กำลังใจในกระเป๋าตังค์
posted on 04 Jul 2008 14:52 by bongtao in life
1.
คุณพกรูปไว้ในกระเป๋าตังค์บ้างมั้ยครับ...
ผมเดาว่ากระเป๋าตังค์เกือบทุกใบบนโลกนี้
มันจะมีช่องที่เป็นพลาสติกใสๆ เอาไว้ใส่รูปภาพ
หรืออะไรสักอย่างที่เรามีความจำเป็นต้อง “เห็น” มัน...
ผมเองก็มีรูปภาพใส่อยู่ในนั้นเหมือนกัน
ผมใส่ “รูปติดบัตร” ของผมเอาไว้ในกระเป๋าตังค์หลายใบ
เพราะก่อนที่ผมจะมีวีซ่าแบบ multiple เข้าประเทศกัมพูชา
ผมต้องใช้รูปติดบัตร 1 ใบทุกครั้งในการสมัคร visa on arrival
จนถึงตอนนี้ผมก็ยังต้องผกเผื่อๆไว้ ถึงจะไม่ได้ใช้แล้วก็ตาม
และผมก็ยังมีรูปติดบัตรรุ่นเก่าอีกสองใบ
ใบนึงถ่ายตอนปีสี่ ใส่ชุดนิสิตผูกไท ที่เก็บเพราะรูปนี้ดูดีมากกว่าตัวจริง
ส่วนอีกใบถ่ายตอนเรียนจบ ใส่ชุดครุยจุฬาฯ เก็บไว้เป็นที่ระลึกของตัวเอง
2.
เมื่อวันจันทร์ ผมออกไปเมืองกาญจน์เพื่อควบคุมงานถ่ายโฆษณา
ในฐานะที่เป็นลูกค้าผู้มีอุปการคุณ ผมจึงไม่ต้องทำอะไรมากมาย
นอกจากการนั่งเตนท์สบายๆ ซึ่งจะมีคนเอาน้ำเอาขนมมาเสิร์ฟทั้งวัน
พอผู้กำกับถ่ายเสร็จหนึ่งซีน เราก็มีหน้าที่ตัดสินว่ามันโอเคมั้ย
หรือว่าอยากจะให้ถ่ายแก้ หรือมีความเห็นอย่างอื่นยังไงบ้าง
ระหว่างนั้น อยู่ดีๆผมก็หยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาจัดๆเรียงๆของในนั้น
เพราะผมเป็นคนที่จัดระเบียบกระเป๋าตังค์ของตัวเองบ่อยมากๆ
ชนิดที่ว่า แบงก์จะต้องเรียงจากแบงก์ใหญ่ไปหาแบงก์เล็กตลอด
ระหว่างที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับกระเป๋าตังค์ตัวเองอยู่นั้น
เจ๊ Ma’an (อ่านว่า มาอาน) ซึ่งเป็นสาวฟิลิปปินส์ที่ทำงานในทีมเอเจนซี่
และสนิทสนมกับผมมาตั้งแต่งานถ่ายโฆษณาเมื่อปีที่แล้ว
เจ๊แกแอบเหลือบมาเห็นรูปถ่ายในกระเป๋าตังค์ของผม
เจ๊ก็เลยขออนุญาตดู ว่าผมพกรูปอะไรไว้ในกระเป๋าตังค์บ้าง ...
ด้วยความสนิทสนมกัน และคุยกันถูกปาก ผมเลยยอมงัดภาพทั้งหมดออกมา
เราเริ่มจากบรรดารูปติดบัตรของผม ที่ผมเอามาเรียงต่อกันตามเวลาถ่าย
ซึ่งเจ๊แกก็ฮือฮามาก โดยเฉพาะรูปที่ผมใส่ชุดครุย ซึ่งผมต้องอธิบายว่า
นี่คือชุดที่ผมใส่ตอนรับปริญญา และมันมีความศักดิ์สิทธิ์ยังไงบ้าง ...
จนมาถึงรูปที่ผมถ่ายกับแฟนคนแรก ที่ผมยังคงเก็บเอาไว้อยู่
เจ๊มาอานเลยถามว่า “is this your girlfriend?”
ผมเลยตอบไปว่า “she was…she is my ex”
เจ๊มาอานเลยอดสงสัยไม่ได้ และถามต่อ “so why do you keep this photo?”
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงยังเก็บรูปนี้ไว้ ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้รักเขาแล้ว
ผมเลยได้แต่ตอบว่า “Perhaps because it was a good break-up”
ผมยังมีรูปอีกหลายรูปที่บางรูปผมเองก็ลืมไปแล้วว่าใส่ไว้ในกระเป๋าตังค์ด้วย
จนมาถึงรูปสุดท้าย, มันเป็นรูปถ่ายที่ผมชอบมากๆ
ถ้าให้เลือกรูปถ่ายกว่าหมื่นรูปที่ผมเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ของผม
ผมมั่นใจว่า รูปนี้จะต้องติด 1 ใน 3 รูปที่มีความหมายกับผมมากที่สุด...
ผมเอารูปถ่ายใบนี้วางไว้ด้านหน้าสุดให้เห็นชัดๆมาตลอด
2.
ผมไม่ได้เจอไอ้เอี่ยวมาประมาณเดือนนึงแล้ว
ในเดือนนึง มันจะลงมากรุงเทพฯแค่ประมาณอาทิตย์นึงเท่านั้น
ซึ่งถ้าอาทิตย์นั้นผมอยู่เขมร ก็หมายความว่าเราจะเจอกันอีกที
อย่างเร็วก็ต้องรอไปอีกเดือนนึง ...
โชคดีที่เดือนนี้ผมกับมันอยู่กรุงเทพฯในวันเดียวกันพอดี ...
ผมโทรนัดมันไปเจอกันที่จุฬาฯ เพื่อไปกินข้าวที่ตลาดสวนหลวง
ไอ้เอี่ยวจะมีนิสัยแย่ๆอย่างนึงคือ มันมักไม่ค่อยรักษาเวลานัดกับเพื่อน
เพราะตอนที่ผมจะออกจากออฟฟิศ มันก็บอกว่ากำลังจะออกเหมือนกัน
พอผมถึงจุฬาฯแล้ว โทรหามัน มันก็ยังอยู่ที่ออฟฟิศอีก อีห่านจิก!
จนในที่สุด, กว่ามันจะยุรยาตรมาได้ ตอนนั้นผมหิวแทบจะแดกรถสองแถวได้ทั้งคัน
เพราะเพิ่งไปวิ่งออกกำลังกายจนหอบแดก แล้วก็บึ่งรถมาที่จุฬาต่อเลย
เรานั่งกินบะหมี่หมูแดง แล้วไปต่อกันที่ร้านขนมปังปิ้ง
ตอนที่จะจ่ายตังค์ ผมกับมันก็หยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมาหยิบเงิน
ผมเลยเห็นรูปที่อยู่ในกระเป๋าตังค์ของมันแบบบังเอิญๆ...
มันเป็นรูปเดียวกันกับในกระเป๋าตังค์ผมโดยมิได้นัดหมาย
“อ้าว ยังเก็บรูปนี้ไว้เหมือนกันเหรอวะ ... นี่ กูก็เก็บเหมือนกัน”
ผมเผยกระเป๋าตังค์ของผมให้มันดูบ้าง พร้อมกับยิ้มเล็กๆ
“เออ ...เก็บไว้ตลอด เวลาเหนื่อยๆเครียดๆ ดูแล้วจะมีกำลังใจ” มันตอบ
3.
ผมเข้าใจความหมายที่ไอ้เอี่ยวมันพูด...
มันไม่ใช่คำพูดหวานซึ้งเลี่ยนๆ ที่ฟังแล้วแทบจะสำรอกบะหมี่ออกมา
แต่ผมเชื่อว่า ภาพนี้มันคงมีความ “พิเศษ” สำหรับมันไม่ต่างจากผม
มันเป็นภาพถ่ายบนทางขึ้นของภูชี้ฟ้า เมื่อช่วงปลายปี 2005
ตอนนั้นผมกะไอ้วินไปร่วมแจมค่ายพะเยาที่ชมรมล้านนาของไอ้เอี่ยวเป็นเจ้าภาพ
อันที่จริง ค่ายพะเยามันก็ไม่กี่วันหรอก แต่ผมไปนอนเล่นที่บ้านไอ้เอี่ยวต่ออีก 7 วัน
เพราะมันเป็นช่วงวันหยุดกีฬามหาลัยซึ่งหยุดยาวช่วงปลายปีประมาณสิบวัน
ผมเลยได้ไปนอนกลิ้งเกลือกตากลมหนาวที่จังหวัดพะเยาไปจนถึงวันปีใหม่
มันเป็นสิบวันที่ผมทิ้งทุกอย่างไว้ที่กรุงเทพฯ โดยสมบูรณ์
ทุกนาทีที่พะเยา, ผมไม่ได้คิดอะไรเลย นอกจากใช้ชีวิตไหลเอื่อยๆไปตามเวลาจังหวัดพะเยา
มันเป็นสิบวันที่ขาดแคลนความหวือหวา แห้งแล้งสีสัน แต่กลับมีความสุข ...
ในขณะที่ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมันไม่ได้สวยงามขนาดนั้น ...
ตอนผมไปเที่ยวฮ่องกง ผมยังต้อง backup ข้อมูลงานใส่ฮาร์ดดิสก์ติดกระเป๋าไปด้วย
ตอนผมไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ ผมนั่งทำงานอยู่ในห้องนอนโรงแรมห้าดาวจนสว่างคาตา
ตอนผมไปเที่ยวญี่ปุ่น ผมเอาโน้ตบุ้กไปเก็ทเมล์ทำงานทุกคืนในห้องพัก
และทุกครั้งที่กลับมา ผมอดคิดถึงงานกองโตที่รออยู่บนโต๊ะไม่ได้ ...
ชีวิตผมตอนนี้ มันไม่สามารถทิ้งทุกอย่างไว้แบบที่ผมทำเมื่อสามปีที่แล้วได้
นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้รูปนี้มีความหมายมากขึ้น เพราะมันเป็นเวลาที่มีค่า
และหาได้ยากมากๆ ในชีวิตของผมและพวกมันสองคนในตอนนี้
และนี่แหละ คือความหมายที่มันบอกว่าดูภาพนี้แล้วมีกำลังใจ
เพราะผมยังจำได้ว่าตอนนั้นมันเป็นช่วงที่มีความสุขแค่ไหน...
4.
ผมอธิบายรูปสุดท้ายให้เจ๊มาอานว่า “These two are my best friends”
เจ๊เลยถามผมด้วยคำถามเดิมว่า “why do you choose this photo?”
ถึงจะเป็นคำถามเดิม ผมกลับตอบได้โดยไม่ต้องคิดเหมือนรูปแฟนเก่า
“because it’s a meaningful moment to me … that’s all”

ปล.เจ๊มาอานบอกผมว่า รูปที่เราคัดมาใส่ไว้ในกระเป๋าตังค์
มักจะมีความหมายที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษ มากกว่ารูปถ่ายที่เราเก็บในอัลบั้ม
ซึ่งผมคิดว่าจริง และรู้สึกเห็นด้วยมากๆ ...
ปล.2 ผมได้รับคำเตือนจากไอ้เอี่ยวก่อนไปแจมค่ายพะเยาว่า
น้องๆในค่ายน่ะแร๊งงงงงง ... ผมเลยต้องคัดหาเสื้อหนาวที่แรงที่สุดในตู้
นั่นคือเสื้อหนาวบ้านกริฟฟินดอร์ แห่งฮอกวอตส์ ตามที่เห็นในรูป ...
...แร๊งงงงงงงงงงงงงงงง ....
รูปมัน แร๊งงงงงงงงงงงงงงง
#1 By ยัยตูดเป็ด on 2008-07-04 15:05