตัวเองว่ามุ่งมั่นว่า
นับจากปี 2008 เป็นต้นไป
ผมจะออกทริปต่างประเทศปีละหนึ่งครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ประเทศไฮโซไกลโพ้นที่ไหน
เพื่อเป็นการเติมแบตเตอรี่ให้กับชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างผม
ณ วันที่ผมตัดสินใจว่า “กูจะไปญี่ปุ่น”
...ผมตัดสินใจเงียบๆอยู่คนเดียว
ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ว่านอกจาก TG
แล้วยังมีสายการบินไหนอีก
ที่เขาบินไปญี่ปุ่น แล้วต้องบินกี่ชั่วโมง ไปลงสนามบินไหน ตั๋วราคาเท่าไร
ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีนผมก็เองพูดไม่ได้ อ่านไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ...
แต่กูจะไป ... ใครจะทำไม!
2.
ถึงผมจะไม่มีเหตุผลอะไรมาสนับสนุนตัวเองว่าทำไมถึงไปญี่ปุ่น
แต่ผมก็มีเหตุผลง่ายๆ ที่จะมาสนับสนุนตัวเองว่าทำไมถึงต้องไปให้เร็วที่สุด
...ก็เพราะตอนนี้ผมมีเงิน มีแรง และมีเวลาพร้อมในช่วงจังหวะเดียวกัน
(ถึงแม้ว่า “เวลา” จะต้องแลกด้วยวันลาพักร้อน
5 วันติดต่อกัน
และการเคลียร์งานล่วงหน้า รวมถึงการเอาโน้ตบุ้กไปทำงานด้วยก็ตาม)
ผมเหมาเอาเอง (อีกที) ว่าแค่นี้ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่หนักแน่นพอแล้วล่ะ...
3.
ญี่ปุ่นเป็นเกาะ ... แต่ไปเที่ยวญี่ปุ่นไม่เหมือนไปเที่ยวเกาะเสม็ด
ไม่ใช่ว่าคิดจะไปก็ขับรถ ข้ามเรือไปเดินหาที่พัก walk-in กันได้ทันที
ทริปนี้เป็นทริปที่ต้องวางแผนล่วงหน้านานมาก และมีอุปสรรคเยอะมาก
(ต่างจากตอนไปเวียดนาม ที่คุยกันตอนมื้อเย็นของวันอังคาร
พอตกลงกันเรียบร้อย เช้าวันพุธ ก็ตีรถจากพนมเปญวิ่งสู่โฮจิมินห์กันทันที)
และเป็นทริปที่ทำท่าจะล่มแหล่ไม่ล่มแหล่อยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะทำวีซ่าแล้ว
ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้ว จองที่พักจ่ายมัดจำไปแล้วก็ตาม ...
ผมเริ่มจากการหาตั๋วเครื่องบิน (ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผมมีเส้นสายแข็งแรงพอสมควร)
โดยเริ่มหาตั้งแต่เปิดปีใหม่ ตั้งใจว่าจะไปเที่ยวช่วงสงกรานต์
เพราะเป็นช่วงที่เมืองไทยและเขมรหยุดพร้อมกันพอดิบพอดี
และทำให้พบว่า ตั๋วเครื่องบินช่วง primetime ถูกจับจองเต็มหมดแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน TG , SQ, ANA, JAL ...
แถม waiting list ยังยาวเป็นหางว่าวจนเอเย่นต์บอกให้ตัดใจเสียเถอะ
ทั้งๆที่ราคาช่วง peak season นั้นโหดจนรู้สึกถูกเอาเปรียบอย่างบอกไม่ถูก
ซึ่งคนที่ได้ตั๋วในวันเดินทางดีๆพวกนี้ไป ก็หาใช่ใครนอกจากกรุ๊ปทัวร์
ที่เขาไหวตัวก่อนผมถึง 3 เดือนในการจองตั๋วเครื่องบินช่วงสงกรานต์
ก็ต้องยอมเขานะครับ เพราะเขาอยู่ในวงการ รู้จักสมรภูมินี้ทุกซอกมุมแล้ว
ในขณะที่เราเป็นแค่มดปลวก ที่อยู่ดีๆก็เดินดุ่มๆเข้าไปในสนามรบ
แล้วเราจะเอาอะไรที่ไหนไปแย่งตั๋วกับเขาได้ล่ะ ...
สุดท้ายผมจึงยอมเลื่อนวันเดินทางมาเป็นเดือนพฤษภาคมที่มีหยุดยาวของเขมรแทน
ส่วนเรื่องวีซ่า ผมขอกับทางสถานฑูตญี่ปุ่นในประเทศไทยจึงไม่ยากนัก
เพราะเอกสารที่มีหัวเป็นโลโก้ช้างในหกเหลี่ยมสีแดงนั้นเป็นสิ่งเบิกทางชั้นดี
แต่กว่าผมจะได้ไปขอวีซ่าก็หาเวลายากเหลือเกิน เพราะผมต้องทิ้งพาสปอร์ต
ไว้ให้เขาแปะวีซ่าอย่างต่ำ 2-3 วัน
ซึ่งผมมักมีเรื่องต้องใช้พาสปอร์ตตลอด
เดี๋ยวเดินทาง เดี๋ยวทำเรื่องเบิกเบี้ยเลี้ยง บลาๆๆๆ ... แต่สุดท้ายก็ได้มาในที่สุด
ในขณะที่พี่คิงซึ่งทำงานที่เขมรมากกว่าผม เลือกที่จะขอที่สถานฑูตในพนมเปญ
ซึ่งก็ต้องลุ้นกันใจหายใจคว่ำ เพราะสถานฑูตที่นั่นใช้เวลาตั้ง 10
วันกว่าได้วีซ่า
แถมยังต้องการเอกสารประกอบมากมายกว่าเขาจะยอมให้มา...
4.
ทริปญี่ปุ่นครั้งนี้ก็ไม่เหมือนทริปฮ่องกงของผมเมื่อปีที่แล้ว
เพราะอันนั้นผมบินตรงจากพนมเปญไปเงียบๆคนเดียว
โดยมีแค่โทรมาบอกแม่ล่วงหน้าก่อนเดินทาง
“ม๊า อาทิตย์หน้าเต่าจะไปฮ่องกง 5
วันนะ ...บินตรงจากเขมรเลย
ซื้อตั๋วเครื่องบินแล้ว ลาพักร้อนแล้ว จองที่พักแล้ว ไปเที่ยวคนเดียว
ไปเดินเล่น ช้อปปิ้ง กินเป็ดย่าง ...แล้วกลับมาทำงานที่เขมรต่อ ไม่ต้องห่วง”
แต่ทริปญี่ปุ่น ผมเลือกที่จะบอกพ่อแม่ไปตรงๆเลยว่า
“เดี๋ยวปีนี้จะไปญี่ปุ่น
แต่ไปเองนะ ชวนพี่ที่ทำงานที่เขมรด้วยกันไว้แล้ว”
เพียงเท่านั้นแหละ ... พ่อผมก็จะมาพูดโน้มน้าว (ด้วยเสียงดุๆ) อยู่แทบทุกวันว่า
“ไปเที่ยวเองมันลำบากนะ
ไม่สนุกหรอก คนที่นั่นพูดอังกฤษไม่ได้เลย
รถไฟก็ซับซ้อน แพงก็แพง ไปทัวร์แหละดีแล้ว ดีไม่ดีจะถูกกว่าด้วย
แล้วไม่ได้ไปกับทัวร์ ขอวีซ่าก็ยาก ตม.เขาก็ไม่ให้เข้าประเทศง่ายๆหรอก”
แต่ผมก็เลือกที่จะทำเป็นหูทวนลมทุกครั้ง ไม่พูดอะไร ไม่เถียงอะไรดีกว่า
ผมคิดว่า ป๊าก็แค่เคยไปญี่ปุ่นสองสามที แล้วก็ไปมาตั้งเกือบสิบปีมาแล้ว...
ที่เวียดนามมันก็พูดอังกฤษไม่ได้ ป้ายมันก็ไม่มีภาษาอังกฤษสักตัว
ผมก็ยังสนุกและเอาตัวรอดมาจนได้ แล้วทำไมญี่ปุ่นมันจะเที่ยวไม่ได้วะ ...
จนถึงวันหนึ่ง ผมก็ตามล่าหาตั๋วเครื่องบินในวันเดินทางที่ต้องการได้สำเร็จ
ผมสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินได้ในราคา best deal ที่ถูกอย่างไม่น่าเชื่อ
คือคนละ 16,700 บาทเนท direct flight Singapore
Airlines
ผมสั่งปรินท์ e-ticket จากพรินเตอร์ที่ออฟฟิศอย่างอารมณ์ดี
(ถ้าไม่อายใคร, ผมคงเต้นบัลเล่ต์สวอนเลคจากโต๊ะทำงานไปที่พรินเตอร์แล้ว)
คืนนั้น เมื่อกลับบ้านก็เอาตั๋วไปให้ป๊ากะม๊าดู แล้วบอกว่า “ซื้อตั๋วญี่ปุ่นไปแล้วนะ”
ตอนนั้นป๊าคงรู้แล้วล่ะว่า ผมไม่เชื่อป๊าหรอก และไม่มีอะไรมารั้งผมได้อีกต่อไปแล้ว
5.
วันหนึ่งในออฟฟิศที่กรุงเทพฯ...
ผมนั่งวัดกระแสลม และพลังงานจักรวาลที่ไหลเวียนในออฟฟิศ
ก็พบว่าบรรยากาศอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ไม่มีบรรยากาศมาคุเจือปนแม้แต่น้อย
ผมเลยหาโอกาสเหมาะ และบอกนายไปตรงๆว่า
“พี่ครับ
เดือนหน้าวันที่ 12-14 ที่เขมรมีหยุดยาวสามวันรวด
ผมกะว่าจะลาพักร้อนยาวช่วงนั้นด้วยนะครับ”
นายผมไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่พยักหน้าหงึกเล็กๆ...
ผมถือว่านั่นเป็นการอนุมัติในเบื้องต้นแล้ว ...หลังจากนั้นสองสัปดาห์
ผม log in เข้าระบบเพื่อทำเรื่องขอลาพักร้อนอย่างเป็นทางการ
ไม่กี่อึดใจ ... ก็มีเมล์ส่งตอบกลับเข้ามาใน inbox ของผม
มีตัวหนังสือสีแดงใหญ่ชัดเจนอ่านได้ใจความว่า
your absence request has been approved.
6.
ผมบินกลับจากพนมเปญถึงบ้านตอนห้าทุ่มในวันพฤหัสที่ 8 พค.
เปิดกระเป๋าเดินทางใบเก่ง เอาข้าวของออกมากองข้างนอกทั้งหมด
แล้วเริ่มหยิบของล๊อตใหม่ใส่เข้าไปแทนที่แบบลวกๆ
วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม
ผมตื่นเช้าไปออฟฟิศเพื่อเคลียร์งานครั้งสุดท้าย
พี่ยาเขียนโน้ตแปะไว้บนโต๊ะ ว่าเงินเยนที่สั่งซื้อไว้ 100,000 เยน
จะมาส่งให้ตอน 11 โมงเช้า ให้เตรียมเงินสดไว้ 30,990 บาทรอไว้
ส่วนโน้ตอีกสองใบ เป็นออเดอร์สั่งซื้อมาสคาร่าของ Shiseido
จากพี่โต๊ะข้างๆ
กับออเดอร์สั่งซื้อถุงยางแบบบาง .03mm. รุ่น real fit
ซึ่งพับไว้อย่างดี
ตกบ่าย หลังเคลียร์งานเสร็จ ผมหยิบแผ่นซีดีเปล่าสองแผ่นมานั่งไรท์ข้อมูลสำคัญ
ที่ผมคาดว่านายผมอาจจะต้องใช้ในช่วงที่ผมอยู่ที่ญี่ปุ่น
แล้ววางไว้บนโต๊ะ แปะ post it ไว้ว่า “ข้อมูลสำคัญในเครื่องของเต่า”
ตั้งป้ายบนโต๊ะ เขียนด้วยเมจิกสีแดงตัวใหญ่บึ้มเอาไว้ให้เห็นชัดๆ
"Personal Leave : May 12-16
Back to work : May 20
Contact: Email and Text SMS are preferred"
ห้าโมงเย็น ผมเก็บโต๊ะ คว้าแจ๊คเก็ตบางๆที่แขวนบนเก้าอี้ทำงานเหน็บติดมือไปด้วย
และขับรถกลับบ้านในเวลาที่ไม่คุ้นเคย จัดกระเป๋าเดินทางที่ยังค้างอยู่ให้เสร็จ
...
หนึ่งทุ่ม ผมนั่งรถแท๊กซี่ที่ม้านั่งหน้าบ้าน ในใจตื่นเต้นอยู่เงียบๆคนเดียว
อีกไม่กี่ชั่วโมง ทริปที่ผมวางแผนนานที่สุดในชีวิต ใช้งบประมาณเยอะที่สุดในชีวิต
และคาดหวังว่ามันจะเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิต - - -
กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
คุณกำลังชม บองเต่าสเปเชี่ยล:
มนุษย์เงินเดือนที่เซี้ยวที่สุดในโตเกียว
つづく
แค่ตอนแรกก็เริ่มลุ้นแล้ว
#1 By กมลหนุ่ม on 2008-05-18 18:31