ซาลารี่แมน ปะทะ เลมอนแมน (2)
posted on 17 Jul 2008 16:04 by bongtao in officeวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม 2551
เช้าวันนี้ ผมรู้สึกได้ว่านมของผมใหญ่ประมาณคัพเอฟ

มันไม่ได้ใหญ่ขึ้นเพราะผมแอบไปทำอะไรที่ยันฮีมาหรอกครับ
แต่มันใหญ่ขึ้น เพราะวันนี้มีภูเขาหลายลูกซุกอยู่ในอกผม
ตารางทัวร์ของเราวันนี้ จัดได้ว่าแน่นเอี้ยดครับ
เพราะต้องชมโรงงานสองแห่ง (กรุงเทพฯ และสระบุรี)
ไปเที่ยวฟาร์มโชคชัย และกลับมาดูสยามนิรมิตให้ทัน
ที่มันน่าเป็นห่วงเพราะว่า สถานที่ที่เราจะไปทั้งหมด
มันมีเวลาเป๊ะๆของมันครับ ที่โรงงานผมก็นัดวิทยากรเอาไว้
ที่ฟาร์มโชคชัยก็มีรอบเข้าชม สยามนิรมิตก็มีรอบโชว์ของมันเช่นกัน
ผมจึงต้องพยายามรักษาเวลาให้ได้เป๊ะที่สุดเท่าที่จะทำได้
ไม่งั้นความชิบหายก็จะมาเยือนในโปรแกรมถัดๆไปได้
2.
ระหว่างที่นั่งกิน American breakfast อยู่ที่โรงแรม
ผมนั่งคุยกับไกด์ว่า เมื่อคืนมีลูกค้าไปเที่ยวไหนมาบ้างมั้ย
ก็ได้ความว่า คุณไกด์พาลูกค้าท่านนึงไปเที่ยวพัฒน์พงศ์
เพราะเขารีเควสต์มาว่าอยากดู pussy show อันลือลั่นของบ้านเรา
พอผมเห็นคุณลูกค้าคนนั้นเดินมา ก็เลยเข้าไปทักว่าโชว์เมื่อคืนเป็นไงมั่ง
เขาก็บอกมาแค่ว่า ... disgusting and not entertaining at all
พร้อมกับทำหน้าเหม็นเปรี้ยวอีกนิดหน่อย ...

จบการรายงานข่าวอเมซซิ่งไทยแลนด์แต่เพียงเท่านี้

เราไปถึงโรงงานแรกตรงเวลา (ยกภูเขาออกจากอกไปหนึ่งลูก
รู้สึกว่าเต้านมลดขนาดลงหนึ่งคัพ และข้างซ้ายใหญ่กว่าเล็กน้อย)
ก็รู้สึกผิดเล็กน้อยนะครับ ที่ไปรบกวนเยี่ยมชมโรงงาน
แต่ก็ดันไปบีบวิทยากรให้พูดจบภายในเวลาที่เราต้องการ
ลึกๆผมก็อยากให้เวลามากกว่านี้นะครับพี่ เพราะมันก็เป็นผลดี
ต่อธุรกิจของลูกค้าโดยตรง แต่ก็ไม่สามารถยืดได้มากกว่านี้แล้ว
ถึงกระนั้น, เราก็ไปถึงโรงงานแก่งคอยที่สระบุรีช้าไปชั่วโมงนึง
(ระหว่างเดินทาง รู้สึกปวดนมเล็กน้อย เหมือนภูเขาในอกกำลังจะระเบิด
เพราะกลัวว่าจะเลทไปทั้งวัน อาจจะต้องสลับโปรแกรมกันวุ่นวาย)
ต้องขอบคุณพี่ๆที่โรงงานอีกที ที่น่ารักและให้ความร่วมมืออย่างดี
ถึงขนาดไปหาพี่ท่านนึงที่เป็นคนสุรินทร์ และพูดภาษาเขมรได้คล่อง
มาบรรยายเป็นวิทยากร ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น และใช้เวลาน้อยลง
ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่นดี ก็ได้เวลาของเลม่อนแมนออกโรงอีกครั้ง
พอไปถึงโรงงานแก่งคอย ซึ่งเราจะพาเยี่ยมชมห้อง lab และห้องควบคุม
เลม่อนแมนแม่งไม่ขึ้นไปครับ มันยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าตึกกันสองคน
โดยให้เหตุผลง่ายๆว่า “นั่งรถมาเหนื่อยแล้ว ขี้เกียจขึ้นไปดู ...”
เออ ... อยากเปรี้ยวก็เปรี้ยวไป ...

หลังจากจบโปรแกรมที่โรงงานแล้ว เราก็ไปฟาร์มโชคชัยกัน
โดยมื้อนี้จะเป็นมื้อเดียวที่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ แต่เราจะเสิร์ฟสเต๊กสุดหรู
(ซึ่งคนเขมรกินสเต๊กเนื้อกันทุกคน มีแค่ผมกับพี่เลขาที่กินหมู)
พอถึงโต๊ะปุ๊บ สเต๊กก็เริ่มเสิร์ฟให้ลูกค้ากินได้ทันที เพราะเราแจ้งกับทางฟาร์มไว้ล่วงหน้า
เพราะตอนนั้นก็จะบ่ายสองแล้ว รู้สึกได้ว่าลูกค้าหิวจนแทบจะแดกวัวเป็นๆในฟาร์มได้ทั้งตัว
ปรากฏว่านังเลม่อนแมนมันบอกว่ามันไม่อยากแดกสเต๊กครับ !!!!
แล้วตอนอยู่บนรถ มึงเสือกสั่งสเต๊กเนื้อไปถมสวนมะนาวบ้านมึงเรอะ !!!
ไอ้ครกแตก!!!

คือถ้ามันบอกว่ามันไม่อยากกินสเต๊กที่ผมจัดให้ เพราะว่าอยากกินฟิเลต์มิยอง
หรืออยากกินสเต๊กเทพที่ทำจากเนื้อวัวบนสวรรค์้ดาวดึงส์ ผมจะไม่ว่าอะไรมันเลยครับ
ถือเป็นความผิดของผมเอง ที่ไม่สามารถหาอาหารมาประเคนตามความต้องการคุณลูกค้าได้
แต่ที่จี๊ดมากๆคือ มันเสือกสั่งข้าวผัดหมูโปะไข่เจียว กับต้มยำกุ้งมากินแทนสเต๊ก
เปรี้ยวได้อีกมึ๊งงงงง เปรี้ยวได้อีก ....

ทั้งนี้ทั้งนั้น, มื้อนี้เป็นอีกมื้อที่ลูกค้าชอบครับ เพราะได้กินเนื้อแกล้มเบียร์อร่อยๆ
แถมสลัด กับ round butter (ขนมปังกลมๆ ทาเนย) ก็อร่อยมากครับ
พอเราทานเสร็จแล้ว ก็พาคุณลูกค้าเข้าไปเที่ยวชมฟาร์มโชคชัยกันต่อ
พออีเลม่อนแมนมันอิ่มท้อง มันก็ได้เวลาเปรี้ยวของมันแล้วครับ
มันบอกว่า มันไม่อยากดูฟาร์มโชคชัย มันอยากกลับกรุงเทพแล้ว
ที่สำคัญคือ ... มันจะอยากกลับกรุงเทพ ณ เดี๋ยวนั้นเลย!!!
นี่กูแบกภูเขายัดนม เพราะต้องพยายามรักษาเวลาในทริปมาทั้งวัน
เพื่อเดินทางมาเกือบถึงปากช่อง ทั้งหมดนี้เพื่อให้เอ็งมากินข้าวผัดหมูโปะไข่เจียว
แล้วก็กลับกรุงเทพฯเนี่ยนะ ?!!
ผมเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์มันเปรี้ยวเกินกว่าผมคนเดียวจะรับไหวแล้ว
ผมเลยขอให้ไกด์กับหัวหน้าเซลล์มาช่วย handle สถานการณ์เหม็นเปรี้ยวแทนผมก่อน
เพราะผมต้องไปดูแลลูกค้าที่เหลืออีกหลายสิบคนที่เค้าเข้าไปในฟาร์มกันหมดแล้ว
เวลาผ่านไปสักพัก, ไกด์ก็เดินเข้ามาสมทบกับกลุ่มของผมในฟาร์ม
โดยที่ไม่มีวี่แววของยอดมนุษย์เลม่อนแมนเดินตามเข้ามาแต่อย่างใด
“สรุปว่าไงพี่ ลูกค้ากลับกรุงเทพฯ ไปแล้วเหรอ”
“ป่าวครับ เค้านั่งรออยู่ด้านหน้านั่นแหละ ไม่เข้ามาดู”
“ไม่ดูแล้วทำไมไม่กลับ?”
“เค้าอยากกลับ ผมก็ช่วยหารถตู้กลับกรุงเทพฯให้เค้าแล้ว
แต่รถตู้เรียก 7,000 บาท ... เขาเลยยอมรอกลับด้วยกัน”
“หึหึ... เปรี้ยวไม่จริงนี่หว่า ...”
ประโยคสุดท้ายนี่ผมพูดเงียบๆในใจนะครับ ...

ผมยังไม่เปรี้ยวพอจะพูดออกมาดังๆ ตอนนั้น
3.
ทุกอย่างในฟาร์มโชคชัยผ่านไปได้ด้วยดีครับ
ลูกค้าก็ดูฟาร์ม ตื่นเต้นกับเต้านมวัวกันไป บองเต่าก็เดินกินไอติมไป
พอขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพฯ ก็หลับยาวกันทั้งรถครับ
ลูกค้าคงเหนื่อย เพลียเพราะอากาศค่อนข้างร้อน
ส่วนบองเต่านอน เพราะอิ่มไอติมและอืดนมเต็มท้อง
หลังจากพยายามรักษาเวลามาตลอดทั้งวัน
ในที่สุด, เราก็เดินทางมาถึงสยามนิรมิตทันเวลาตามกำหนดการณ์
(ยกภูเขาลูกสุดท้ายออกจากอก นมกลับมาปกติเหมือนเดิม)
ผมไม่เคยได้ดูโชว์อะไรอลังการๆแบบนี้ในเมืองไทยมาก่อน
เคยไปดูอะไรประเภทนี้ที่เสิ่นเจิ้น กับที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ แล้วรู้สึกอลังการมาก
ก็คงไม่แปลกที่เมืองไทยจะต้องมีอะไรอลังการๆมาอวดเข้าบ้าง
ที่สยามนิรมิตเค้าจะมีแพคเกจค่าเข้าชมโชว์รวมบุฟเฟ่ต์อาหารเย็นด้วยนะ
แต่ก็เป็นบุฟเฟ่ต์นานาชาติแบบเดิมๆที่มาหลอกหลอนผมอีกครั้ง
ระหว่างที่กำลังแจกจ่ายบัตรอาหาร+เข้าชมโชว์ให้ลูกค้าอยู่
ใช่แล้วครับ ... ได้เวลาของเลม่อนแมนอีกครั้ง!!!
พี่ชัยซึ่งเป็นเซลล์ที่คอยติดต่อและดูแลลูกค้าตลอดเวลา
เดินมาบอกผมว่า มีแขกสามท่านจะไม่กินข้าว ไม่ดูโชว์ ...
ซึ่งผมได้กลิ่นเปรี้ยวลอยมาแต่ไกลเลยครับ
คุณเลม่อนบอยยืนทำหน้าบูดๆอยู่ไกลๆ
ราวกับว่าอยากจะออกไปจากโรงละครสยามนิรมิตโดยเร็วที่สุด
“แล้วลูกค้าอยากไปไหนอะพี่”
“ลูกค้าอยากกินอาหารทะเล เค้าเบื่อบุฟเฟ่ต์แล้ว”
“เออ พาไปกินแถวๆสุขุมวิทเลยนะพี่ มีที่ดีๆแพงๆหลายที่”
“เออได้ๆ แต่คืนนี้พี่กลับดึกนะ เต่านอนไปก่อนเลย”
(ผมกับพี่ชัยนอนห้องเดียวกันที่โรงแรมครับ)
“อืม กินอิ่มแล้วก็จะพาแขกไปอาบน้ำกันต่อใช่มะ”
พี่ชัยยิ้ม แต่ไม่พูดอะไร ... แต่นั่นก็ตอบอะไรได้หมดแล้ว
นอกจากมันจะเปรี้ยวแล้วมันจะยังหงี่แต่หัววันอีก ..ของเค้าแรงจริงๆ
4.
สาเหตุที่ผมเลือกโรงแรมแถวๆถนนรัชดา มีสองสาเหตุ:
1. มันใกล้ออฟฟิศผม ขึ้นทางด่วนแป๊บเดียวถึงบางซื่อ
2. มันอยู่ในดงอโคจรสถาน
การดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ เราต้องตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า
ซึ่งผมทำงานกันเป็นทีมครับ พอตกดึกเราก็จะมีทีมพาเที่ยวแบบรักความสะอาด
นั่นคือการพาลูกค้าไปอาบน้ำนั่นเอง ลูกค้าอยากอาบอ่างไหน เราก็จัดให้ได้
นั่นละครับ ... ในเมื่อลูกค้าแสดงเจตจำนงอย่างแรงกันซะขนาดนั้น
ก็เชิญตามสบายครับ อยากกินโคตรกุ้งโคตรปูก็ตามสบาย (แต่จ่ายเองนะมึง)
อิ่มแล้วอยากจะไปซัดหอยที่อ่างไหนต่อ อันนี้ก็ไม่ว่ากันอยู่แล้ว

ในระหว่างที่แก๊งเลม่อนบอยเขาหลุดออกนอกโปรแกรมเราไป
ผมก็พาลูกค้าที่เหลือไปนั่งดูโชว์สยามนิรมิต ความยาวเกือบสองชั่วโมง
ดูแล้วรู้สึกดีนะครับ เพราะทำออกมาได้ดี สนุก และอลังการสมชื่อ
ซึ่งของพวกนี้ ใช่ว่าประเทศรวยๆเข้าจะทำได้นะครับ ถ้าไม่มีวัฒนธรรมของตัวเอง
ผมมาดูโชว์นี้แล้วยังแอบภูมิใจเล็กๆเลยนะ ว่าบ้านเราวัฒนธรรมหลากหลาย
และดูจับต้องได้ เป็นชิ้นเป็นอันกว่าหลายๆชาติในโลกนี้เลยละ ...

(ส่วนพวกเลม่อนแมน ระหว่างนั้นก็คงได้ไปรู้จักเมืองไทยในอีกแง่มุมนึง)
5.
คืนวันนี้ ผมเข้านอนเร็วเป็นพิเศษครับ ไม่ได้ไปกับลูกค้าคนไหน
เพราะปกติ วันเสาร์ผมจะนอนประมาณ 10 ชั่วโมง ตื่นสายกันสุดๆ
แต่วันนี้ต้องตื่นกันตั้งแต่ตีห้า เลยรู้สึกแบตหมด เพลียๆมาตั้งแต่ช่วงบ่าย
แต่ที่จำได้คือ ผมฝันถึงเลม่อนบอยครับ
ผมฝันเห็นมันกำลังนั่งแกะก้ามปูใหญ่บึ้มอยู่ที่เยาวราช
ถึงจะหมั่นไส้ แต่ก็อดอิจฉามันไม่ได้นะครับ ...
ผมก็อยากกินกุ้งอึ๋มๆ ก้ามปูเบ้งๆ บ้างเหมือนกัน เบื่อบุฟเฟ่ต์จะตายแล้ว

...แต่ตื่นมาแล้วก็แอบกลัวเหมือนกัน คืนนี้มันได้ไปกินน้ำจิ้มซีฟู้ดแซ่บๆเปรี้ยวๆ
ท่าทางพรุ่งนี้มันจะต้องมีแรงลุกขึ้นมาเปรี้ยวใส่กูอีกยกใหญ่แน่ๆ ...

โปรดติดตามชม ซาลารี่แมน ปะทะ เลม่อนแมน (ตอนจบ)

เหม็นเปรี้ยวไอ้ครกแตก
โอยยย ฮา
อัพเร็วๆ นะบองเต่า ติดตามสุดริ๊ดดด
#1 By Backpack Girl on 2008-07-17 16:44