หนีไปเซี้ยวที่โตเกียว 004: ฝน ร่ม และพยากรณ์อากาศ
posted on 27 May 2008 23:56 by bongtao in nippon
1.
ตั้งแต่เกิดมา เดินทางใกล้ไกลมาหลายสิบครั้ง
เพิ่งมีญี่ปุ่นนี่แหละ เป็นครั้งแรกที่ผมพกร่มไปด้วย
ผมค่อนข้างมั่นใจจะได้ใช้มันที่ญี่ปุ่นแน่นอน
ผมจึงตัดสินใจเลือกร่มพับสีเหลือง “เรารักในหลวง”
เหน็บใส่ช่องเล็กๆในเป้สะพายหลังไปด้วย
(แต่เวลาผมอยู่เมืองไทย ผมจะไม่ชอบใช้ร่มพกครับ
เพราะผมเป็นคนพับร่มเก็บได้ไม่สวยเอาเสียเลย
ผมจึงนิยมร่มกอล์ฟขนาดยักษ์ เส้นผ่าศูนย์กลาง 130 cm
พิมพ์โลโก้สินค้าที่ผมดูแลตัวใหญ่บึ้ม และร่มเป็นสีแดงสด!
ดังนั้น นอกจากนาฬิกา G-shock สีแดงบนข้อมือแล้ว
ถ้าเห็นคนกางร่มกอล์ฟใหญ่ยักษ์สีแดงสด พิมพ์โลโก้ที่ไม่คุ้นตานัก
กำลังเดินฝ่าฝนอยู่แถวๆบางซื่อ - - - นั่นก็ผมล่ะครับ)
2.
สิ่งหนึ่งที่ทำหน้าที่เตือนใจให้ผมระลึกถึงญี่ปุ่นทุกวัน
ก่อนที่ผมจะเดินทางจริง ก็คือ หน้าจอ iGoogle ของผม
ซึ่งผมจะตั้ง weather forecast เอาไว้ทั้งหมด 4 เมือง
หนึ่ง – กรุงเทพฯ สำหรับดูสภาพอากาศเวลาผมอยู่ที่เขมร
สอง สาม สี่ – โตเกียว โอซาก้า และซับโปโร
ณ วันที่ผมยังไม่รู้ว่า ผมจะหาตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นได้หรือเปล่า
...วันนั้น ผมรู้ว่าที่โตเกียวมีเมฆมาก ...
ณ วันที่ผมได้ตั๋ว แต่แอบใจเต้นตุ๊มต่อมกลัววีซ่าไม่ผ่าน
...วันนั้น ผมรู้ว่าที่โอซาก้าแดดแรงจ้าสว่างสดใส ...
ณ วันที่ผมยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าจะไปเที่ยวเมืองไหนบ้าง
...วันนั้น ผมรู้ว่าที่ซับโปโรยังมีหิมะตกหนักอยู่
ไอคอนดวงอาทิตย์ หรือเมฆครึ้มมีฟ้าผ่าที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์
ซึ่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆแทบทุกครั้งที่ผมใช้บริการของ google
ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมกับญี่ปุ่นอยู่ใกล้กันนิดเดียว ...
3.
ฝนปรอยมาทักทายผมถึงหน้าต่างเครื่องบินเมื่อเครื่องลงจอดที่นาริตะ
ฟ้าครื้มขมุกขมัวเป็นสีเทา ... พื้นรันเวย์เปียกชุ่มฉ่ำไปทั่ว ...
ท่าทางร่มสีเหลืองสดของผมจะได้ทำงานไม่เสียเที่ยวแล้ว
ระหว่างที่ผมนั่งรถไฟจากนาริตะเข้าไปโตเกียว
แทบจะเรียกได้ว่า “ทุกคน”
ถือร่มติดตัวกันมาด้วย
คนญี่ปุ่นถือร่มราวกับว่ามันเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ติดมากับร่างกาย
ทั้งๆที่ร่มนั้นเป็นร่มแบบพับเก็บไม่ได้ แต่ก็ไม่เห็นมีใครแสดงท่าทีรำคาญ
ผมจำได้ว่า ตอนที่ผมเรียนอยู่ ม.ปลาย
ผมไม่เคยคิดจะพกร่มไปโรงเรียน ทั้งๆที่รู้ว่าตอนเย็นฝนจะตก
ผมเลือกที่จะยอมรอฝนหยุดก่อน แต่เดินตัวเบาๆสบายใจดีกว่า
หรือบางทีก็เดินฝ่าฝนเข้าบ้านแม่งเลย
4.
ผมเคยได้ยินมาว่า คนญี่ปุ่นไม่เคยพกร่มเก้อ
เพราะพยากรณ์อากาศที่ญี่ปุ่น ละเอียดและแม่นยำมากๆ
และคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับข่าวพยากรณ์อากาศมากๆด้วยเช่นกัน
ไม่แปลกใจ... ผมเห็นมิซาเอะนั่งดูพยากรณ์อากาศ
อยู่ในหนังสือการ์ตูนชินจัง จนเป็นหนึ่งในมุขที่คุ้นชินมาก
ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง ...ทุกเช้าผมจะเปิดทีวีญี่ปุ่นดู
ก็พบว่ามีข่าวพยากรณ์อากาศเต็มไปหมด มีทั้งแบบรายงานเต็มรูปแบบ
มีทั้งเป็นไอคอนที่มุมบน บอกชื่อเมือง และอุณหภูมิไปทีละเมือง
แถมบางช่วง มีการเจาะเป็นเมืองๆแบบละเอียดถี่ยิบ
แบ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงออกเป็นสามช่วง ...
เที่ยงคืน – แปดโมงเช้า : โอกาสมีฝนตก 50%-70%
แปดโมงเช้า – สี่โมงเย็น : โอกาสมีฝนตก
20%-50%
สี่โมงเย็น – เที่ยงคืน: โอกาสมีฝนตก 10%-20%
...เขาละเอียดกันขนาดนี้จริงๆ ...
5.
ด้วยนิสัยการพกร่ม ทำให้ผมเห็นอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เห็นในไทย
เช่น ที่เก็บร่มตามหน้าพิพิธภัณฑ์ หรือ ถุงใส่ร่มที่หน้าห้างสรรพสินค้า
ผมเห็นคอนวีเนียนสโตร์เอาร่มออกมาวางขายในจุดที่เห็นเด่นชัด
ในวันที่มีฝนตก หรือวันที่พยากรณ์บอกว่ามีโอกาสจะตก ...
ส่วนวันที่แดดจ้า ร่มพวกนี้ก็จะกลับไปซ่อนตัวในหลืบมุมลึกสุดของร้าน
ผมชอบร่มที่ญี่ปุ่นมาก เพราะรู้สึกว่ามันถูกออกแบบมาอย่างประณีต
เขาคงชินกับการต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่คับแคบเป็นชีวิตประจำวัน
ร่มญี่ปุ่นจึงมีขนาดกะทัดรัดมาก ถ้าเป็นร่มพับก็พับได้เล็กมากจริงๆ
ถ้าเป็นแบบพับไม่ได้ โครงเหล็กของมันก็จะพับได้จนเรียวเล็กนิดเดียว
ที่แปลกใจมากคือ ... ร่มญี่ปุ่นมันราคาถูกกว่าที่ผมคิดไว้มาก
ถ้าเป็นแบบดีๆหน่อย ในเซเว่นก็ขายราวๆอันละ 400-500 เยน
และที่อึ้งมากคือ มันมี “ร่มร้อยเยน”
ขายด้วยล่ะวะครับ ...
พระเจ้า ...ร่มอันละ 31 บาท ...
นี่มันของใช้ครั้งเดียวทิ้งชัดๆ
คนญี่ปุ่นบางคน อาจจะซื้อร่มเหมือนซื้อชาเขียวที่บ้านเรา
ซื้อโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ... ซื้อเมื่อถึงเวลาต้องซื้อ...
6.
วันแรกที่เจอฝนตกที่ญี่ปุ่น ผมรู้สึกไม่ชอบ รู้สึกน่ารำคาญ
คือมันไม่ตกซู่ซ่าทีเดียวจบแบบที่กรุงเทพฯหรือที่เขมร
แต่มันจะตกเผาะแผะของมันไปเรื่อย เช้า สาย ...บ่าย ...ค่ำ
เผาะแผะ เผาะแผะ เผาะแผะ ...
แต่พอเราอยู่กับมันไปเรื่อยๆ ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน
แค่ต้องพยายามรู้สึกว่าร่มก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งของเรา...
7.
ทุกวันนี้ ที่หน้า iGoogle ของผมคงเหมือนเดิมอยู่
...มันยังคงเป็นพยากรณ์ของสี่เมืองเดิม ...
กรุงเทพฯ โตเกียว โอซาก้า และ ซัปโปโร ...
ในเวลาที่ผมกำลังเคร่งเครียดกับงานอยู่ที่กรุงเทพฯ
แล้วผมได้เห็นไอคอนรูปเมฆครึ้มมีฟ้าผ่าอยู่ที่โตเกียว
ผมก็อดนึกภาพตัวเองกำลังเดินกางร่มร้อยเยนอยู่ที่นั่นไม่ได้
ถึงไอคอนนั้นมันน่าจะเป็นฝนเผาะแผะๆที่ผมรำคาญ...
ผมกลับรู้สึกว่า ผมคิดถึงมัน ...
นี่คงเป็นสาเหตุที่ผมยังไม่คิดจะลบเมืองทั้งสามออกจากหน้าเสียที
ทุกวันนี้ก็ยังพกร่มติดตัวเสมอ ไม่ใช่แค่กันฝน แต่กันแดดด้วย รู้สึกว่าแดดมันแรงจนแสบผิว จนทนไม่ได้ เคยผิวพองเพราะตากแดดใน กทม.มาแล้ว รู้ซึ้งเลยค่ะ เลยไม่สามารถขาดร่มได้เลย ถ้าต้องไปข้างนอก
ปล.ผมไม่แน่ใจว่ามีทุกประตูรึเปล่า และถ้าผมจำไม่ผิด บางครั้งถึงฝนจะตก ก็อาจจะไม่มีถุงใส่ร่มให้เหมือนกัน(แต่ผมเคยใช้บริการฟรีๆแบบนี้มากกว่า1ครั้งแน่นอนครับ)
#1 By SkyKiD on 2008-05-28 00:13