ซาลารี่แมน ปะทะ เลมอนแมน (1)
posted on 13 Jul 2008 22:35 by bongtao in officeเมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้รับมอบหมายภารกิจชิ้นใหญ่จากนายของผม
ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่งานที่ยากแบบสาหัสรากเลือดอะไรมากนัก
แต่ว่านี่เป็นการทำงานแบบนี้เต็มตัวครั้งแรกของผม
ภารกิจที่พูดถึงก็คื้ออออออ ...
“พาลูกค้าชาวเขมรไปเยี่ยมชมโรงงาน+เที่ยวเมืองไทย”
โดยภารกิจนี้มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
1. จัดขึ้นในวันที่ 11-13 กรกฎาคม 2551
2. ผู้ร่วมทริป (รวมสต๊าฟฟ์) ทั้งสิ้น 30 ชีวิต
3. ลูกค้าต้องไปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่และโรงงาน
4. ลูกค้าต้องได้เที่ยว กิน อยู่อย่างเต็มที่
5. มีเงินให้ใช้สำหรับภารกิจนี้ 500,000 บาทถ้วน
6. บองเต่าเป็นผู้รับผิดชอบหลักอย่างเป็นทางการของภารกิจนี้

2.
เป็นธรรมเนียมของบริษัทฯของผม สำหรับการพาลูกค้าไปเที่ยว
ซึ่งสำหรับลูกค้าเขมรนั้น ปกติเราจะจัดเป็นประจำทุกๆปี
ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะมีวันหยุดยาวของเขมรอยู่หลายวัน
(ลูกค้าต้องทำมาหากิน คงไม่มีใครอยากไปเที่ยวโดยต้องหยุดร้าน)
ซึ่งที่ผ่านๆมา ผมก็ไปร่วมทริปในฐานะสต๊าฟฟ์คนหนึ่ง
แต่ในปีนี้ นายได้มอบหมายให้ผมเป็นพ่องานในการประสานงาน
ซึ่ง destination ประจำปีนี้ก็คือ ซิดนี่ย์ ออสเตรเลีย ...
การจัดทริปพวกนี้ฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่มีรายละเอียดยิบย่อยเยอะมาก
นี่เป็นสาเหตุที่นายผมให้ผมจัดทริปเล็กในเมืองไทยเป็นการซ้อมมือก่อน
หลังจบทริปนี้แล้ว ผมจะต้องเริ่มประสานงานจัดทริปใหญต่อทันที
3.
หลังจากได้รับโจทย์จากนายมาแล้ว ผมก็ต้องเอามาคิดต่อ
ว่าสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยที่น่าจะยัดใส่ทริปลงไปได้นั้น
มีอะไรที่น่าสนใจและเป็นไปได้บ้าง ...
หลังจากคิดและปรึกษากับนายอยู่สักพัก ผมก็ได้ตารางทัวร์คร่าวๆ ดังนี้
วันแรก – ลงเครื่อง ไปออฟฟิศ เช็คอินที่โรงแรม ล่องแม่น้ำเจ้าพระยา
วันที่สอง – ไปโรงงานกรุงเทพฯ โรงงานสระบุรี ฟาร์มโชคชัย สยามนิรมิตร
วันที่สาม – ไปวัดพระแก้ว กินโออิชิแกรนด์ ดูสยามโอเชี่ยนเวิลด์ กลับบ้าน
ขอกระซิบแอบบอกว่า ทริปนี้ผมละคุ้มจริงๆ นอกจากจะเที่ยวฟรีแล้ว

ถึงแม้ว่าโปรแกรมเกือบทั้งหมดจะอยู่ในกรุงเทพฯ ตลอดเวลา
แต่สถานที่เที่ยวที่กินในโปรแกรมนั้น ผมไม่เคยไป ไม่เคยกินเลยสักอย่าง
งานนี้บองเต่าเลยขอเนียนเป็นนักท่องเที่ยวไปพร้อมกะลูกทัวร์ละกัน
4.
วันที่หนึ่ง – 13 กรกฎาคม 2551
ผมจอดรถที่ออฟฟิศ เพื่อไปเตรียมงานบางส่วนก่อน
ก่อนจะนั่งแท๊กซี่ไปสุวรรณภูมิ เพื่อพบกับไกด์ที่รอที่ประตูทางออกอยู่แล้ว
ท่าทางว่าผมจะห่างหายจากสุวรรณภูมิไปนานทีเดียว (สามอาทิตย์)
ผมเพิ่งรู้ว่าตอนนี้ ผมไม่สามารถไปยืนรอรับคนที่หน้าทางออกผู้โดยสารขาเข้าได้แล้ว
แต่จะต้องยืนห่างออกมา โดยมีการกั้นโซนอย่างชัดเจนคล้ายที่ดอนเมือง
ผมสอบถามกับไกด์ ได้ความมาว่า เมื่อไม่นานมานี้
มีนักร้องเกาหลีมาเมืองไทย แล้วเกิดจลาจลในสนามบินขึ้น
เนื่องจากแฟนเพลงจำนวนมาก วิ่งแก่กรูเข้าไปจนควบคุมไม่ได้
นับแต่นั้นมา จึงต้องมีการกันไม่ให้คนที่มารอรับผู้โดยสารขาเข้า
ไม่ให้ประชิดเข้าไปใกล้ประตูมากเกินไป ....
โอว ผมเพิ่งรู้ว่าแฟนคลับนักร้องเกาหลี มีผลต่อชีวิตผมมากถึงขนาดนี้

เมื่อไฟลท์ของลูกค้าขึ้นที่หน้าจอว่าลงจอดแล้ว ผมก็รอสักพัก
ผมนัดแนะกับทางไกด์ว่า ให้เข้าไปรับลูกค้าทั้งหมด (ไกด์สามารถเข้าไปได้
แต่ต้องมีบัตรอนุญาตจากทางสนามบิน ส่วนผมต้องรอในที่ที่กันเอาไว้)
ยังไม่ทันจะได้เริ่มทริป ผมก็ได้กลิ่นเปรี้ยวๆ โชยมาเตะจมูก
เพราะมีลูกทัวร์สามคนเดินออกมาก่อน โดยไม่ได้มากับไกด์
โชคดีที่หนึ่งในสามจำหน้าผมได้ เลยเข้ามาทักผมซะก่อน
ไม่งั้นสามคนนี้คงเดินไปถึงไหนต่อไหนโดยไม่มีใครรู้แล้ว ...
อีกสักสิบนาที ไกด์ของผมก็พาขบวนลูกค้าผมเดินนำมาแต่ไกล
โดยมีข่าวที่ไม่ค่อยจะดีนัก คือมีลูกค้าสองท่านขอ cancel กระทันหัน
ซึ่งยังไงก็ตาม ผมก็ยังต้องจ่ายเงินให้กับทัวร์ 30 pax ตามสัญญาอยู่ดี
นั่นหมายความว่า บริษัทผมจ่ายเงินไปฟรีๆหลายหมื่นบาทนั่นเอง
เมื่อรวบรวมประชากรในทริปครบถ้วน เราก็เดินไปขึ้นรถทัวร์ชั้นล่าง
(ไอ้สามคนที่เดินออกมาก่อน ทำเอาป่วนไปพักใหญ่ เพราะคนอื่นนึกว่า
มันยังไม่ออกมากัน ก็เลยตามหากันวุ่นวาย กว่าจะรู้ว่ามันออกมาแล้ว
เพราะไม่รอลูกทริปคนอื่นที่รอรับกระเป๋าอยู่ แม่งเอ๊ยยย)
5.
เมื่อขึ้นรถทัวร์ กลิ่นเหม็นเปรี้ยวก็ลอยมาเตะจมูกผมอีกรอบนึง
เมื่อทราบจากไกด์ว่ามีลูกทัวร์สองท่าน ขอแยกออกไปก่อน
โดยให้เหตุผลว่า เพราะมีธุระต้องจัดการ !!! ...
ที่สำคัญ, สองคนนั้น คือสองในสามหน่อที่โผล่มาก่อนชาวบ้านนั่นแหละ
ซึ่งต่อจากนี้ไป ผมขอเรียกคุณลูกค้าสองท่านนี้ว่า “เลม่อนแมน”
เพราะแม่งเปรี้ยวเข็ดฟันกรูเหลือเกิ๊นนนนนน....
เอาล่ะ ... ช่างมัน ผมยังมีลูกค้าที่อยู่กับผมอีกยี่สิบกว่าคนต้องดูแล
เมื่อรถทัวร์เคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองกรุงเทพฯ ก็เข้าสู่กระบวนการแนะนำตัว
ซึ่งในฐานะที่ผมเป็นพ่องานนี้ ผมก็เลยต้องเป็นคนพูดแนะนำตัว
และพูดถึงกำหนดการณ์ในทริปอย่างคร่าวๆ (โดยมีล่ามเขมรแปลให้อีกที)
ณ ตอนนั้นแหละ ที่ผมเห็นว่าทริปนี้ผมเป็นคนอายุน้อยที่สุดชัวร์ๆ
เพราะลูกค้าที่เราเชิญมานั้น เป็นระดับ “เจ้าของกิจการ” ทั้งนั้น
อายุอานามจึงปาเข้าไปหลักสี่ กันแทบจะทั้งคันรถ
ยิ่งบางคนดูมีอายุ จนเลยหลักสี่จะถึงรังสิตกันอยู่แล้วด้วยซ้ำไป
การให้คนอายุยี่สิบกว่าๆ มาพูดกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ
ให้ผู้ใหญ่ (ซึ่งฟังกูพูดไม่รู้เรื่อง) อายุเกือบจะสองเท่าของคนพูด
มันก็ทำให้รู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกันนะ ...
แต่ไม่เป็นไร เซี้ยวซะอย่าง กลัวอะไร ...

6.
โปรแกรมแรกของเราคือ ไปกินอาหารเที่ยงบุฟเฟ่ต์ ที่คิงพาวเวอร์ ซอยรางน้ำ
ผมเองก็ได้ยินชื่อเสียงของห้องรามายณะมาหลายครั้ง แต่ไม่เคยมาลองกินเอง
ตลอดทริปนี้ ลูกค้าจะได้กินอาหารทั้งหมด 7 มื้อด้วยกัน
ซึ่ง 6 ใน 7 นั้นเป็นมื้อแบบ all you can eat ซึ่งผมจงใจจัดให้
ซึ่งสาเหตุหลักก็คือ ผมต้องการจะควบคุมค่าใช้จ่ายนั่นเอง
ส่วนใครอยากจะกินอะไร ก็เลือกกันตามใจชอบแล้วกัน
จะได้ไม่ต้องมาบ่นกันทีหลัง ว่ามื้อนี้อาหารดีไม่ดี อร่อยไม่อร่อย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น, ถ้าลูกค้าต้องการอยากกินอะไรเพิ่มเติมจากบุฟเฟ่ต์
(ซึ่งส่วนมากก็มักจะเป็นเหล้าเบียร์) ก็สามารถสั่งได้เต็มที่
ทางบริษัทฯออกค่าใช้จ่ายให้ทุกบาททุกสตางค์ครับ

คงเป็นเพราะบุฟเฟ่ต์ ยังไม่ใช่รูปแบบการกินที่แพร่หลายในเขมร
ผมเชื่อว่าลูกค้าเขมรส่วนใหญ่ เมื่อมาเห็นไลน์อาหารที่นี่แล้วต้องกรี๊ด
(แต่ทริปนี้ลูกค้าเป็นผู้ชายทั้งหมด พวกเขาคงต้องแอบกรี๊ดเงียบๆในใจ)

ผมเห็นแต่ละคน ตักอาหารกันมาราวกับเพิ่งหนีมาจากสงครามกลางเมือง
หนึ่งจานบรรจุอาหารได้สิบแปดประเภท ตั้งแต่ซูชิ ข้าวผัด ปูอัด
ปอเปี๊ยะ มัสมั่น ยำทูน่า และอีกมากมายเบียดเสียดกันอยู่ในจานเดียว
ผมคุยกับนายผม นายผมเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ทำทริปพาลูกค้าไทย
ไปเที่ยวต่างประเทศเมื่อสิบปีที่แล้ว ลูกค้าไทยก็ตักกันท่วมจานแบบนี้แหละ
เพราะตอนนั้นบุฟเฟ่ต์ก็ยังไม่ได้แพร่หลายในเมืองไทยเท่าไรนัก
จนหลังๆ ก็เริ่มมีการพัฒนาและปรับตัว ค่อยๆตักน้อยลง แต่ตักบ่อยขึ้น
ดังนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเจอภาพวันนี้...
แต่สิ่งนึงที่เหนือความคาดหมายคือ ไอ้อาหารที่เขาตักๆมานั่นน่ะ
เขากินกันหมดนะครับ ... ตักมาสิบแปดอย่าง เขาก็กินหมดสิบแปดอย่าง
มื้อนี้เลยได้ feedback ที่ค่อนข้างดีจากลูกค้าเลยละครับ ...

7.
โปรแกรมต่อไปคือ ผมจะพาลูกค้าไปเยี่ยมชมที่สำนักงานใหญ่
เนื่องจากออฟฟิศผมใหญ่โตอลังการมาก โชว์พาวกันสุดๆไปเลย
ซึ่งตรงจุดนี้ผมก็เตรียมงานไว้ก่อนทั้งหมดแล้วในตอนเช้า ...
ซึ่งการ "เตรียมงาน" นั่นหมายถึงตั้งแต่การจองห้องประชุม จองอาหารว่าง
จองที่จอดรถบัส นัดคิวนายใหญ่มาต้อนรับ จัดเอกสารประกอบ
สำรวจเส้นทางเดินจากรถไปห้องประชุม เช็คทางไปห้องน้ำ
ทำพรีเซนเตชั่น เตรียมของที่ระลึก ... ทุกอย่างบองเต่าจัดการเองหมด
(โดยได้รับความช่วยเหลือจากพี่ยา – เลขาสุดน่ารักของผม ขอบคุณมากครับ)

ตามกำหนด แขกจะขึ้นลิฟท์จากห้องโถงด้านล่างไปที่ห้องประชุมชั้นสี่
ปรากฎว่า มีสิ่งหนึ่งที่อยู่นอกเหนือจากที่ผมจัดเตรียมเอาไว้คือ จอแอลซีดีหน้าลิฟท์
ซึ่งขึ้นพาวเวอร์พอยท์เป็นธงชาติเขมร พร้อมคำว่า “ซัวสะไดย”
ต้องมีใครสักคนที่เตรียมพาวเวอร์พอยท์นี้ไว้รอต้อนรับแขกแน่ๆ
ซึ่งผมมาสืบทราบทีหลังว่า คือนายของผมเองนั่นแหละครับ
งานนี้ผมขอคารวะนายสามจอก เพราะเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ
ที่ผมมองไม่เห็นจริงๆ รู้สึกประทับใจในตัวนายขึ้นมาอีกเยอะเลยละ
8.
หลังจากจบการแนะนำบริษัท (หรือเป็นการโชว์พาวนั่นเอง)
เราก็พาลูกค้าไปเช็คอินที่โรงแรม อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อย
ณ จุดนี้ก็ถึงเวลาของเลม่อนแมนอีกครั้งครับ ...
ห้องพักที่ผมจัดไว้ให้ ผมได้เช็คกับทางลูกค้าก่อนเดินทางแล้ว
ว่าใครอยากได้เตียง twin หรือเตียง double ผมจัดให้ได้หมด
ปรากฏว่า นังเลม่อนแมนของผม ซึ่งมากับองครักษ์หนึ่งคน
เกิดเปรี้ยวเปลี่ยนใจ จากเดิมนอนเตียง twin ขอแยกเป็นสองห้อง
โดยบอกว่า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะจ่ายให้ ไม่มีปัญหา ...
โอเค้ ... เปรี้ยวแต่มีตังค์จ่าย ผมก็สบายใจ จัดไปๆ ...
ตอนเย็นวันนี้ เราจะพาลูกค้าไปกินอาหารล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา
ซึ่งผมก็เพิ่งรู้ตอนนี้แหละ ว่าในแม่น้ำเจ้าพระยามันมีเรือแบบนี้เยอะมาก
มีตั้งแต่แบบไฮโซล้นฟ้าดาวดึงส์ ไปจนถึงเตี้ยติดดินรากหญ้า ...
เรือลำที่ผมเลือกให้ลูกค้า เป็นแบบระดับกลางๆค่อนไปทางไฮโซนิดๆ
ชื่อเรือ เจ้าพระยาครุยส์ โดยเราต้องไปขึ้นที่ท่าสี่พระยา
9.
โปรแกรมนี้จริงๆฟังดูไม่น่าตื่นเต้นอะไร ...
แต่เชื่อไหมว่าผมแอบตื่นเต้นอยู่ลึกๆ และผมเดาว่าผมเป็นอยู่คนเดียว
ผมตื่นเต้นตรงที่ว่า ผมไม่ได้มาที่ท่าเรือสี่พระยามาสองปีกว่าแล้ว
ทั้งๆที่ตอนผมเรียนจุฬาฯ ผมต้องข้ามเรือระหว่างคลองสาน-สี่พระยา
เป็นกิจวัตรประจำวันทุกเช้าเย็น ...
ผมแอบอยากรู้ ว่าสองปีผ่านไป สี่พระยาเปลี่ยนไปขนาดไหน...
ผมชอบนั่งเรือข้ามฟากที่นี่ โดยเฉพาะวันที่ผมเหนื่อยๆ หรืออารมณ์ไม่ดี
เพราะเวลาที่ได้เห็นแม่น้ำกว้างๆ ไหลเอื่อยๆ มันช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะ
จนผมรู้สึกอยากนั่งบนเรือข้ามฟากให้คุ้มเงินสองบาทที่สุดเท่าที่จะทำได้
วันนี้ได้มาเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาแบบใกล้ชิดอีกครั้ง ก็ยังรู้สึกดีเหมือนเดิมครับ
น่าเสียดายที่มีเวลาน้อยไปหน่อย ไม่งั้นจะนั่งข้ามไปกินบัวลอยที่คลองสานด้วย

10.
บุฟเฟ่ต์กลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้งบนเรือครับ
มันคือบุฟเฟ่ต์นานาชาติ ซึ่งทำอาหารไทยรสชาติแบบกลางๆเผื่อฝรั่ง
เนื่องจากกว่าครึ่งลำเรือก็หัวแดงหัวทอง อีกครึ่งก็โออิชิเดสึก๊ะฮันยองซาเงโย
พวกคนต่างชาติพวกนี้เค้าจะรู้มั้ยนะ ว่าอาหารไทยที่อยู่บนเรือเนี่ย มันไม่ใช่อาหารไทยแท้
แต่มันเป็นอาหารไทยประดิษฐ์ที่ถูกปรับปรุงรสชาติมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ
ส่วนอาหารอื่นๆ เช่นซูชิ ก็เป็นพวกซูชิกรรมกรข้าวเยอะๆ คุณภาพเห่ยๆ
ซึ่งเอามาประดับให้ดูดีว่า “เฮ้ย บุฟเฟ่ต์กูมีอาหารญี่ปุ่นนะเว้ย ไม่กระจอกนะเว้ย”
(ขออภัยด้วยที่ฟังดูกระแดะ แต่ซูชิพวกนี้ไม่มีทางได้แอ้มปากผมหรอก ชิส์)
ส่วนของหวาน ก็จะเป็นเค้กสี่เหลี่ยม เหมือนเค้กห้าบาทในโรงอาหารโรงเรียน
กินแล้วบอกคำเดียวว่า “ไม่คุ้มค่าอ้วน” ผมก็มักจะงดของหวานไปโดยปริยาย
ผมนึกภาพไม่ออกว่าทริปนี้ผมต้องเจอบุฟเฟ่ต์อาหารแบบนี้อีกกี่ครั้ง
เพราะนี้แค่ครั้งที่สอง (ติดต่อกันในวันเดียว) ผมก็แทบกระเดือกไม่ลงแล้ว
แต่ดูท่าทางลูกค้าจะยังเอนจอยกับบุฟเฟ่ต์อลังการแบบนี้อยู่
สังเกตจากจำนวนอาหารในจานที่ลูกค้าไปตักมาทีนึง
ก็ยังพูนจานไม่ได้ลดลงจากมื้อเที่ยงที่คิงพาวเวอร์สักเท่าไร ...

ไม่เป็นไร ... ลูกค้ามีความสุข บองเต่าก็มีความสุขครับ
(ออกแนวแคมเปญ “คุณคะ” ของการบินไทยสุดฤทธิ์เนอะ)
เนื่องจากทริปนี้มีดราม่าเยอะมาก จริงๆอยากเขียนรวดเดียวจบ
แต่คาดว่าจะยาวเกินไป แล้วตอนนี้ผมก็เหนื่อยมากๆแล้วด้วยครับ
เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ปกติจะนอนวันละสิบชั่วโมง ก็เหลือแค่ห้าชั่วโมง
ตอนนี้ก็จะห้าทุ่มแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงาน สัมมนาทั้งวันอีกครับ
คืนนี้เขียนต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงขออนุญาตแบ่งเป็นตอนๆละกันนะครับ
อีกสองวันที่เหลือ เรายังมีเรื่องเปรี้ยวๆของยอดมนุษย์เลม่อนแมนอีกเยอะครับ
แต่เนื่องจากมันเป็นลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ ผมจึงไม่สามารถทำอะไรมันได้ในทริป
จึงต้องใช้วิธีมาเขียนด่ามันในบล๊อคแทนครับ ฮ่าๆ ....
โปรดติดตามชมคราวเปรี้ยวของเลม่อนแมนได้ในตอนต่อไปครับ

#1 By ゴッチ on 2008-07-13 23:04