เคยคิดกันบ้างมั้ยครับ ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้กันมาตอนประถม มัธยม
จริงๆแล้วสิ่งที่คุณครูสอน มันถูกต้อง 100
% กันบ้างรึเปล่า ?

บ้านเราเป็นประเทศที่ยกย่องให้ครูเป็นอาชีพที่ศักดิ์สิทธิ์
นักเรียนต้องให้ความเคารพครู การโต้แย้ง เถียงกับครูถือเป็นความผิดร้ายแรง
การจะยืนขึ้นในชั้นเรียนเพื่อ
challenge ว่าสิ่งที่ครูกำลังสอนอยู่นั้นผิด (ซึ่งมันอาจจะผิดจริงๆ)
นับว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในสมัยที่ผมเรียนอยู่ ดีไม่ดีจะโดนด่าซ้ำ
หาว่าเป็นนักเรียนไม่มีสัมมาคารวะ คิดจะลองภูมิครูหรืออย่างไร?
 
นักเรียนจึงมีหน้าที่นั่งท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง และ
จำสิ่งที่ครูสอน
เพื่อเอาไปสอบให้ได้คะแนนดีๆ ...แต่ไม่เคย
เข้าใจ ว่าทำไม?
(หรือว่าเพราะจริงๆ ครูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะจำเขามาสอนเหมือนกันวะ)
และคิดว่าทุกอย่างที่ครูสอน เป็นสิ่งที่ผ่านการตรวจสอบว่าถูกต้องทั้งหมดแล้ว ...

การเรียนการสอนหลายๆวิชาสมัยเด็กๆ จึงเป็นการท่องจำ
จำแบบว่า ถ้าเจอแบบนี้ ก็ต้องทำอย่างนี้ ถ้าเจอคำนั้นก็ต้องอย่างนั้น
คล้ายๆเป็นคำสั่ง
if then, else อะไรอย่างนั้น

พอผมโตมา เริ่มรับความรู้ใหม่ๆจากแหล่งอื่นนอกตำรา
เช่น ดูหนัง ดูซีรี่ส์ ฟังเพลงภาษาอังกฤษ ผมก็ตาสว่าง
เหมือนกบที่เพิ่งแง้มกะลาออกมาเจอแดดจ้าจนต้องหรี่ตาหยี
เมื่อพบว่า สิ่งที่ครูสอนผมมาแต่เด็ก มันไม่ได้ถูกต้อง
100%

โดยเฉพาะศาสตร์ที่เกี่ยวกับภาษา ที่มีความยืดหยุ่น เคลื่อนไหว
มากกว่าศาสตร์การคำนวณ วิทยาศาสตร์ที่มีทฤษฎีหนาแน่นตายตัว

ที่ผมจะเขียนในวันนี้ คือ 4 หลักไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษ
ซึ่งครูสอนผมมาตอนเด็กๆ แล้วผมพบว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่ครูสอนเสมอไป


(1) an ใช้นำหน้าคือที่ขึ้นต้นด้วยสระ
หรือ
A E I O U
เท่านั้น ...

ถือว่าผิดอย่างแรง เพราะที่ถูกต้องควรจะบอกว่า
an ใช้นำหน้าคำที่พยางค์แรกออกเสียงเป็นตัว อ.อ่าง ถึงจะถูก
เพราะในการใช้งานจริง มีการใช้
an นำหน้าคำที่ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยสระ
แต่คำที่ขึ้นต้นด้วยสระ ดันไม่ได้ใช้
an ก็มีเยอะแยะไปหมด

สมัยที่เรียนมัธยม ครูก็ดันไม่ได้อธิบายเหตุผลว่าทำไม?
เอาแต่บอกว่า
เป็นคำยกเว้น ให้จำเอาไว้ ...
ทั้งๆที่เหตุผลจริงๆน่าจะมาจากความยากลำบากในการออกเสียง
ถ้าใช้
a นำหน้าคำที่ออกเสียง อ.อ่าง ในพยางค์แรกแล้ว
มันจะทำอ่านแล้วติดๆขัดๆ เช่น อะ แอพเพิ่ล
(a apple)
เห็นมะ ...อ่านแล้วมันแปลกๆ แต่ถ้าอ่านว่า แอ่น แน๊พเพิ่ล
(แอ๊ยย... อ่านแบบกระแดะโคตรๆ) มันจะลื่นลิ้นกว่านะ ...

 เคส
ยกเว้น ที่ผมพูดถึงก็ได้แก่
1.1 ใช้
an นำหน้าคำที่ไม่ได้นำหน้าด้วยสระ เช่น

 “just gimme an hour”
แปลว่า ขอเวลาสักชั่วโมงนะ

เห็นมั้ยว่า
an นำหน้าคำว่า hour ทั้งๆที่มันขึ้นต้นด้วยตัว h
แต่มันอ่านว่า อาวเวอร์ จึงต้องใช้
an นำหน้า

 
‘I’m not that surprised to see an F in my transcript”
แปลว่า ชั้นก็ไม่ได้แปลกใจนักหรอกที่เห็น F ในใบเกรดของชั้น

เคสนี้ ถึงมันจะเป็นตัว
F แต่มันไม่ได้ออกเสียง ฟ.ฟัน นะครับ
แต่มันคือคำว่า
เอฟ
ทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยค ออกเสียง อ.อ่าง
เราถึงต้องใช้
an
นำหน้า ซึ่งอักษรอังกฤษบางตัวก็เป็นเหมือนกัน
เช่น
H (เอช) หรือ L
(แอล) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเสียง อ.อ่าง

1.2 ไม่ใช้
an นำหน้าคำที่ขึ้นต้นด้วยสระ เช่น

 
“please buy me a utensil for my kitchen”
แปลว่า ช่วยซื้อช้อนส้อมมาใส่ครัวชั้นหน่อยนะ

utensil (n.) อ่านว่า ยู-เทน-ซิล
แปลว่า เครื่องมือสำหรับใช้กินอาหาร
แปลง่ายๆก็คือ ช้อนส้อม อะไรทำนองนี้น่ะครับ
เวลาไปกิน
food center
ตามห้างคาร์ฟูร์ โลตัส
ที่จะมีซุ้มให้ไปหยิบช้อนส้อม จะเรียกว่า
utensil counter
ครับ

(2) I กับ we ต้องใช้กับคำว่า shall
ส่วนสรรพนามอื่นๆ ใช้กับคำว่า
will

ทุกวันนี้ยังมีใครใช้คำว่า shall ในชีวิตประจำวันอยู่อีกเหรอครับ?
เพราะมันเป็นภาษาที่โบร๊าณณณณณโบราณณณณณณณณ
ที่ยังเห็นว่ามีใช้อยู่บ่อยๆ ก็จะเป็นในสัญญาซื้อขายที่เป็นทางการ
เนื่องจากคำว่า
shall คือการ จะ ที่มีความผูกมัด (commitment)
หรือเป็นพันธะผูกพัน
(promise) ว่าจะต้องทำ ไม่ใช่แค่พูดมาลอยๆ
มันจึงถูกใช้ในภาษาทางการ เช่น ในศาล หรือในเอกสารสำคัญ
ซึ่งไม่สามารถโกหก หรือบิดพลิ้วกันได้ง่ายๆ ...

ใครที่เคยดูหนัง
Lord of the Rings ภาคแรก (มั้งนะ...)จะมีฉากนึง
ตอนที่แกนดัล์ฟ (ผู้เฒ่าโอโม่) สู้กับปีศาจกระทิงไฟ (Balrog) กลางสะพานแคบๆในถ้ำ
เพื่อป้องกันให้พวกฮอบบิทพระเอกวิ่งหนีน้ำหน้าไปก่อน
แกนดัล์ฟเอาตัวยืนขวางไว้ พร้อมลั่นประกาศิตว่า
“You shall not pass!”
แปลว่า ถ้ามึงจะข้ามสะพานนี่ไป ก็ข้ามศพกูไปก่อนเถอะ...
เห็นมั้ยว่าคำว่า shall มีความหมายที่หนักแน่นขนาดไหน

คำว่า
shall ที่ผมยังใช้อยู่บ่อยๆในปัจจุบันมีอยู่แค่เคสเดียว
คือคำว่า
shall we? ที่ใช้เป็น question tag พ่วงท้ายคำว่า Let’s ครับ
เช่น
The Dark Knight is awesome. Let’s watch it again, shall we?”
แปลว่า แบทแมนภาคใหม่อลังการเว่อร์เนอะ ไว้เรามาดูกันอีกรอบเหอะ ดีมะๆ

ส่วนคำว่า
will นั้นเป็นคำที่ให้ความหมายที่ general มากกว่าเยอะ
อยากจะใช้กับสรรพนามไหน ใช้ในสถานการณ์อะไรก็ได้ ไม่ค่อยมีข้อห้าม
รวมถึง
I will และ We will ก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ผิดแต่อย่างใดจ้ะ
(ถ้าใช้
we will เป็นการผิดไวยากรณ์ภาษาอังกฤษแล้วล่ะก็
วง
queen คงต้องรีบไปเปลี่ยนชื่อเพลงเป็น We shall rock you
แล้วละ )

note: คำว่า will (n.) แปลว่า พินัยกรรม ก็ได้ครับ
ส่วน
willing (adj.) แปลว่า มุ่งมั่น ตั้งใจ (ความหมายคล้ายกับ shall เหมือนกันแหะ)

(3) never จะใช้กับ present perfect tense เท่านั้น

โอ้ย ... อันนี้โคตรจะไม่จริงเลยครับ ...
คำว่า
never สามารถใช้กับ tense อื่นๆนอกจาก present perfect ก็ได้
ซึ่งที่เจอบ่อยจะเป็น
Present Future Tense ครับ...

การใช้
never ใน Present Perfect กับ Present Future ใช้ได้เหมือนกัน
แต่ให้ความหมายที่ต่างกันในแง่ของเวลาครับ ...

3.1 ใช้ใน
Present Perfect Tense
เป็นการบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาทั้งชีวิตเนี่ย หนูไม่เค้ย ไม่เคยเลยสักครั้ง

 
“I’ve never had a gangbang sex. Let’s do it tonight!”
แปลว่า ผมไม่เคยลองเซ็กส์หมู่มาก่อนเลย คืนนี้เรามาลองกันสักยกเถอะ
(แอ๊ย ...ตัวอย่างโคตรเสื่อม ฮ่าๆ ...แต่ผมก็ไม่เคยจริงๆนะ อิอิ)

3.2 ใช้ใน
Present Future Tense
เป็นการบอกว่า นับจากวันนี้ไป ชั้นจะไม่มีทางทำอะไรบางอย่างโดยเด็ดขาด!

 
“since I found out that my husband was gay, I will never trust men again!”
แปลว่า ตั้งแต่ชั้นค้นพบว่าผัวคนก่อนของชั้นเป็นตุ๊ด ชั้นจะไม่ใจผู้ชายหน้าไหนอีกแล้วทั้งนั้น
(อันนี้ออกแนว ปาน ธนพร ยังไงชอบกลแหะ ...)

ใครที่ดูหนัง ฟังเพลงฝรั่ง น่าจะเคยเห็นคำว่า
never ever มาบ้าง
อาจจะงง สรุปแล้วมึงจะเคยหรือไม่เคยกันแน่วะ ? ...
เฉลยคือ
never ever มีความหมายเชิงปฏิเสธ เหมือน never เฉยๆ
แต่ให้ความหมายที่หนักแน่น รุนแรงกว่าคำว่า
never คำเดียวโดดๆ

(4) some ใช้กับประโยคบอกเล่า
any
ใช้กับประโยคคำถาม และประโยคปฏิเสธ

จริงๆคำสองคำนี้ มันไม่ได้มีกฏเกณฑ์อะไรตายตัวสักเท่าไรหรอก
อยากจะใช้อะไรก็ใช้ได้ ใช้
some กับประโยคคำถาม หรือปฏิเสธก็ได้
แล้วจะใช้
any กับประโยคบอกเล่าก็ไม่ผิดเหมือนกัน ...เช่น

 
“Oh! George, Your home-made brownie is brilliant. May I have some more?”
แปลว่า โอ๊ว จอร์จ...บราวนี่ฝีมือคุณอร่อยเริ่ดมากค่ะ ชั้นขอกินอีกชั้นได้มั้ยคะ
 “Of course, Sarah. Here you are”
แปลว่า โอ๊วว ได้สิจ๊ะซาร่าห์ อ่ะ ...เอาไปอีกชิ้นเลย อีอ้วน...

----------------------------------------------------------------------

ปล.ถ้านึกได้ว่ายังมีอีก จะเอามาเขียนตอน 2 ครับ
ปล.2 เขียนเอนทรี่นี้สนุกมากๆ ทั้งๆที่เป็นเรื่องหนักๆ เนื้อหาแน่นๆ
คิดว่าน่าจะสนุกเพราะได้ยกตัวอย่างเสื่อมๆ แต่ใช้ได้จริงๆในชีวิตประจำวัน
การเรียนการสอนในโรงเรียนควรจะเอาเอนทรี่นี้เป็นตัวอย่างในการสอน
เพื่อให้เด็กนักเรียนเห็นภาพจากตัวอย่างชัดเจนมากขึ้น
ปล.3 ที่ผมเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา ไม่ได้มีเจตนามาประจานว่าครูสอนไม่ดีนะ
ผมเข้าใจว่า เงื่อนไขและเหตุผลบางอย่างของหลักไวยากรณ์
มันอาจจะซับซ้อนเกินกว่าจะสอนให้เด็ก ป.4 เข้าใจได้ในเวลาอันสั้น
ครูเลยต้องให้หลักให้เด็ก
จำ เป็นกรณีๆไป เพื่อให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้น
แต่ผมว่าการศึกษาไทยควรจะล้มเลิกหลักการสอนแบบนี้ได้แล้วนะ ...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

sad smile
มาตกใจตรง tag นี่แหละครับ

#1 By AkE on 2008-08-22 09:44

ที่อาจารย์สอนมาน่ะผมไม่เคยจำได้เลย

แต่ใช้ความรู้สึกในการพูดเอาน่ะครับ

มีความรู้ดีจริงๆ

Hot!

big smile big smile
กลายเป็นบล๊อกสอนภาษาไปแล้ว :)

ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ

#3 By PoOKy on 2008-08-22 09:45

เรื่องอาจารย์...สมัยนี้ก็ยังเป็นค่ะ โดนมากับตัวsad smile

อัพอีกๆๆๆอยากอ่านๆๆๆๆๆๆ

#4 By มุกกิเย่ on 2008-08-22 10:05

Hot! tags

#5 By b613 ดาวถัดมา on 2008-08-22 10:16

อืม..ยกตัวอย่างได้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นจริงๆHot! big smile

#6 By doremie on 2008-08-22 10:23

อึ้ง tags sad smile

#7 By riddler on 2008-08-22 10:36

555 ตัวอย่างประโยคนี่มัน......
.
.
.
จัดเรทเป็น น18 ด้วยดีมั๊ย surprised smile

#8 By คุณบิ๋ม on 2008-08-22 10:42

Hot!

...เยี่ยม! ^^

แต่ TAG เอ่อ...

#9 By a.while on 2008-08-22 11:40

เห็นด้วยเลยค่ะ เพราะทุกวันนี้ก็ใช้ภาษาอังกฤษในที่ทำงานทุกวัน เรื่อง a, an กับ shall, will นี่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนท์เลยค่ะ สอนเด็กๆใหม่เถ๊ออออออออออะ

ว่าแต่แทกมัน..............sad smile สุดๆไปเลยค่ะคุณบองเต่า question

#10 By Meiko S. on 2008-08-22 11:42

Hot! Hot! Hot! ได้สาระ ได้แง่คิด แต่ tag นี่มันอะร๊ายยย

#11 By (^_^)/nana on 2008-08-22 11:51

เห็นด้วยกับ comment#1
"คุณครูครับ, จอร์จ, ซาร่า, บองเต่าเม้าธ์อังกฤษ, ผัวเป็นตุ๊ด, เซ็กส์หมู่"
อะไรวะ sad smile

แกรมม่าลืมหมดแล้ว
ออกจากงานมาแล้วไม่ได้ใช้ แต่ skill ภาษาอีสาน + ภาษาใต้พัฒนาขึ้น

#12 By มนุษย์กล่อง on 2008-08-22 12:27

เยี่ยมครับ big smile Hot!

#13 By Eddy on 2008-08-22 12:28

สมัยม.ต้น 3 ปี
ต้องเรียนภาษาอังกฤษกับครูผู้หญิงท่านหนึ่งตลอด 3 ปี
เพราะเพื่อน ๆ ขอร้องให้ครูตามไปสอนทุกชั้น
และความที่โรงเรียนไม่ใส่ใจเพราะเราเป็นห้องบ๊วย ๆ
ดังนั้น จึงต้องเรียนภาษาอังกฤษแบบไม่ขยับไปไหนกับครูคนเดิม ๆ นั่นเอง

ไม่ใช่ว่าครูไม่ดี หรือสอนไม่ดี หรือมีปัญหา

แต่ส่วนตัวแล้วพี่คิดว่า
เราควรได้เรียนกับครูหลากหลาย
เหมือนห้องอื่น ๆ คือ 3 ปีก็มีครูภาษาอังกฤษ 3 คน
นึกแล้วยังเซ็งอยู่เลยเรื่องนี้ ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนะ

เพราะครูเป็นคนดีจริง sad smile

#14 By Mrs. Holmes on 2008-08-22 12:49

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! big smile

#15 By Mrs. Holmes on 2008-08-22 12:51

^-^
I shall survive ก็คงไม่เปรี้ยงปร้างหรอกเนอะ

#16 By ToBeHappy on 2008-08-22 13:16

บองเต่าเม้าธ์อังกฤษ, ผัวเป็นตุ๊ด, เซ็กส์หมู่
tag ฮาตามเคย 55+





Hot!

#17 By เจ้าโต on 2008-08-22 13:40

หลายๆเรื่องเลยครับ
ไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว
อย่างเช่น วิชา่คอมพิวเตอร์...
ตัว case ครูก็เรียกว่า CPU อะไรอย่างเนี้ย...

(ทำไม Tag เป็นอย่างงั้นเนี่ย...??)

#18 By ซับบาธ... on 2008-08-22 13:46

ฮาแตกเมื่อผัวตุ๊ด - -"

อีกนิด

สระ ฝรั่งบางคนนับพ่วง w กับ y เข้าไปว่าเป็นสระด้วย...

ดูวุ่นดีนะครับ

#19 By on 2008-08-22 13:50

Hot! โอ้ววว เป็นความรุ้ที่สุดยอดจิงๆค่ะ

อ่านแล้ว ว เพลิน

อิอิ

#20 By FlebilE13 on 2008-08-22 13:53

หง่า...

shall กับ will อยู่ในแกรมม่าเหมือนกันคับ
การใช้ shall กับ will อันไม่อยู่ในหลักแกรมม่าปกติ เป็นการเน้น อย่างจริงจัง อย่างที่เขียนมาถูกแล้วครับ แต่มันรวมถึงคำว่า will ด้วย ไม่ใช่เฉพาะคำว่า shall

และบางประโยคจะพบคำว่า do ใน present simple ธรรมดา แล้วอาจสงสัยว่า ใส่ do มาทำป๊ะ อะไร เช่น I do love you.

นี่เป็นการเน้นว่า กูรักมึงจริง ๆ นะ เฉกเช่นเดียวกับการใช้ shall กับ he she it they ทั้งหลายแหล่ และใช้ will กับ I และ we นั่นละ

ความรู้ภาษาอังกฤษ snake ๆ fish ๆ ก็เอวังด้วยประการฉะนี้ ฯ

#21 By Dhammasarokikku on 2008-08-22 14:00

หง่า...ภาค ๒

อ่านลงมาเจอ some กับ any คับ
some ให้ความรู้สึกเป็นบวก อบอุ่น เชื้อเชิญ
ส่วน any ให้ความรู้สึกเป็นลบ ถามเชิงปฏิเสธ ครับ

เช่น

(Do) you want some (more)? กับ (Do) you want any (more)?
ถ้าแปลเป็นไทย แปลเหมือนกันครับ
แต่ถ้าแปลให้ถึงฟีล ประโยคที่ใช้ some แปลว่า คุณอยากได้เพิ่มอีกไหม(กรูมีอีกเยอะ) ส่วนประโยคที่ใช้ any แปลว่า เมิงจะเอาอีกเรอะ/เมิงคงไม่อยากได้เพิ่มแล้วใช่ปะ (กรูเหลืออยู่แค่นี้)

เอวังจริง ๆ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

#22 By Dhammasarokikku on 2008-08-22 14:11

ผมว่าภาษาอังกฤษมันเป็นวิชาอะไรที่เราไม่ต้องไปจำให้ปวดหัวครับ

มันขึ้นอยู่กับการใช้มากกว่า ใช้ถูกผิดกฏยังไงก็ช่าง แต่เอาให้ฝรั่งเข้าใจก็พอแล้วครับbig smile Hot!

#23 By Ratcicle on 2008-08-22 14:13

เห็นด้วยค่ะ คือ เราก็ใช้ตามสิ่งที่ถูกอ่ะนะ แต่พอโดนถามว่า ทำไมไม่เหมือนที่เรียน ก็ตอบไม่ได้อ่ะ

#24 By gsawa on 2008-08-22 14:25

ได้ A กะ B ภาษาอังกฤษมาก็บ่อย แต่ขอสารภาพว่า มั่วแกรมม่ามาตลอดตั้งแต่ประถมเลยค่ะ ก๊ากกกกกกก บัดนี้ก็ยังงงอยู่ ระหว่างสารพัด tense ทั้งหลาย เหอะๆๆๆ

สรุปว่าได้ดีเพราะเล่นเน็ตopen-mounthed smile ฮิอิ
Hot! Hot! Hot!

#25 By LUMiN on 2008-08-22 14:40

จะได้จำเอาไว้เถียงครู Hot! Hot!

#26 By bellbell on 2008-08-22 14:44

เท่าที่อ่านมาทั้งหมด บางข้อเรายังไม่รู้เลย คงเพราะโง่อังกฤษ - -
(ดีๆ ได้ความรู้ใหม่ๆ 'w')

เรื่องเถียงครูไม่ได้ ตอนเด็กๆก็เถียงไม่ได้
แต่พอขึ้นม.ปลายแล้วครูเราไม่เป็นแฮะ
Hot!

#27 By Catdoll Jin on 2008-08-22 14:49

แท็กฮาอย่างแรงเลยค่ะsad smile
อ่านแล้วได้ความรู้ใหม่ๆ มากเรยค่ะ

แถมสนุกอีกตะหาก อิอิ

ติดใจตรง อีอ้วนนี่แหล่ะ

ไว้จะมาอ่านอีกนะคะ

ป.ล. อภิมหา tag แปลก เหอเหอ

#29 By ChibinekO (203.185.129.242) on 2008-08-22 15:17

จริงครับ เรื่อง an นี่ผมยังเคืองไม่หายจนถึงบัดนี้ยังไม่มีใครอธิบายผมได้ ว่าทำไม

UFO ถึงใช้ a นำหน้า แทนที่จะเป็น an ตอนนั้นเรียนอยู่ AUA ทำคะแนนได้ 9/10 ก็เพราะไอ้ข้อนี้ ไปถามทั่นอาจารย์ Cristopher Luppi แห่ง AUA เสรีฯ แล้วได้ความว่า UFO ออกเสียงประมาณว่า "EU-FO"(ยูแบบกระแดะมีเสียงอีนำหน้า)

ผมทำหน้าหมางงใส่ เพื่อนๆก็งงหนัก "ไรวะ" ผมไม่ยอม ส่งคำถามใส่ฝรั่งเป็นชุด ฝรั่งก็พยายามอธิบายว่า มันเป็นการออกเสียงของเจ้าของภาษา คล้ายๆ กับ Hour ออกเสียงว่า Our น่ะแหละ


ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร ไอ้ Hour นี่เข้าใจได้ ไอ้ อีว-เอฟ-โอ นี่ไม่เข้าใจ ตอนนี้มีไอ้ อีว-เทน-ซิล เพิ่มมาอีกอันด้วย ใครอธิบายผมที

#30 By เสกเรนเจอร์ on 2008-08-22 15:46

tagsเสื่อมกว่าตัวอย่างอีกครับsad smile

ที่อ.สอนมาในวิชาภาษาอังกฤษผมก็ไม่ค่อยจำนะ อาศัยลักจำเอาจากการสนทนาซะมากกว่าquestion
ถ้ามองในแง่ดีก็คือ
สรุปเป็นกฎง่ายๆ ให้เด็กเข้าใจก่อน
แล้วค่อยตบด้วยกรณีอื่นๆ ทีหลังมั้งคะ

ถ้าอยู่ๆ มาอธิบายว่า เอ่อ นักเรียนเคอะ
an นี่มันไม่ได้นำหน้าแค่ a e i o u นะเคอะ
แต่มันรวมกรณีบลาๆๆ แบล่บๆๆ เข้าไปด้วย (ฉอดๆๆๆ)

คาดว่ากว่าครึ่งของเด็กในห้องคงอ้วกกันเป็นทิวแถว confused smile

#32 By Bluemoon on 2008-08-22 16:09

อีอ้วน นี่มาจากไหนครับเนี่ย sad smile
I will survive confused smile confused smile confused smile

#34 By ไอ้แพท.. on 2008-08-22 16:32

ผมว่าการจำว่า
an นำหน้าคำที่ออกเสียง อ
a นำหน้าเสียงอื่นๆ

มันจำง่ายกว่าเยอะเลย

ครูโดนสอนผิดๆมา แล้วก็มาสอนนักเรียนผิดๆต่อ
มันช่างแช่แฟ้บเสียนี่กระไร(ยืมน้อยนึง)

แต่ข้อ 2 3 4 ผมไม่เคยโดนเลยแฮะ
ยังดีที่เคยโดนแค่ข้อเดียว

ปรับหลักสูตรสอนนักเรียนล่าสุดนี่กี่ชาติมาแล้วเนี่ย - -**
ขำดี ตัวอย่างเลวร้ายมาก 5 5 5Hot! Hot!

#36 By herenoi on 2008-08-22 16:51

-*- เหอะๆ ไวยากรอังกฤษจริงๆมันเป้นเรื่องง่าย แต่ อาจารยืทั้งหลายทำให้มันเป้นเรื่องยากเพราะว่า เอะอะ ก้จำๆๆๆ แงง ใครจะไปจำหมด
การเรื่ยนการสอนบางวิชาก้ยังต้องท่องจำอยุ่ อย่างเล่นเลข แต่บางอย่างมันไม่จำเป้น มันพลิกแพลงกันได้ ท่องจำมีทั้งดีไม่ดี
แต่อ.ทั้งหลายมักจะยึดติดกับสิ่งที่ตนรู้ มีอ.ไม่กี่คนที่เปิดใจยอมรับความเห้นนร. เคยเกือบเถียงกับอ.เรื่อง นามสกุลอ.อังคาร เราบอกกัลยานพงศ์ จารย์แกบอกกัลยาณมิตร ให้ตายเถอะ
ปล.ถ้าพิมพ์นามสกุลผิดต้องขอดทษด้วยนะค่ะ ไม่แน่ใจว่า นะ ตัวไหน

#37 By Zesame..!!! on 2008-08-22 17:02

แต่ตัวอย่างน่าจดจำอย่างนี้ไม่เห็นมีตอนเรียน
Hot!
เจ๋งอ่ะ เอาอีก...surprised smile

#39 By I'm on 2008-08-22 17:32

เฮ้ย! เดี๋ยว Present Future Tense มีด้วยเรอะ

ไม่มีนะ ผมจำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร แต่ไม่ใช่ Present Future Tense แน่

เพราะ Tense มีแค่ 3
ปัจจุบัน อดีต สำเร็จ

พวก I will, I'm going to นี่เรียกว่าอะไรน้าาาา

#40 By เสกเรนเจอร์ on 2008-08-22 17:36

ช่วงนี้กำลังฝึกสอนภาษาอังกฤษอยู่พอดี

เชื่อมั้ยว่า เด็กม.2 ในโรงเรียนที่สอนอยู่( รร แห่งหนึ่งในตัวเมืองนครปฐม )

ยังมีคนที่ไม่รู้สามารถเขียนวันที่ภาษาอังกฤษได้หลายคน

ไม่รู้ว่าประธานแต่ละตัวใช้แทนอะไร

และบางคนยังอ่านภาษาไทยไม่แตกฉานเลย

ต้องฟื้นฟูพื้นฐานกันอย่างหนักเลย


ทำให้เราคิดว่าการท่องจำที่เคยเรียนในอดีต
มันก็มีประโยชน์เหมือนกัน
อย่างน้อยเด็กสมัยก่อนก็อ่านหนังสือคล่อง

เวลาสอนจริงๆ ก็ต้องใช้หลายวิธีควบคู่กัน



#41 By แวะมาอ่านประจำ (125.27.207.57) on 2008-08-22 17:45

ฮา + สาระ
ไม่เคยใช้ภาษาอังกฤษถูกไวยากรณ์เลย..เวลาคุยกะเพื่อนต่างประเทศก็ใช้มั่วๆพอเข้าใจ sad smile Hot!

#42 By on 2008-08-22 18:00

มันก็จริงเนอะ...
ตัวอย่างสุดยอดไปเลย 555
ขอบคุณค่ะ

#43 By bigii on 2008-08-22 18:32

อ่านแบบนี้เข้าใจกว่านี้ครูสอนเยอะเลย big smile big smile Hot!

ยิ่งเวลาทำพวกแบบฝึกหัด เติม some any / will shall นี่น่าเบื่อสุดสุดดด

เอาอีกๆ อยากอ่านต่ออีก พวก little few ไม่ก็พวก in on at อะไรทำนองนี้ อยากรู้มากเลยค่ะ



#44 By ●•( ̄﹏ ̄) KATEUKIE ☀ on 2008-08-22 18:34

ต้อง เอ อี ไอ โอ อู เนาะ ^^

ว่าแต่ tag นี่

#45 By M i a o w on 2008-08-22 18:39

Hot!
ต้องให้ดาวเลยค่ะ
เยี่ยมจริงๆ
อ่านแล้วเข้าใจ ยิ่งตัวอย่างแบบนี้
ยิ่งชอบ อ๊ะ ไม่ใช่ๆ ยิ่งจำได้ต่างหาก confused smile
มีภาคต่อเหอะน้าา
ถือว่าสงสารเด็กตาดำๆ open-mounthed smile

#46 By blurberry on 2008-08-22 18:56

เรื่อง a / an เป็นอย่างที่ว่าจริงๆค่ะ

สำหรับเรื่อง some เนี่ยเคยได้เรียนกับพี่แนนที่ enconcept เขาบอกว่าถ้าเป็นคำถามที่คาดหวังว่าผู้ตอบจะตอบ yes ให้ใช้ some อ่ะค่ะ

#47 By \ MEIJI / on 2008-08-22 19:03

อ่าบางอันก็ไม่เคยรู้คะ
บางข้อก็ใช้เพราะชินปากsad smile ทั้งๆที่โดนสอนว่าควรใช้กับอะไร(ข้อ 4 นะคะ 555+)
ได้ความรู้อย่างมากเลยคะ
Hot!

#48 By ซัสจี้ on 2008-08-22 19:32

Tag มันช่างตรงประเด็นจริงๆครับ

#49 By Elta_kung on 2008-08-22 19:36

confused smile Hot!


gangbang sex .... Let’s do it tonight!”




หึๆๆ

#50 By iNum~* on 2008-08-22 19:46

แจ่มมากเลยครับ
ขอบคุณครับ

#51 By music99 (124.120.10.69) on 2008-08-22 20:17