ประสบการณ์ครั้งแรกในบาร์เกย์เขมร
posted on 21 Sep 2008 22:46 by bongtao in cambodia
1.
ผมเป็นคนไม่ชอบเที่ยวกลางคืน ผมไม่ใช่ party animal
ผมไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า และผมเกลียดการอดนอน
การ hang out ของผมในแทบทุกคืนวันศุกร์
จึงมักจะเป็นการกินอาหารอร่อยๆกับเพื่อน และดูหนัง
หรือว่าคาราโอเกะกันแบบมาราธอนซะมากกว่า...
ถ้าเป็นช่วงที่ผมอยู่เขมร มันก็จะคล้ายๆกัน..
คือกินอาหารดีๆ แต่จบลงด้วยการนั่งดูซีรี่ส์แบบมาราธอน
(ตอนนี้กำลังติด prison
break สุดๆ ...มันส์อย่างแรงงงงง
)
แต่ช่วงหลังๆ
ก็เริ่มเปลี่ยนไปเปิดบ่อนเล่นไพ่กับพี่ๆกันบ้าง
(วันก่อนชนะมาตั้งเกือบ 40 US$
แน่ะครับ ถอนทุนได้หมดเยย อิอิ
)
2.
หกโมงเย็นวันศุกร์ ผมโทรไปหาแคเรน (Karen) สาวฟิลิปปินส์
ซึ่งเป็น AE (Account Executive) ของเอเจนซี่โฆษณาที่ผมใช้อยู่
จริงๆผมโทรไปแค่ต้องการ approve งานชิ้นสุดท้ายในแคมเปญ
แต่การ approve ครั้งนี้มันนับเป็นข่าวดีมากที่ทำให้การทำงาน
ชิ้นสุดท้ายของสัปดาห์ปิดลงอย่างสวยงามสำหรับแคเรนจริงๆ
ด้วยความอารมณ์ดี แคเรนก็เลยชวนผมออกไป hang out ด้วยกัน
ซึ่งคืนวันศุกร์ผมมีนัดกินข้าววันเกิดของเจ้านาย เลยไปด้วยไม่ได้
มานึกดีๆ ก็รู้สึกว่าผมไม่ได้ hang out มานานมากแล้ว ...
ครั้งล่าสุดที่ผมไปเที่ยวกับแก๊งของแคเรนก็เมื่อปีที่แล้วนู่นแน่ะ
ผมเลยบอกว่า อยากไป แต่ขอเป็นคืนวันเสาร์แทนได้มั้ย ...
แคเรนตอบมาแบบไม่ต้องคิด “sure! See you tomorrow”
3.
ผมนัดกับแคเรนที่ร้านอาหารฝรั่งเศสใจกลางเมืองพนมเปญ
ซึ่งเป็นครั้งแรกของผมที่ร้านนี้ (ปกติผมกินแต่อาหารไทยกับจีน)
ปกติผมจะให้ทางแคเรนเป็นคนเลือกร้านอาหารอยู่แล้วครับ
เพราะจะได้เป็นการเปิดหูเปิดตาไปกินอะไรใหม่ๆที่ไม่เคยลองได้
ทุ่มครึ่ง, ผมถึงร้านตามนัด แคเรนนั่งรอผมอยู่แล้ว
เธอบอกว่า เดี๋ยวเพื่อนๆเธอกำลังจะทยอยตามมาอีก 4 คน
ผมก็เลยนั่งเม้าธ์ๆกับเธอรออยู่ ซึ่งปกติเราคุยกันถูกคออยู่แล้ว
ยังไม่ทันเมื่อยปาก เพื่อนๆอีก 3 คนของเธอก็ตามมาครับ
เป็นคนฟิลิปปินส์ทั้งหมด มาทำงานอยู่ที่เขมรด้วยกัน
(ผมเคยถามแคเรนว่า
ทำไมถึงมีคนฟิลิปปินส์มาทำงานที่เขมรเยอะ
เธอบอกว่า งานในมะนิลาหายากมากๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ค่อยดี
ธุรกิจไม่ค่อยเจริญเติบโต ตำแหน่งงานจึงไม่ได้มีเหลือมากเท่าไร
คนฟิลิปปินส์จึงต้องออกมาหางานทำในต่างประเทศแทน
พอได้ยินอย่างนี้ ผมเลยนึกถึงตอนที่ผมไปฮ่องกงเลยครับ
ทุกวันอาทิตย์ช่วงสายๆ ตรงทางขึ้นบันไดเลื่อนไปโซโห
ผมเห็นแม่บ้านฟิลิปปินส์เป็นร้อยๆคน มานั่งจับกลุ่มคุย กินข้าว
เล่นไพ่ ปูเสื่อนอนอ่านหนังสือพิมพ์กันอย่างสบายใจมากๆ...)
พอทุกคนนั่งประจำที่ ผมเห็นยังเหลือที่นั่งอีกหนึ่งที่
เลยถามว่า จะมีใครมาเพิ่มอีกหรือเปล่า ?....
แคเรนบอกว่า อ๋อ...เดี๋ยววันนี้มีเพื่อนใหม่มาแนะนำให้รู้จัก
อืมมม... ก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้จักคนเยอะขึ้นบ้าง
รอสักพัก แคเรนก็บอกผมว่า “there!... he’s
coming!”
โอ๊ะ ... วันนี้เป็นเพื่อนผู้ชายแหะ ผมหันออกไปมองหน้าร้าน
เห็นผู้ชายผมสั้น สูงประมาณ 180 กว่าๆ ผมสีน้ำตาลอ่อนๆ
เพิ่งจอดรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่หน้าร้านเสร็จแล้วกำลังเดินเข้ามาอย่างเท่
พอนายคนนี้เดินมาใกล้ๆ ผมนึกในใจ “เหี้ย! แม่งเท่ว่ะ...
เป็นนายแบบรึป่าววะ” คือเค้าเป็นฝรั่งที่หล่อ
และหุ่นดีมากๆครับ
ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ฝรั่งขี้นกที่มาสะพายเป้เที่ยวแถวนี้แน่นอน
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะไม่ได้ทำอะไร คุณพี่เท่คนนี้ก็
“ฮ้ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย....”
ลากเสียงทักทายด้วยเสียงแหลมปรี๊ด
...แล้วดึงสาวฟิลิปปินส์
เข้าไปทักทายแบบแก้มชนแก้มด้วยท่าทางน่าตอแหลทีละคน
พร้อมกับพูดจาจิ๊จ๊ะดัดจริตจีบปากจีบคอสุดๆ ...
เอ่อ ... พี่ครับ พี่ขี่มอเตอร์ไซค์คันเท่าควายมากินข้าว
แล้วที่พี่หน้าหล่อ มีหนวดครึ้มแมนๆ กล้ามเป็นมัดๆ
...แต่พี่เป็นตุ๊ดเหรอครับ ? ...
ขณะที่ผมกำลังอึ้ง ทำตาปริบๆ แคเรนก็แนะนำผมให้รู้จักพี่เท่
คุณพี่เท่ก็เชคแฮนด์ผมแบบเฟิร์มมากๆ “nice to meet you”
พี่เท่ของผมชื่อโธมัสครับ พี่เค้าเป็นคนเยอรมัน มาจากมิวนิค
ตอนนี้ทำธุรกิจเป็น travel agency อยู่ในพนมเปญนี่แหละ ...
ตลอดการกินข้าว เจ๊โธมัสของเราตุ๊ดแตกสุดๆครับ ...
ผมยังไม่ค่อยอยากเชื่อในสิ่งที่เห็นเท่าไร ที่ผู้ชายที่ดูเท่เหี้ยๆในแวบแรก
ตอนนี้กำลังกรีดกรายกินสลัด จิบไวน์ขาว และคุยเรื่องการดูแลตัวเองไม่หยุดปาก
แถมเจ๊โธมัสนี่แดกจุสุดๆครับ อาหารร้านนี้จานใหญ่เว่อร์
ถึงจะแพงหน่อย แต่ก็คุ้มปริมาณ ฟิเลมิยองของผมแม่งเยอะมาก
จนผมกินไม่หมด และไม่มีใครในโต๊ะที่จัดการอาหารตัวเองหมด
มีแต่เจ๊โธมัสคนเดียวนี่แหละ ที่กินสเต๊กของตัวเองหมดแล้ว
ยังเอาสเต๊กปลาของแคเรนไปซัดต่อจนหมดเกลี้ยง...
เป็นตุ๊ดที่น่ากลัวจริงๆ...
4.
เรากินข้าวเสร็จกันตอนสี่ทุ่ม แล้วเราก็ไปเที่ยวกันต่อ
ซึ่งเรื่องเที่ยวนี่ไม่ต้องห่วง เพราะเจ๊ๆของเรานี่เชี่ยวชาญกันมาก
คนฟิลิปปินส์เป็นชนชาติที่ play hard สุดๆครับ เที่ยวมันทุกคืน
และมีพรสวรรค์ด้านการเต้น การร้องเพลงแบบโดดเด่นมาก
ผับแรกที่เราไปชื่อ H2O เป็นผับเปิดใหม่ไม่ถึงสองอาทิตย์
ที่สำคัญคือหรูมาก หน้าผับมีรถเบนท์ลี่ย์จอดอยู่ BMW Series 7
ข้างในก็หรูดีครับ แต่คนยังไม่ค่อยเยอะสักเท่าไร ...
ผมสั่งเบียร์มาขวดนึง (จริงๆไม่อยากกินเลย
แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว)
ก็เต้นๆดื่มๆไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยสนุกเท่าไร เพราะเปิดเพลงไม่สนุก
แล้วคนไม่ค่อยแน่น พออยู่ได้สักชั่วโมงกว่าๆ ผมก็เห็นทีท่าว่าเราจะย้ายร้าน
แคเรนดึงผมเข้ามากระซิบข้างหูว่า “เรากำลังจะย้ายร้านแล้วนะ”
ผมก็บอก “โอ้ว ดีเลยๆ ...
ย้ายกันเถอะ ...”
แคเรนบอก “ตอนนี้เรามีสองที่ให้เลือก แต่เราว่าจะไปทั้งสองที่เลยนะ”
ผมตอบ “เอาดิ ...ได้ๆ ... ไปไหนคืนนี้ผมไปหมดแหละ ว่าแต่มันอยู่ไหน”
แคเรนบอก “ที่แรกชื่อ Heart
คุณน่าจะรู้จักใช่ไหม?”
ผมหน้าเบ้
ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเจื่อนๆท่ามกลางเสียงอึกทึกคึกโครมในผับ
แล้วแคเรนก็ทำหน้าเหวอมาก เหวอเหมือนเพิ่งรู้ว่าผมเป็นเอดส์แล้วกำลังจะตาย
แคเรนเหวอต่อ “ไม่น่าเชื่อ ...
นี่คุณอยู่พนมเปญมาเป็นปี ไม่รู้จัก heart ได้ไง
ในออฟฟิศชั้นเค้ารู้จักกันทุกคน ไม่ได้ละ ... งั้นคืนนี้เราต้องไป Heart แล้วล่ะ”
ผมถามต่อ “แล้วอีกที่นึงล่ะ ...”
แคเรนตอบ “เออ ...อีกที่นึงชื่อ
Blue Chilli น่ะ มันเป็นบาร์เกย์นะ...”
ทีนี้ถึงตาผมเหวอมั่ง ... “ที่นี่มีบาร์เกย์ด้วยเหรอ!!!

”
แคเรนเหวอกลับ “เฮ้ย... ในพนมเปญนี่มีบาร์เกย์เป็นสิบที่เลยนะ นี่คุณไม่รู้ได้ไง
แต่คุณโอเคใช่มั้ย ถ้าคืนนี้เราจะไปเที่ยวบาร์เกย์กันน่ะ ...”
เออ ... ไหนๆก็ไหนๆแล้ว “ได้อยู่แล้ว
...งั้นเราย้ายร้านกันเลย!”
คือ... เคยมีคนถามผมหลายครั้งเหมือนกันนะครับว่า
“เขมรมีตุ๊ดมั้ยวะ
... แล้วถ้ามึงเคยเจอ ตุ๊ดมันแรงเท่าบ้านเราแมะ”
ผมสาบานได้ว่า ผมทำงานกับประเทศนี้มาเกือบสามปีแล้ว
ตุ๊ดเขมรเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายากมากพอๆกับนกเงือกเลยล่ะครับ
คือที่ผ่านมา เห็นตุ๊ดเดินไปเดินมา จับจ่ายซื้อของในตลาดแค่สามสี่คนเองมั้ง
ผมเข้าใจว่าประเทศนี้ยังไม่มีการยอมรับ “เพศทางเลือก” อย่างบ้านเรา
แล้วก็ไม่มีตุ๊ดในรายการตลก ในหนัง หรือในรายการทีวีอย่างบ้านเรา
การเจอตุ๊ดในเขมรจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนบ้านเราสักเท่าไร
ซึ่งนั่นทำให้ผมคิดตามหลักเศรษฐศาสตร์ว่า
ถ้าจำนวนตุ๊ดในประเทศคือ Demand และบาร์เกย์เป็น Supply
เมื่อประเทศตุ๊ดน้อย จึงมีดีมานด์น้อย ดังนั้นมันก็ไม่น่ามีบาร์เกย์เปิด
ถ้ามีอย่างมากก็แค่สักที่สองที่เท่านั้นแหละ ...
แล้วนี่อะไรกัน อยู่ดีๆมาบอกผมว่าที่นี่มีบาร์เกย์เป็นสิบ ...
แค่ผมเจอเจ๊โธมัสผมก็ช๊อคพอแล้วนะ ... คืนนี้ยังมีเรื่องให้ผมช๊อคอีกเยอะแน่ๆ
5.
ก็อย่างที่บอกไปตอนแรก ...อย่าว่าแต่บาร์เกย์เลยครับ
แต่ผับธรรมดาทั่วไป ผมก็ไม่ได้ไปเที่ยวบ่อยๆซะหน่อย
ผมเลยนึกไม่ออกจริงๆครับ ว่าบาร์เกย์จะต่างกับผับทั่วไปยังไง
แต่ในความคิดผม บาร์เกย์มันน่าจะเป็นอะไรที่ nasty+hardcore
ทีเดียว
ประมาณว่าคงมีผู้ชายล่ำๆใส่กางเกงในตัวเดียว ยืนรูดเสากลางร้าน
หรือถ้ามีโชว์ พี่เค้าก็คงงัดกะเจี๊ยวอันใหญ่เบิ้มออกมาโชว์แขก
พร้อมเต้นยั่วยวนในท่วงท่าสวิงสวายแบบสุดเหวี่ยงแน่ๆ ...
ส่วนเพลง แทนที่จะเป็น live band ที่ร้องเพลงป๊อปร๊อกมันส์ๆ
มันก็คงเป็นมหกรรมเพลงตุ๊ดเช่น Madonna, beyonce, Kylie Minogue แน่ๆ
ระหว่างที่เรากำลังนั่งรถไปที่บาร์เกย์อันลึกลับ
ผมนึกในตลกในใจ นี่ผมจะมีประสบการณ์ครั้งแรกกับบาร์เกย์ทั้งที
... ดันเป็นที่กัมพูชา --- ประเทศที่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะมีบาร์เกย์งั้นเรอะ
6.
ไม่ถึงอึดใจ เราเดินทางมาถึงบาร์เกย์ที่ชื่อ Blue Chilli
ผมลงจากรถแล้วมองบาร์เกย์แห่งนี้ด้วยความอึ้ง อึ้ง และอึ้ง...
ผมไม่ได้อึ้งว่ามันมีผู้ชายกำลังเอาเจี๊ยวแกว่งโชว์แขกอย่างเมามันส์
หรือมีแก๊งกะเทยแต่งหญิงกรี๊ดกร๊าดอยู่เต็มร้านหรอกครับ ...
เพราะบาร์เกย์ที่นี่ไม่เหมือนบาร์เกย์ในหัวผมแม้แต่น้อยเลย...
มันเป็นแค่ห้องแถวอาคารพาณิชย์หนึ่งห้องที่อยู่ในซอยมืดๆ
ในร้านมีเคาน์เตอร์ใหญ่ๆ ด้านหลังเป็นบาร์เครื่องดื่มขวดเหล้าเรียงราย
เปิดเพลง One night only แบบไม่ดังหนวกหู (อ๊ะ... อันนี้ไม่ผิดจากที่คิด)
ในนั้นมีแต่ผู้ชายธรรมดาๆ กำลังนั่งดื่ม นั่งคุยกันอยู่สบายๆชิวๆเต็มร้าน
อ้าว... ไหนล่ะ ... โชว์กะเจี๊ยวดุ้นยักษ์กลางเวท
ี
อ้าว... ไหนล่ะ ... การรวมตัวกะเทยแต่งสาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพนมเปญ
...เราได้โต๊ะโซฟาหน้าร้าน (ซึ่งอันที่จริงอยู่ริมถนนเลยละครับ)
ซึ่งหน้าร้านห้องแถวนี้มีโต๊ะอยู่สี่ห้าโต๊ะ เปิดไฟสลัวๆเหมือนในร้าน
คล้ายๆเป็นร้านผิดกฏหมายที่ต้องแอบหลบซ่อนตัวในเงามืด
จะเปิดเพลงดังๆ หรือไฟสว่างๆก็ไม่ได้ ... เดี๋ยวคนรู้ ...
ผมไม่รู้ครับว่าผมจะดื่มอะไรดี ... เพราะแคเรนเสือกให้ผมสั่งคนแรก
ผมเลยนึกถึงคอกเทลที่ผมชอบกินที่สุด นั่นคือ ...มาร์การิต้า ...
ส่วนเจ๊ๆคนอื่น (รวมทั้งเจ๊โธมัส
ซึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาทีหลัง)
สั่งวอดก้าผสมน้ำอัดลมกันทุกคน ...
เรามาบาร์เกย์ แต่มานั่งคุยกันคล้ายๆกับการพักเหนื่อย
ก่อนจะไปเที่ยวต่ออีกที่นึง ... นั่งคุยแบบเรื่อยเปื่อยเหมือนตอนกินข้าว
ระหว่างที่นั่งคุย ก็มีเพื่อนๆของเจ๊โธมัสเดินเข้ามาอยู่เรื่อยๆ
แล้วก็แนะนำให้ผมรู้จักจนผมเริ่มจำชื่อไม่ได้ว่าใครเป็นใคร
เพราะมาการิต้ามันแรงกว่าที่ผมคิด กินหมดแก้วแล้วแทบหน้าทิ่ม
เจ๊โธมัสยืนยันว่า ผู้ชายที่ผมเห็นในร้านนี้ทุกคนเป็นเกย์
ซึ่งมันเป็นร้านเกย์นานาชาติครับ เกย์เขมรก็มี เกย์ฝรั่งก็เยอะ
เกย์เอเชียก็ไม่น้อย มีตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงแก่ๆวัยทำงานก็มี
ซึ่งดูๆไป ผมว่ามันก็โอเคนะ มันเหมือนเป็นแค่ร้านสังสรรค์ชาวเกย์
ที่มาปลดปล่อย แลกเปลี่ยนทัศนคติ คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ตามประสาคอเดียวกัน
( เช่น “นี่...แก๊... ฟังซิงเกิ้ลใหม่ของคริสติน่า อากิเลร่ารึยัง เริ๊ดเริ่ด...” สินะ)
ตอนแรกผมก็ยังเกร็งๆอยู่นะ เพราะยังรู้สึกเหวอๆอยู่นิดหน่อย
แต่ด้วยบรรยากาศความชิวของร้าน และทุกอย่างที่ไม่มีพิษภัย
พอมีคนอื่นๆ (ซึ่งมักจะรู้จักกับเจ๊โธมัส)
เข้ามานั่งร่วมวงคุยกันด้วย
ผมก็รู้สึกว่ามันสนุกดีเหมือนกัน...(หลายคนตื่นเต้นที่จะคุยกับผม
เพราะแคเรนแนะนำว่าผมเป็น client บริษัทเธอที่อายุน้อยที่สุด)
สรุปว่า ผมได้รู้จักกับเกย์เกือบทั่วโลกภายในชั่วโมงเดียวอะครับ
จนผมรู้สึกว่า ถ้าวันไหนเกย์เกิดอยากลุกขึ้นมาครองโลกล่ะก็
มันคงไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไรแล้วแหละ ...เพราะมีเครือข่ายครอบคลุมทั้งโลก
เรานั่งชิวกันถึงเที่ยงคืนครึ่ง แคเรนชวนผมย้ายร้านอีกแล้ว
แต่ก่อนออกจากร้าน เธอบอกว่า “เอ้อ ...ลืมบอกไปเลยแหะ
คุณเป็นคนไทยนี่ ... เจ้าของร้านนี้ก็เป็นคนไทยเหมือนกันนะ”
มีเรื่องให้ผมช๊อคอีกแล้ว ... คนไทยที่ผมรู้จักในเขมร
ส่วนใหญ่ถ้าไม่มาทำงานให้บริษัท ก็มาเปิดร้านอาหารกันทั้งนั้น
นี่มีคนไทยมาเปิดบาร์เกย์ในเขมรด้วยเหรอเนี่ย ?...
(ก่อนย้ายร้าน ผมไปเข้าห้องน้ำในร้าน
เห็นป้ายติดบนกำแพงบอกว่า
วันที่ 20-21 งดโชว์ชั่วคราว
ผมถึงเพิ่งรู้ว่าจริงๆร้านนี้ก็มีโชว์แหะ
แต่ผมก็ไม่ได้ถามแคเรน ว่าโชว์ที่นี่มันจะฮาร์ดคอร์แบบที่ผมคิดป่าว)
7.
เราย้ายไปร้านที่สามที่แคเรนบอกว่าร้านนี้ดังสุดยอด ...
และเหวอมากๆที่ผมไม่รู้จัก และไม่เคยมาเที่ยวสักครั้ง
ผับนี้ชื่อ Heart of Darkness (ชื่อฟังดูดุๆดาร์กๆ
...
คล้ายๆกับชื่อเกม หรือละครช่วงใกล้จบ ที่เราจะกำลังไปปราบ
บอสใหญ่ หรือหัวหน้าตัวร้ายที่ร้ายที่สุดในเรื่องประมาณนั้น)
ผับนี้คนเยอะชิบหายครับ เยอะจนแทบหายใจไม่ออก
การตกแต่งร้านเป็นแบบฟิวชั่น มีรูปปั้นเขมรๆ ภาพนางอัปสราติดเต็มร้าน
(ถ้าเป็นฟิวชั่นบ้านเรา อาจจะมีรูปนางรำฟ้อนเล็บ
หรือภาพขันโตก อะไรทำนองนั้น)
ผมกินเหล้าไม่ไหวแล้ว มาการิต้าที่บาร์เกย์เมื่อกี้แรงมาก
ที่จริงผมก็เริ่มง่วงด้วยแล้วแหละ แต่นานๆจะออกมาเที่ยวทีก็เต็มที่หน่อย
ดูนั่นสิ ...เจ๊โธมัสยังสวิงสวายตุ๊ดแตกอยู่กลางฟลอร์แบบไม่มีทีท่าจะเหนื่อย
เพลงที่ร้านนี้ก็โอเคอยู่ ผมเลยเต้นๆแบบเพลินๆอยู่ไปเรื่อยๆได้
แถมเต้นๆไปก็เห็นคนที่เจอกันในสองร้านแรกมาต่อที่นี่เหมือนกัน
เป็นการรับประกันว่านี่แหละ คือที่เที่ยวที่เจ๋งที่สุดในพนมเปญ
ที่นี่เป็นแหล่งรวมของนักเที่ยวทุกชนชาติ ไม่เหมือนผับแรกที่เราไป
คือมีทั้งฝรั่ง มีทั้งเขมร มีทั้งเอเชีย (ซึ่งคนต่างชาติน่าจะเป็นพวกนักท่องเที่ยว)
และยังมีพวก “ไก่”
อยู่เต็มผับไปหมด แถมเป็น “ไก่เมายา”
ซะด้วย
เพราะเต้นโยกซ้ายเด้งขวาจิกฝรั่งกันสุดเหวี่ยงไม่มีปล่อย ...
ผมบอกแคเรนว่าจะกลับตอนตีสองกว่าๆละกัน ...
สรุปว่าเราออกจากร้านตอนตีสองครึ่ง เพื่อนบางส่วนของแคเรนยังเที่ยวต่อ
และยังมีทีท่าว่าจะไปต่อกันอีกร้านด้วย ผมเลยออกมากับแคเรนสองคน
จริงๆผมบอกว่า ผมกลับคนเดียวก็ได้นะ (ทั้งๆที่ในใจก็กลัวๆเหมือนกัน)
แต่แคเรนบอกว่า ไม่ได้!
ไปคนเดียวมันอันตราย...เดี๋ยวเค้ากลับด้วย
แล้วเจ๊โธมัสก็กลับด้วยเหมือนกัน ก่อนร่ำลา เจ๊โธมัสลากผมไปกอดผมแน่นๆหนึ่งที
เวลาเจ๊ไม่ตุ๊ดแตก เจ๊ก็เป็นฝรั่งเท่ๆคนนึงจนผมรู้สึกเสียดายแทนคุณผู้หญิงทุกท่าน
ที่ในโลกนี้ ผู้ชายหล่อๆเท่ๆ มักจะเป็นเกย์อย่างที่เขาว่าจริงๆ ...
ผมนั่งรถตุ๊กๆกลับอพาร์ทเมนต์กับแคเรน กว่าจะถึงก็เกือบตีสามแล้ว
เป็นอะไรที่ยาวนานสำหรับผมมากครับ แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน...
ไว้คราวหน้าถ้าได้ไปบาร์เกย์ที่อื่นอีก จะเอามาเล่าสู่กันฟัง
ว่าร้านอื่นจะมีโชว์ฮาร์ดคอร์ให้ดูด้วยหรือเปล่านะครับ ...
อารมณ์ดีค่ะ
ไอ้แพท..
#1 By กรรมกรไซเบอร์ on 2008-09-21 22:51