สิ่งที่เราเรียนมามันถูกต้องจริงเหรอวะ?
posted on 22 Aug 2008 09:30 by bongtao in lifeจริงๆแล้วสิ่งที่คุณครูสอน มันถูกต้อง 100% กันบ้างรึเปล่า ?

บ้านเราเป็นประเทศที่ยกย่องให้ครูเป็นอาชีพที่ศักดิ์สิทธิ์
นักเรียนต้องให้ความเคารพครู การโต้แย้ง เถียงกับครูถือเป็นความผิดร้ายแรง
การจะยืนขึ้นในชั้นเรียนเพื่อ challenge ว่าสิ่งที่ครูกำลังสอนอยู่นั้นผิด (ซึ่งมันอาจจะผิดจริงๆ)
นับว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในสมัยที่ผมเรียนอยู่ ดีไม่ดีจะโดนด่าซ้ำ
หาว่าเป็นนักเรียนไม่มีสัมมาคารวะ คิดจะลองภูมิครูหรืออย่างไร?
นักเรียนจึงมีหน้าที่นั่งท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง และ “จำ” สิ่งที่ครูสอน
เพื่อเอาไปสอบให้ได้คะแนนดีๆ ...แต่ไม่เคย “เข้าใจ” ว่าทำไม?
(หรือว่าเพราะจริงๆ ครูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะจำเขามาสอนเหมือนกันวะ)
และคิดว่าทุกอย่างที่ครูสอน เป็นสิ่งที่ผ่านการตรวจสอบว่าถูกต้องทั้งหมดแล้ว ...
การเรียนการสอนหลายๆวิชาสมัยเด็กๆ จึงเป็นการท่องจำ
จำแบบว่า ถ้าเจอแบบนี้ ก็ต้องทำอย่างนี้ ถ้าเจอคำนั้นก็ต้องอย่างนั้น
คล้ายๆเป็นคำสั่ง if then, else อะไรอย่างนั้น
พอผมโตมา เริ่มรับความรู้ใหม่ๆจากแหล่งอื่นนอกตำรา
เช่น ดูหนัง ดูซีรี่ส์ ฟังเพลงภาษาอังกฤษ ผมก็ตาสว่าง
เหมือนกบที่เพิ่งแง้มกะลาออกมาเจอแดดจ้าจนต้องหรี่ตาหยี
เมื่อพบว่า สิ่งที่ครูสอนผมมาแต่เด็ก มันไม่ได้ถูกต้อง 100%
โดยเฉพาะศาสตร์ที่เกี่ยวกับภาษา ที่มีความยืดหยุ่น เคลื่อนไหว
มากกว่าศาสตร์การคำนวณ วิทยาศาสตร์ที่มีทฤษฎีหนาแน่นตายตัว
ที่ผมจะเขียนในวันนี้ คือ 4 หลักไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษ
ซึ่งครูสอนผมมาตอนเด็กๆ แล้วผมพบว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ครูสอนเสมอไป
(1) an ใช้นำหน้าคือที่ขึ้นต้นด้วยสระ
หรือ A E I O U เท่านั้น ...
ถือว่าผิดอย่างแรง เพราะที่ถูกต้องควรจะบอกว่า
an ใช้นำหน้าคำที่พยางค์แรกออกเสียงเป็นตัว อ.อ่าง ถึงจะถูก
เพราะในการใช้งานจริง มีการใช้ an นำหน้าคำที่ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยสระ
แต่คำที่ขึ้นต้นด้วยสระ ดันไม่ได้ใช้ an ก็มีเยอะแยะไปหมด
สมัยที่เรียนมัธยม ครูก็ดันไม่ได้อธิบายเหตุผลว่าทำไม?
เอาแต่บอกว่า “เป็นคำยกเว้น” ให้จำเอาไว้ ...
ทั้งๆที่เหตุผลจริงๆน่าจะมาจากความยากลำบากในการออกเสียง
ถ้าใช้ a นำหน้าคำที่ออกเสียง อ.อ่าง ในพยางค์แรกแล้ว
มันจะทำอ่านแล้วติดๆขัดๆ เช่น อะ แอพเพิ่ล (a apple)
เห็นมะ ...อ่านแล้วมันแปลกๆ แต่ถ้าอ่านว่า แอ่น แน๊พเพิ่ล
(แอ๊ยย... อ่านแบบกระแดะโคตรๆ) มันจะลื่นลิ้นกว่านะ ...
เคส “ยกเว้น” ที่ผมพูดถึงก็ได้แก่
1.1 ใช้ an นำหน้าคำที่ไม่ได้นำหน้าด้วยสระ เช่น
“just gimme an hour”
แปลว่า ขอเวลาสักชั่วโมงนะ
เห็นมั้ยว่า an นำหน้าคำว่า hour ทั้งๆที่มันขึ้นต้นด้วยตัว h
แต่มันอ่านว่า อาวเวอร์ จึงต้องใช้ an นำหน้า
‘I’m not that surprised to see an F in my transcript”
แปลว่า ชั้นก็ไม่ได้แปลกใจนักหรอกที่เห็น F ในใบเกรดของชั้น

เคสนี้ ถึงมันจะเป็นตัว F แต่มันไม่ได้ออกเสียง ฟ.ฟัน นะครับ
แต่มันคือคำว่า “เอฟ” ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค ออกเสียง อ.อ่าง
เราถึงต้องใช้ an นำหน้า ซึ่งอักษรอังกฤษบางตัวก็เป็นเหมือนกัน
เช่น H (เอช) หรือ L (แอล) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเสียง อ.อ่าง
1.2 ไม่ใช้ an นำหน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ เช่น
“please buy me a utensil for my kitchen”
แปลว่า ช่วยซื้อช้อนส้อมมาใส่ครัวชั้นหน่อยนะ
utensil (n.) อ่านว่า ยู-เทน-ซิล
แปลว่า เครื่องมือสำหรับใช้กินอาหาร
แปลง่ายๆก็คือ ช้อนส้อม อะไรทำนองนี้น่ะครับ
เวลาไปกิน food center ตามห้างคาร์ฟูร์ โลตัส
ที่จะมีซุ้มให้ไปหยิบช้อนส้อม จะเรียกว่า utensil counter ครับ
(2) I กับ we ต้องใช้กับคำว่า shall
ส่วนสรรพนามอื่นๆ ใช้กับคำว่า will
ทุกวันนี้ยังมีใครใช้คำว่า shall ในชีวิตประจำวันอยู่อีกเหรอครับ?
เพราะมันเป็นภาษาที่โบร๊าณณณณณโบราณณณณณณณณ
ที่ยังเห็นว่ามีใช้อยู่บ่อยๆ ก็จะเป็นในสัญญาซื้อขายที่เป็นทางการ
เนื่องจากคำว่า shall คือการ “จะ” ที่มีความผูกมัด (commitment)
หรือเป็นพันธะผูกพัน (promise) ว่าจะต้องทำ ไม่ใช่แค่พูดมาลอยๆ
มันจึงถูกใช้ในภาษาทางการ เช่น ในศาล หรือในเอกสารสำคัญ
ซึ่งไม่สามารถโกหก หรือบิดพลิ้วกันได้ง่ายๆ ...
ใครที่เคยดูหนัง Lord of the Rings ภาคแรก (มั้งนะ...)จะมีฉากนึง
ตอนที่แกนดัล์ฟ (ผู้เฒ่าโอโม่) สู้กับปีศาจกระทิงไฟ (Balrog) กลางสะพานแคบๆในถ้ำ
เพื่อป้องกันให้พวกฮอบบิทพระเอกวิ่งหนีน้ำหน้าไปก่อน
แกนดัล์ฟเอาตัวยืนขวางไว้ พร้อมลั่นประกาศิตว่า “You shall not pass!”
แปลว่า ถ้ามึงจะข้ามสะพานนี่ไป ก็ข้ามศพกูไปก่อนเถอะ...

เห็นมั้ยว่าคำว่า shall มีความหมายที่หนักแน่นขนาดไหน
คำว่า shall ที่ผมยังใช้อยู่บ่อยๆในปัจจุบันมีอยู่แค่เคสเดียว
คือคำว่า shall we? ที่ใช้เป็น question tag พ่วงท้ายคำว่า Let’s ครับ
เช่น “The Dark Knight is awesome. Let’s watch it again, shall we?”
แปลว่า แบทแมนภาคใหม่อลังการเว่อร์เนอะ ไว้เรามาดูกันอีกรอบเหอะ ดีมะๆ
ส่วนคำว่า will นั้นเป็นคำที่ให้ความหมายที่ general มากกว่าเยอะ
อยากจะใช้กับสรรพนามไหน ใช้ในสถานการณ์อะไรก็ได้ ไม่ค่อยมีข้อห้าม
รวมถึง I will และ We will ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ผิดแต่อย่างใดจ้ะ
(ถ้าใช้ we will เป็นการผิดไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้วล่ะก็
วง queen คงต้องรีบไปเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น We shall rock you แล้วละ
)note: คำว่า will (n.) แปลว่า พินัยกรรม ก็ได้ครับ
ส่วน willing (adj.) แปลว่า มุ่งมั่น ตั้งใจ (ความหมายคล้ายกับ shall เหมือนกันแหะ)
(3) never จะใช้กับ present perfect tense เท่านั้น
โอ้ย ... อันนี้โคตรจะไม่จริงเลยครับ ...
คำว่า never สามารถใช้กับ tense อื่นๆนอกจาก present perfect ก็ได้
ซึ่งที่เจอบ่อยจะเป็น Present Future Tense ครับ...
การใช้ never ใน Present Perfect กับ Present Future ใช้ได้เหมือนกัน
แต่ให้ความหมายที่ต่างกันในแง่ของเวลาครับ ...
3.1 ใช้ใน Present Perfect Tense
เป็นการบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาทั้งชีวิตเนี่ย หนูไม่เค้ย ไม่เคยเลยสักครั้ง
“I’ve never had a gangbang sex. Let’s do it tonight!”
แปลว่า ผมไม่เคยลองเซ็กส์หมู่มาก่อนเลย คืนนี้เรามาลองกันสักยกเถอะ
(แอ๊ย ...ตัวอย่างโคตรเสื่อม ฮ่าๆ ...แต่ผมก็ไม่เคยจริงๆนะ อิอิ)
3.2 ใช้ใน Present Future Tense
เป็นการบอกว่า นับจากวันนี้ไป ชั้นจะไม่มีทางทำอะไรบางอย่างโดยเด็ดขาด!
“since I found out that my husband was gay, I will never trust men again!”
แปลว่า ตั้งแต่ชั้นค้นพบว่าผัวคนก่อนของชั้นเป็นตุ๊ด ชั้นจะไม่ใจผู้ชายหน้าไหนอีกแล้วทั้งนั้น
(อันนี้ออกแนว ปาน ธนพร ยังไงชอบกลแหะ ...)
ใครที่ดูหนัง ฟังเพลงฝรั่ง น่าจะเคยเห็นคำว่า never ever มาบ้าง
อาจจะงง สรุปแล้วมึงจะเคยหรือไม่เคยกันแน่วะ ? ...
เฉลยคือ never ever มีความหมายเชิงปฏิเสธ เหมือน never เฉยๆ
แต่ให้ความหมายที่หนักแน่น รุนแรงกว่าคำว่า never คำเดียวโดดๆ
(4) some ใช้กับประโยคบอกเล่า
any ใช้กับประโยคคำถาม และประโยคปฏิเสธ
จริงๆคำสองคำนี้ มันไม่ได้มีกฏเกณฑ์อะไรตายตัวสักเท่าไรหรอก
อยากจะใช้อะไรก็ใช้ได้ ใช้ some กับประโยคคำถาม หรือปฏิเสธก็ได้
แล้วจะใช้ any กับประโยคบอกเล่าก็ไม่ผิดเหมือนกัน ...เช่น
“Oh! George, Your home-made brownie is brilliant. May I have some more?”
แปลว่า โอ๊ว จอร์จ...บราวนี่ฝีมือคุณอร่อยเริ่ดมากค่ะ ชั้นขอกินอีกชั้นได้มั้ยคะ
“Of course, Sarah. Here you are”
แปลว่า โอ๊วว ได้สิจ๊ะซาร่าห์ อ่ะ ...เอาไปอีกชิ้นเลย อีอ้วน...
----------------------------------------------------------------------
ปล.ถ้านึกได้ว่ายังมีอีก จะเอามาเขียนตอน 2 ครับ
ปล.2 เขียนเอนทรี่นี้สนุกมากๆ ทั้งๆที่เป็นเรื่องหนักๆ เนื้อหาแน่นๆ
คิดว่าน่าจะสนุกเพราะได้ยกตัวอย่างเสื่อมๆ แต่ใช้ได้จริงๆในชีวิตประจำวัน
การเรียนการสอนในโรงเรียนควรจะเอาเอนทรี่นี้เป็นตัวอย่างในการสอน
เพื่อให้เด็กนักเรียนเห็นภาพจากตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น
ปล.3 ที่ผมเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา ไม่ได้มีเจตนามาประจานว่าครูสอนไม่ดีนะ
ผมเข้าใจว่า เงื่อนไขและเหตุผลบางอย่างของหลักไวยากรณ์
มันอาจจะซับซ้อนเกินกว่าจะสอนให้เด็ก ป.4 เข้าใจได้ในเวลาอันสั้น
ครูเลยต้องให้หลักให้เด็ก “จำ” เป็นกรณีๆไป เพื่อให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น
แต่ผมว่าการศึกษาไทยควรจะล้มเลิกหลักการสอนแบบนี้ได้แล้วนะ ...
tags

ไอ้แพท..
มาตกใจตรง tag นี่แหละครับ
#1 By AkE on 2008-08-22 09:44