หนีไปเซี้ยวที่โตเกียว 005: โลกสองใบในฮาราจูกุ
posted on 31 May 2008 22:30 by bongtao in nipponชินจูกุ ชิบุย่า ฮาราจูกุ หากแปลเป็นสถานที่ในกรุงเทพฯ
มันคงจะเป็นสีลม ถนนข้าวสาร สยามสแควร์ ...
ในฐานะที่เป็น hot spot ของเมืองหลวงเหมือนๆกัน
ผมจัดตารางทัวร์โดยอุทิศหนึ่งวันเต็มๆให้ 3 ย่านนี้
เพราะเห็นว่ามันอยู่แถบๆเดียวกัน สามารถนั่งรถไฟ
สาย JR yamanote หรือเดินไปก็พอไหว ...
ก่อนออกเดินทาง ผมก็ถามสตาฟฟ์ที่พักตามระเบียบ
ว่าจะไปที่ชินจูกุยังไงให้ง่ายและสะดวกที่สุด ...
สตาฟฟ์ก็จัดการหยิบแผนที่รถไฟหลากสีสันมาให้ดู
พร้อมสอนกะเหรี่ยงไทยเป็นภาษาอังกฤษชัดแจ๋วว่า
“อะโน้ ... จากตรงนี้นะคะ ก็ไปขึ้นรถไฟใต้ดินสายโอเอโดะ
ที่สถานีคุรามาเอะนะคะ (สถานีชื่อ “คุรามาเอะ” เฉยๆ ส่วนคำว่า “นะคะ”
เป็นคำไทย ไม่เกี่ยวกับชื่อสถานี) ...ประมาณ 20 นาทีก็จะถึงสถานี
ชินจูกุนิชิ ซึ่งเชื่อมต่อกับสถานีใหญ่ของชินจูกุ สามารถเดินไปได้ค่ะ”
กะเหรี่ยงไทยทั้งสองรับทราบ ก็จัดการเดินไปทาสถานีคุรามาเอะทันที
พอจัดการซื้อตั๋วเรียบร้อย ก็เอ๊ะ ... รู้สึกแปลกๆ ทำไมมันต้องเปลี่ยนขบวนวะ
เพราะคุณพี่สตาฟฟ์เขาบอกว่านั่งรวดเดียวถึงชินจูกุเลยนี่หว่า ...
... พอชี้โบ๊ชี้เบ๊กับคุณพี่เจ้าหน้าที่สถานี ก็พบว่ากูมาผิดสถานีครับ ...
ถึงสถานีจะชื่อ “คุรามาเอะ” เหมือนกัน แต่มันก็มีหลาย “คุรามาเอะ”
เพราะคุรามาเอะที่ผมซื้อตั๋วไปแล้ว มันคือสถานีของสายอาซากุสะ
ซึ่งเป็นคนละสถานีกับ “คุรามาเอะ” ของสายโอเอโดะ ...

“ถ้าน้องจะไปสายโอเอโดะ ก็ออกจากสถานีนี้ไป แล้วเลี้ยวซ้าย
ตรงไปถึงสี่แยกไฟแดง เลี้ยวซ้ายอีกที ก็จะเจอสถานีโอเอโดะ
ส่วนตั๋วที่ซื้อมาแล้ว สามารถใช้ได้เหมือนกัน เพราะเป็นตั๋วรถใต้ดินเหมือนกัน”
คุณพี่ที่สถานีอธิบายเป็นฉากๆ พร้อมหยิบแผนที่มาอธิบาย
...แต่ ... แกอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ แบบไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ
ซึ่งกะเหรี่ยงไทยสองคนก็เออๆออๆ โออิชิเดสึก๊ะกันสุดฤทธิ์
เออๆ จะพยายามทำความเข้าใจละกันนะ ...
ผมก็ปรึกษากะพี่คิง สรุปว่าก็ขึ้นมันสถานีนี้แหละ ...กูขี้เกียจเดินแล้ว
แต่ไปเปลี่ยนเป็นสายชินจูกุอีกทีก็ได้ ราคาเท่ากันแต่ช้ากว่านิดนึง ...


เซ็ง ... มาผิดสถานี
2.
ประมาณครึ่งชั่วโมง กะเหรี่ยงไทยก็เดินทางไปถึงสถานีชินจูกุ
ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานีรถไฟที่บิ๊วซี่ที่สุดในโลกเลยทีเดียวเชียว
สถานีชินจูกุ ใหญ่กว่าสถานีคุรามาเอะประมาณ 20,000 เท่า
เพราะมันทั้งกว้างและลึก จำไม่ได้ว่ามีกี่ชั้น แต่รู้ว่าเดินไกลขาลาก
เดินไปร้อยเมตร เจอบันไดเลื่อนอีกละ เดินอีกนิด เจอบันไดอีกละ
แถมมีทางออกประมาณสามแสนทาง เชื่อมต่อกับตึกและห้างมากมาย
จนเดินๆไปก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าตอนนี้กูอยู่ตรงไหนของสถานีแล้วเนี่ย

ล๊อคเกอร์ที่สถานีชินจูกุ น่ารักโคตรอ่ะ
สรุปว่ากะเหรี่ยงไทยเดินวนอยู่ในสถานีชินจูกุประมาณครึ่งชั่วโมง
กว่าจะได้โผล่ออกมาเห็นแสงตะวัน (ซึ่งจริงๆแล้วตอนนั้นฝนตก)
ซึ่งชินจูกุมีแต่ตึก ตึก ตึก ห้าง ห้าง และห้าง ... โอววว ...
ระหว่างทาง ผมไปเจอร้านไอติมสุดกิ๊บเก๋ครับ
ถ้าจำไม่ผิดจะเพิ่งเปิดตัวไม่นานนี้เองแหละ เป็นไอติมที่น่ารักโคตร
คือเป็นไอติมที่ห่อด้วยแป้งรูปหัวใจ สีสันน่ารักหวานแหวว
สนนราคาชิ้นละ 210 เยน (70 บาท) ...กะเหรี่ยงไทยตื่นตาตื่นใจมาก
ซื้อกินกันคนละชิ้น ผมซื้อสีม่วง เป็นรสมัน(อิโมะ) อะไรสักอย่างนึง อร่อยเว่อ
(กลับบ้านมา พ่ออ่านตัวคันจิบนป้ายราคา พ่อบอกว่ามันคือ “เผือก”
)ส่วนพี่คิงแกเป็นมิสเตอร์สตรอเบอรี่อยู่แล้ว ...

ถ้าไม่บอก ตอนแรกผมนึกว่าสบู่นะเนี่ย
รสชาติไอติมอร่อยครับ หวานกำลังดี แต่แป้งที่ห่อมันแปลกๆ
รสสัมผัสเหมือนกินโฟมเลย ส่วนพรีเซนเตชั่นผมให้คะแนนเต็ม
อ้อ ... ซื้อเสร็จก็ขอถ่ายรูปกับคนขายด้วยครับ คนขายน่ารักทีเดียวแหละ
กินไอติมหมด ก็หาข้าวเที่ยงกินต่อ กินกันในสถานีนี่แหละ
ร้านเยอะแยะแฝงอยู่ตามหลืบตามซอกเยอะแยะไปหมด
สุดท้ายไปจบที่ร้านแกงกะหรี่ ซึ่งจริงๆเราอยากกินอุด้งร้านตรงข้ามมากกว่า
เราตกลงว่า ก่อนจบทริปเราต้องกลับมากินอุด้งที่ร้านนี้ให้ได้...
(ถ้าไม่หลงทางในสถานีจนหาร้านไม่เจอไปเสียก่อน ...
)ระหว่างที่ผมเดินอยู่ในสถานีชินจูกุ ผมก็เดินเข้าๆออกๆร้านนู้นร้านนี้ไปเรื่อย
ซึ่งห้างที่เชื่อมต่อกับสถานี ตรงจุดนั้นมักจะเป็นส่วนที่ขายอาหาร
และเป็นดงของหวาน โดยเฉพาะเค้กหน้าตาสวยบาดจิต
ซึ่งแต่ละห้างจะคัดเลือกแต่ร้านดังๆมาขายสู้กันสุดฤทธิ์




กะเหรี่ยงไทยสองคนเข้าไปเดินในลานของหวานแล้วรู้สึกละลานตามากๆ
ใครที่เป็นคอของหวานอย่างผม เข้าไปอยู่ในนั้นต้องเสียสติอย่างแน่นอน
(เสียสติเพราะอยากกิน แต่ไม่มีตังค์ครับ แต่ละชิ้นแพงเหลือเกิน)
3.
ผมสงสัยอยู่เหมือนกันว่าคนโตเกียวเขาไม่นั่งรถบัสกันเลยเหรอ
ถึงจะรู้ว่าจากชินจูกุไปฮาราจูกุน่ะ แค่นั่งรถไฟสายยามาโนเตะ 2 สถานี
แต่ก็ยังกระเสือกกระสนไปเดินหาป้ายรถเมล์ เผื่อจะได้นั่งชมวิวระหว่างทาง ...
สุดท้ายก็พบว่า โตเกียวมีรถเมล์ก็จริงอยู่ แต่มันไม่สามารถขึ้นได้
เพราะมันไม่ภาษาอังกฤษแม้แต่ตัวเดียว ไม่ว่าจะที่ป้ายหรือที่รถ
สุดท้ายก็ต้องจำยอมกลับเข้าสถานีไปขึ้นรถไฟโดยดี
4.
สิ่งที่อยู่ในแผนของผมสำหรับการไป “ฮาราจูกุ”
ได้แก่ ไปกินเครป และไปถ่ายรูปมนุษย์คอสเพลย์ ...
ผมได้ยินมาว่าเครปญี่ปุ่นแบบออริจินัลอร่อยนักอร่อยหนา
มาถึงฮาราจูกุทั้งทีก็ขอลองสักหน่อย เดินไปถึงร้านแล้วเห็นคนเยอะมาก
ต่อแถวกันประมาณ 10 กว่าคน ... เอาไงดี จะกินก็ต้องรอหรือนี่
ก็เลยเดินอ้อมมาตั้งหลักอีกด้านนึงของซุ้มร้านเล็กๆนั่น ตั้งใจว่าจะนั่งพักเหนื่อย
แต่เห็นน้องสาวในร้านเครปน่ารักดี ก็ทักทายอะโน้อะเน้โออิชิเดสึก๊ะกันไป
ปรากฏว่า กูสามารถสั่งตรงนี้ก็ได้เลยนี่ ก็อดงงไม่ได้ว่าทำไมถึงไปต่อแถวกันหมด
ผมสั่งเครป “สตรอเบอรี่ชีสเค้ก” เพราะฟังดูชื่อตอแหลเหมาะกับผมที่สุด
มันเป็นเครปที่ใส่ ชีสเค้กจริงๆ สตรอเบอรี่จริงๆ และครีมสดจริงๆ ...
ถามว่าอร่อยมั้ย มันก็อร่อยนะครับ แต่ผมว่ามันเยอะเกินไปว่ะ
คือมันไม่ใช่ปริมาณที่เหมาะสมต่อการบริโภคหนึ่งคนน่ะ
คือกินไปครึ่งอันก็จะรู้สึกเลี่ยนจนจะอ้วกแล้ว แต่ด้วยความแพง (450 เยน)
เราจึงต้องตั้งหน้าตั้งตากินกันจนหมดด้วยความเลี่ยน ...
อร่อยครับ (ย้ำอีกครั้ง) แต่ถ้าให้กินอีก กูไม่เอาแล้ว!
ผมเดินไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ไปถึงมนุษย์คอลเพลย์ครับ
เห็นแล้วก็แบบ ...โอว น้องจะแรงไปไหน ที่บ้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า
ผมอ่านใน lonely planet เห็นบอกว่าบางคนเป็นเด็กมีปัญหา เก็บกด
โดนกดขี่ข่มเหงที่โรงเรียน พอถึงวันเสาร์อาทิตย์เลยแต่งตัวมาคลายเครียด ...



ตอนแรกผมตั้งใจว่าถ่ายรูปมนุษย์คอสเพลย์เสร็จก็คงจะเดินต่อไปชิบุย่าเลย
แต่ผมสังเกตเห็นว่ามีคนเดินเข้าไปในสวนสาธารณะครึ้มๆข้างสถานีเยอะมาก
ก็เลยลองเดินเล่นๆเข้าไปด้วย ปรากฏว่าในนั้นมันเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเมอิจิ
เป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ยักษ์ที่ซ่อนตัวอย่างเงียบๆท่ามกลางดงต้นไม้ในสวนสาธารณะ
สำหรับคนญี่ปุ่น, ที่นี่เป็นหนึ่งในศาลเจ้าหลักของโตเกียว ...
สำหรับคนไทย, ถ้ามากับทัวร์ก็คงหมดสิทธิ์จะได้เข้ามาดู เพราะมันอยู่ลึกมาก
และไม่สามารถเอารถทัวร์เข้ามาจอดได้ ต้องเดินกันด้วยเท้าหลายร้อยเมตร
และมันก็ไม่ใช่แหล่งช้อปปิ้งตระการตา เป็นเพียงศาลเจ้าที่ดูถ่อมตนเท่านั้น
ผมว่าการได้เจออะไรที่น่าสนใจนอกแผนการเดินทางก็เป็นโชคดีแล้ว
ซึ่งคราวนี้ก็เหมือนถูกหวยสองเด้ง ที่ตอนไปถึงแล้วกำลังมีพิธีแต่งงานกันพอดี
เป็นพิธีแต่งงานที่ดูญี่ปุ๊นญี่ปุ่นครับ ดูมีเอกลักษณ์มาก
ทุกอย่างดูเนี้ยบ มีพิธีรีตอง เดินกันช้าๆเนิบๆ ...

จนผมอดคิดไม่ได้ว่าฮาราจูกุมันมีโลกสองใบวางไว้ใกล้ๆกัน
ใบนึงอยู่หน้าสถานีรถไฟ ที่มีคนแต่งตัวประหลาดอยู่เต็มไปหมด
ผู้คนพลุกพล่าน ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นหลุดโลกเรียงรายไปสุดถนน
เดินไปอีกนิดเป็นโอโมเตะซันโดที่เต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนมระดับโลก
(ซึ่งผมไม่ได้เดินไป เพราะรู้ว่าไปก็ไม่ได้คิดจะซื้ออะไรแถวนั้นอยู่แล้ว)
แต่พอเราเดินเข้ามาสวนสาธารณะเขียวๆ ครึ้มๆ เงียบๆ ...
ในนั้นเป็นที่ตั้งของโลกอีกใบหนึ่ง คนแต่งชุดกิโมโนมาขอพรที่ศาลเจ้า
มีพิธีแต่งงานแบบญี่ปุ่น มีพิธีที่ประณีต บรรจง และงดงามในแบบของมัน
ฮาราจูกุมีโลกสองใบ ...
ทั้งสองใบเป็นญี่ปุ่นเหมือนกัน ... แต่เป็นญี่ปุ่นแบบคนละโลก ...
つづく
ปล.
สุขสันต์วันเกิดแฮปปี้เบิร์ดเดย์สี่ขวบแก่ exteen
และขอบคุณแชมป์สำหรับสถานที่ดีๆแห่งนี้ครับ
#1 By WhiteMapleS on 2008-05-31 22:56