หนีไปเซี้ยวที่โตเกียว 002: บิน
posted on 20 May 2008 22:23 by bongtao in nippon
1.
ผมลองคำนวณคร่าวๆเกี่ยวกับสถิติการบินของผม
นับตั้งแต่สองปีที่เริ่มทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนมา
ผมบินไปแล้วเกือบ 40 round trip ...
คิดออกมาเป็นตัวเลขกลมๆออกมาแบบเร็วๆ
ผมพบว่า เฉลี่ยแล้วผมขึ้นเครื่องบินทุกๆ 10 วัน ...
นี่มันถี่กว่าขึ้นรถเมล์อีกนะเนี่ย !!!
แต่แทบจะทุกเที่ยวบินนั้นล้วนเป็นไฟลท์สั้นๆ
ไฟลท์จากกรุงเทพฯไปพนมเปญ แค่ประมาณ 55 นาทีเท่านั้น
และผมเองก็ไม่เคยไปเซี้ยวไกลเกินทวีปเอเชียเลย
ไกลที่สุดคือบินจากกรุงเทพฯไปปักกิ่ง ประมาณเกือบๆ 5 ชั่วโมง...
ดังนั้น ไฟลท์ไปโตเกียวครั้งนี้ถือเป็นไฟลท์ที่ยาวที่สุดในชีวิตผมแล้ว
หลายคนมองว่า การขึ้นเครื่องบินเป็นสิ่งที่ดูหรู เท่ระเบิด
แต่สำหรับผม, ผมมองว่าการขึ้นเครื่องบินเป็นกิจกรรมทรมาณสังขาร
ยิ่งเราเข้าสู่ยุค anyone can fly แล้วเรื่องหรูๆ เท่ๆ
นี่ลืมไปได้เลย
การนั่งนิ่งๆอยู่บนเก้าอี้ขนาดพอดีตูดเป็นเวลาหลายๆชั่วโมง
นอกจากไม่หรู ไม่เท่แล้ว มันไม่สนุกด้วยครับ ...
2.
ผมไม่มีปัญญาซื้อตั๋ว Business Class หรือ First
Class
ผมจึงเป็นหนึ่งในผู้โดยสารระดับสามัญ ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่บนเครื่อง
เพราะผมถือว่า จะนั่งคลาสไหนก็ถึงปลายทางพร้อมกันนั่นแหละ
แต่ผมเคยได้รับ upgrade ไปนั่ง Business Class อยู่สองครั้ง
พบว่าเก้าอี้มันใหญ่ไปหน่อย ถึงจะนั่งสบายตูดดี แต่ก็รู้สึกเก้ๆกังๆไปนิดนึง
(มันใหญ่ถึงขนาดยกขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิได้สบายๆเลยแหละ)
ผมเป็นคนชอบนั่ง window seat เวลาบินไปกลับเขมร
เพราะด้วยความเป็น flight สั้นๆ
ผมไม่เคยลุกไปเข้าห้องน้ำอยู่แล้ว
แต่สำหรับ long-haul flight ที่บินนานกว่า 3 ชั่วโมงเป็นต้นไป
ผมขอนั่ง aisle seat ดีกว่า เพราะรู้สึกสะดวกสบายกว่ากันเยอะ
แถมจะจิกจะใช้คุณแอร์สุดสวยก็สะดวกโยธิน อิอิ
3.
เป็นโชคดี, ที่พี่คิงอยากนั่ง window seat แต่ผมอยากนั่ง aisle
seat
แต่เป็นโชคร้าย, ที่ไม่มีที่นั่งแถวไหนที่เหลือทั้ง window และ
aisle
ผมจึงแยกกับพี่คิงนั่งกันคนละฟาก เพราะคงต่างคนต่างหลับยาวตลอดอยู่แล้ว
ผมไม่เคยใช้บริการ Singapore Airlines มาก่อนในชีวิต
แต่ก็ได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือว่าเป็นสายการบินที่คุณภาพดีเยี่ยม
แถมบริการเป็นกันเอง และราคาก็เป็นมิตรกับกระเป๋าตังค์ด้วย
(การบินไทยไม่เคยอยู่ในสายตาของผมสำหรับทริปนี้เลยครับ
เพราะผมไม่สนใจเรื่อง mileage อยู่แล้ว
เอาถูกเข้าว่าไว้ก่อน)
Singapore Airlines
เป็นสายการบินที่เครื่องแบบแอร์โฮสเตสสวยมาก
คือเป็นสีน้ำเงินปักลายพร้อยไปทั้งตัวอย่างวิจิตรบรรจง
แอร์ส่วนใหญ่ก็หน้าตาดีครับ ค่าเฉลี่ยอายุอาจจะมากไปสักหน่อย
แต่ก็คงน้อยกว่าค่าเฉลี่ยแอร์การบินไทยละครับ อิอิ
แต่สจ๊วตบนเครื่องนี่เอารุ่นลุงมาเลยครับ อ้วนก็มี หัวล้านก็มี
สาวๆก็ไม่ต้องผิดหวังไปนะครับ ถึงสจ๊วตการบินไทยจะหล่อและหนุ่มกว่า
แต่ตอนที่ผมบิน TG กลับมาจากโฮจิมินห์
สจ๊วตงี้หน้าเด้งกว่าแอร์
แถมขนตางอนงาม ปากมันเลื่อมจนแอร์ยังอายเลยครับ ฮ่าๆ 
บนไฟลท์นี้ ไม่มีลูกเรือชาวไทยเลยครับ (หรือมีก็คงอยู่อีกโซน)
ซึ่งปกติผมนั่ง Bangkok Airways จะเจอลูกเรือคนไทยแทบทั้งลำ
ผมเลยชินกับการพูดภาษาไทยกับลูกเรือเป็นปกติ เช่น
“มีบางกอกโพสท์มั้ยครับ” หรือ “ขอโค้กใส่น้ำแข็งครับ”
ซึ่งจริงๆการสื่อสารกับลูกเรือด้วยภาษาอังกฤษมันไม่ยากหรอก
แต่คำบางคำ ผมเองก็ไม่คุ้นครับ อย่างตอนผมกินข้าวเสร็จ
และอยากจะนอนยาวแล้ว ผมอยากได้ที่ปิดตาอันนึง
ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร ผมเลยนึกถึงคำว่า blindfold
ได้คำเดียว
ซึ่งจริงๆ มันแปลว่า เอาผ้าผูกตา คล้ายกับเป็นตัวประกันทำนองนั้น
แต่กูนึกคำอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ ก็ใช้คำว่า blindfolder นี่แหละวะ
พอคุณแอร์สุดสวยเดินมา ผมก็ลองขอเลยครับ
“Excuse me, may I have a
blindfolder?”
ผมขอพร้อมกับทำมือมาปิดๆตาช่วยสื่อสารอีกทาง คุณแอร์ก็ทำท่าเข้าใจนะ
ซึ่งผมก็ได้ที่ปิดตาสุดหรูตามต้องการ ไม่ใช่ผ้ายาวๆสำหรับมัดปิดตาที่ท้ายทอยครับ
อิอิ
ปล. ผมเพิ่งมาเห็นในหนังสือบนเครื่องขากลับ เขาเรียกว่า eye shade ครับ
แต่ต้องสั่งออกเสียงชัดๆนะครับ เดี๋ยวคุณแอร์นึกว่าอยากได้ eye shadow
แล้วจะได้มาพร้อมกับมัสคาร่า กับที่ดัดขนตามาเป็นเซ็ท จะได้สวยกันเลยทีเดียว 
4.
อาหารบนเครื่องบินนี่จัดเป็นความเลวร้ายของวงการอาหารแห่งมนุษยชาติเลยครับ
ผมบินมากับหลายสายการบิน ยังไม่มีไฟลท์ไหนที่ทำอาหารได้อร่อย
หรือเกินมาตรฐานของคำว่า “กินกันตาย”
เลยสักครั้ง ...
บางไฟลท์ที่ผมนั่ง เสิร์ฟเป็นพะแนงหมูดูเข้มข้นน่ากินมาก
แต่รสชาติดันจืดโคตร ไม่รู้ทำได้ยังไงกัน รสชาติขัดกับหน้าตามากๆ
ไฟลท์นี้ของผมมีให้เลือกระหว่าง international กับ Japanese
แน่นอนว่าผมเลือก Japanese เป็นข้าวกับไก่ย่างซอสเทริยากิ
มีหมี่เย็น และ round & butter (ขนมปังกลมๆ
พร้อมเนยอันเล็กๆ)
รสชาติก็จืดเหมือนเดิมครับ กินไปพอให้อิ่มท้องหลับสบายก็พอ
อ้อ ... ในบรรดา “น้ำส้ม”
ซึ่งเป็นเครื่องดื่มสุดเบสิกบนเครื่อง
ผมขอยกอันดับหนึ่งให้ของอิมิเรตส์ครับ จำยี่ห้อไม่ได้ แต่เติมไปหลายรอบมาก
ของ Bangkok Airways หวานไปครับ ของ SQ ไม่ได้เรื่องเลย ...
เวลาบินไฟลท์ยาวๆแบบนี้ก็ดีอย่างนะ ไม่ต้องรีบกินรีบเก็บ
ผมลองดูนาฬิกา ไฟลท์นี้ให้เวลากินข้าวประมาณชั่วโมงนึงเลยละ
ตอนบินไปเขมรนี่ต้องรีบกินมาก ประมาณว่าแอร์เสิร์ฟเสร็จก็เริ่มเก็บแล้ว
แต่นี่ให้เวลากินเป็นชั่วโมง เสิร์ฟน้ำเสิร์ฟชากันสองสามรอบให้อืดสะใจ
ผมเคยสงสัยเหมือนกันนะครับ ว่าเวลาที่เราบินไฟลท์ยาวๆ
ที่ต้องข้าม time zone หลายๆชั่วโมงเนี่ย
เค้าเสิร์ฟอาหารตามเวลาไหน
ตามเวลาของต้นทาง ปลายทาง หรือว่าเวลาของเขตประเทศที่เครื่องบินอยู่ตอนนั้น
เพราะไฟลท์ผมเสิร์ฟอาหารตอนตีหนึ่งเวลาไทย (ตีสามเวลาญี่ปุ่น) ซึ่งมันแปลกๆนะ
ปกติเวลาตีหนึ่ง กระเพาะเด็กอนามัยอย่างผมมันได้เวลา shut down ไปแล้ว
เลยเป็นการกินอาหารที่กระอักกระอ่วนมากครับ ไม่ได้กินเพราะหิว แต่กินเพราะง่วง
รีบๆกินให้เสร็จ แล้วจะได้รีบๆนอน...
5.
หกโมงครึ่งเวลาญี่ปุ่น คุณแอร์สาวสวยมาสะกิดให้ตื่น
เพื่อปรับพนักเบาะให้ตรง พับเก็บถาดรองขึ้น ปิด iPod ให้เรียบร้อย
เพื่อเตรียมตัวเอาเครื่องลงจอดที่สนามบินนาริตะ
กัปตันประกาศเป็นภาษาอังกฤษฟังชัดเจน แปลเป็นไทยได้ว่า
“เรากำลังร่อนลงจอดที่สนามบินนาริตะภายใน
15 นาที
เวลาที่ญี่ปุ่นในขณะนี้คือ 06.45 น. ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย
2 ชั่วโมง
อุณหภูมิภาคพื้นดินประมาณ 16 องศา มีเมฆมากและฝนตกเล็กน้อย
กัปตันและลูกเมียขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านที่ใช้บริการสิงคโปร์แอร์ไลน์
และหวังว่าเราจะได้พบกันอีกในเร็วๆนี้ ขอให้เที่ยวสนุกลุกนั่งสบายในญี่ปุ่น
สวัสดีครับ”
เอาล่ะ ... บองเต่ามาถึงโตเกียวแล้วครับ
ตอนหน้าก็จะได้เข้าเรื่องเข้าราวกันเสียที
ปล. วันนี้ผมหงุดหงิดหัวเสียพอสมควร เพราะเดือนที่ผ่านมา ผมแทบไม่อยู่ไทยเลย
ไปเวียดนาม 4 วัน กลับมาไทยวันนึง แล้วไปเขมร 10 วัน กลับไทยอีกวันนึง
แล้วก็ไปญี่ปุ่นอีก 7 วัน มาอยู่ไทยอีก 3-4 วัน ก็โดนจิกไปทำงานที่เขมรอีกแล้ว
กลัวแม่ขาดความอบอุ่นครับ ... อยากอยู่ไทยนานกว่านี้อีกหน่อย แย่จัง
นี่ขนาดบริษัทผมเพิ่งปรับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มให้อีกตั้ง 15 US$/วัน ผมยังไม่อยากไปเลย
つづく
แอบจิ๊กตัวญี่ปุ่นนี่มาจากบล๊อคคุณภูภู่ฯ
เพราะจริงๆแอบหามานานแล้ว แต่หาไม่ได้ซะที
ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ โคโดโมะ อาริงาโตะ
)
ไอ้แพท..
แอบสงสัยว่าไฟลท์ 55 นาที นี่เค้ายังเสิร์ฟอาหารอยู่อีกเหรอ พอดีเคยขึ้นเครื่องบินแค่ภายในประเทศหนะครับ และก็ไม่เคยกินอาหารบนเครื่องซะด้วย (หรือนั่นเป็นความโชคดีของผมเนี่ย
ตอนหน้าคงได้เซี้ยวเต็มพิกัดแล้วสินะ ปูเสื่อรอชมตอนต่อไป...
#1 By บอมเบย์ on 2008-05-20 22:33