เมื่อผมกลายเป็นนางเอก “สี่แพร่ง”
posted on 06 Oct 2008 22:08 by bongtao in cambodia
1.
ผมเป็นคนกลัวผี และกลัวการดูหนังผีแบบสุดขั้วหัวใจ
ซึ่งมาเป็นเอาหนักมากตั้งแต่ที่ผมไปดูชัตเตอร์กับแฟนเก่าครับ
ผมดูชัตเตอร์ในโรงแล้วกลับไปต้องเปิดไฟนอนไปตั้ง 3 คืนแน่ะ...
หลังจากนั้นมา ผมก็ไม่กล้าดูหนังผีในโรงอีกเลย
เพราะไม่อยากทรมานตัวเองจากอาการนอนไม่หลับ
แถมยังมีอาการประสาทหลอน กลัวผีโผล่ตรงนู้นตรงนี้...
นั่นทำให้ชัตเตอร์เป็นหนังผีเรื่องสุดท้ายที่ผมดูในโรง
แล้วก็ทิ้งห่างมาหลายปีจนกระทั่งผมมาดู DVD เรื่อง “สี่แพร่ง”
แต่เรื่อง “สี่แพร่ง” นี่ผมซื้อ DVD มาเพราะไม่ได้อยากดูหรอกครับ
แต่ผมซื้อมาเพื่อเป็นของฝากให้คนขับรถของผมที่เขมร
คนขับรถของผมฟังและพูดภาษาไทยได้คล่องปรื๋อ
ก่อนผมกลับไทยครั้งหนึ่ง ผมถามว่าอยากได้อะไรจากเมืองไทยมั้ย?
คนขับรถของผมบอกว่า “อยากดูหนังผีของไทยครับ”
โอเค ... อยากได้ก็จะจัดให้... แค่นี้ถือว่าเล็กน้อย
ช่วงที่กลับไทยครั้งนั้น ผมเลยซื้อ DVD หนังผีมาให้สองแผ่น
เรื่องแรกคือ บอดี้ศพ 19 ซึ่งผมได้ยินมาว่าเป็นหนังดีมาก
ส่วนอีกเรื่องคือ สี่แพร่ง เพราะได้ยินมาว่ามันน่ากลัวมาก
(ประมาณว่าจะให้คนเขมรเหวอหนังผีไทยให้ได้ ว่างั้นเถอะ)
แต่ก็ด้วยความเสียดายอะครับ อุตส่าห์ซื้อ DVD มาทั้งที
จะเอาไปให้คนขับรถดูโดยที่เรายังไม่ได้ดู ก็แอบงกเสียดาย
แถมเปิดซิงดูก็ไม่ได้ทำให้มันเน่าบูดซะหน่อย เอาวะ ...ดูหน่อยก็ได้
แต่ผมดูแบบเปิดไฟอ้าซ่าทั้งบ้านเลยนะครับ แบบว่ายังกลัวอยู่...
...ผมเลือกดูสี่แพร่ง เพราะอยากรู้ว่ามันจะน่ากลัวขนาดไหนเชียววะ
ผมว่าในบรรดา 4 เรื่องในหนังเรื่องนี้
เรื่องที่น่ากลัวที่สุด
น่าจะเป็นเรื่องแรก ที่เกี่ยวกับผู้หญิงที่มีผี SMS มาหา...
โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ตอนจบ ที่ผีมาถึงหน้าห้องแล้ว
ไฟก็ไล่ดับไปทีละดวงๆ จนในที่สุดนางเอกก็อยู่ในห้องที่มืดสนิท
นางเอกก็เลยหยิบมือถือขึ้นมาส่อง ส่องซ้าย ...ส่องขวา ...
คนดูแม่งก็ลุ้นกันเยี่ยวเล็ด เพราะไม่รู้ว่าวินาทีไหนที่ผีจะโผล่มา
แล้วอยู่ดีๆ ผีแม่งก็โผล่มา “ตุ้งแช่!!!!!” แล้วก็จบเลย ...สาดดดดด
ขนาดผมดูแบบเปิดไฟสว่างจ้า ผมยังรู้สึกว่าแม่งโคตรเสียวเลยครับ
แล้วนี่ถ้าดูในโรงมืดๆ ผมว่าซีนนี้แม่งกดดันจนแทบจะกรี๊ดออกมาได้เลย
ขนาดเป็นคนนั่งดู ยังน่ากลัวชิบหายขนาดนั้น ...
แล้วถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ไม่ช๊อกกันหัวนมตั้งเลยเรอะ...
วันนี้ผมได้คำตอบแล้วครับ ...แม่งน่ากลัวเหี้ยๆเลยครับ
เพราะผมเพิ่งผ่านสถานการณ์แบบนั้นมาสดๆร้อนๆ
ราวกับว่าตัวเองเป็นนางเอกของหนังแบบถอดมาซีนต่อซีนเลย...
2.
ผมมาทำงานที่เขมรครั้งนี้แบบยุ่งและวุ่นวายมากครับ
เพราะยังมีแคมเปญใหญ่ๆที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนอีกหลายแคมเปญ
และหนึ่งในนั้น จำเป็นต้องปิดโปรเจกต์กันภายในเย็นวันนี้แล้ว
ผมเลยต้องนั่งรออีเมล์ฉบับสุดท้ายจากเอเจนซี่จนถึงทุ่มนึง
ตอนหกโมงเย็น พี่ๆทุกคนก็ออกจากออฟฟิศไปกันหมดแล้ว
วันนี้ผมเลยขอตัวไม่ได้ไปร่วมวงกินข้าวด้วย ...
เพราะยึดมั่นหัวเด็ดตีนขาด ว่ายังไงวันนี้งานก็ต้องเสร็จ
ผมก็เลยนั่งทำงานเงียบๆอยู่คนเดียวในห้องทำงาน
(ผมมีห้องทำงานส่วนตัวอยู่ในออฟฟิศพนมเปญครับ)
แล้ววันนี้พี่อีกคนก็กำลังจะเดินทางมาจากเมืองไทย
ผมเลยให้คนขับรถไปรับพี่เขาที่สนามบินไปส่งที่ห้องพักก่อน
แล้วค่อยวนรถกลับมารับผมที่ออฟฟิศอีกทีนึงหลังส่งพี่เค้าเสร็จ
ซึ่งคำนวณเวลาแล้ว คนขับรถของผมน่าจะมาถึงสักสองทุ่ม
และเอเจนซี่ก็สัญญาว่าจะส่งอีเมล์มาตอนทุ่มครึ่ง ...
ก็นับว่าพอเจาะพอเหมาะกันพอดี ...
แต่อีเมล์ฉบับที่ผมรอดันมาถึงตั้งแต่ทุ่มนึง โปรเจกต์ผ่านไปอย่างเรียบร้อย
แต่จะออกจากออฟฟิศก็ออกไม่ได้อยู่ดี เพราะคนขับรถยังไม่กลับมา
ผมก็นั่งทำงานอื่นๆ พร้อมกับเล่นเนท คุย MSN
กับเพื่อนๆไปเรื่อยๆ
แล้วทันใดนั้น ... พรึ่บ !!!
ชิบหายครับ !!! ไฟดับ!!!


เวลาออฟฟิศที่นี่ไฟดับ แม่งดับแบบมืดสนิทจนแทบมองอะไรไม่เห็นอะครับ
เพราะว่าออฟฟิศผมก็อยู่แถบชานเมืองพนมเปญ หาได้มีแสงสว่างมากมาย
แล้วห้องของผมก็เสือกเก๋ เป็นห้อง river view
เห็นแม่น้ำบาสักไหลผ่าน
พอไฟดับแล้วมองออกไป จะไม่เห็นอะไร เพราะกระจกติดฟิล์มมืดอีก...
จะกลับก็กลับไม่ได้ ทำไงดีวะ ทำไงดี ...ผมคิดวนไปวนมา
ตอนนั้นผมโคตรกลัวเลยครับ เพราะมันทั้งมืด ทั้งแคบ...
แถมออฟฟิศผมก็อยู่ถึงชั้นสาม ต้องเดินลงไปคนเดียวอีกเหรอเนี่ย
เอาซี้... ถ้าผีมันจะมาหลอก มึงก็ต้องมาหลอกกูถึงห้องทำงานนี่แหละ
กูจะไม่ออกไปให้มึงหลอกกูแบบกินแรงสบายๆร้อก หึหึ ...
ผมตัดสินใจอยู่ในห้องคนเดียวต่อไปครับ ...
ในเมื่อยังไม่มีอะไรสามารถทำลายความมืดในห้องได้
สิ่งที่ผมเลือกจะทำคือ ต้องทำลายความเงียบก่อนครับ...
พอไฟดับปั๊บ ออฟฟิศผมจะมีเสียงติ๊ดๆตื๊ดๆของเครื่องอะไรสักอย่าง
ส่งเสียงดังกวนประสาทตลอดเวลา ... ผมจึงต้องเปิดเพลงกลบเสียงมัน
และเป็นการกล่อมประสาทไม่ให้กลัวไปกว่าเดิมด้วย ...
แล้วจะเอาเพลงอะไรดีล่ะ ...
นี่เลย ... ต้องเพลงแดนซ์เท่านั้น แต่อีเครื่องผมก็เสือกไม่ค่อยมีเพลงแดนซ์อีก
ตอนนั้นนึกได้อย่างเดียวว่า เพลงแดนซ์ต้องเป็นพวกนักร้องผู้หญิงครับ ...
โอ้ว ...นี่ไง ... beyonce ... อัลบั้มที่ร้อยวันพันปีไม่เคยฟัง
ได้ฟังก็วันนี้แหละวะ ...
นี่ถ้าเกิดผีในออฟฟิศมันเป็นผีตุ๊ด beyonce นี่ยิ่งกลายเป็นเพลงล่อผีเลยนะเนี่ย
เมื่อทำลายความเงียบได้แล้ว ผมก็เริ่มฮึกเหิมคิดจะทำลายความมืดต่อ
ด้วยการเปิดหน้าจอโน้ตบุ้กให้มันสว่างที่สุดเท่าที่จะสว่างได้ ...
ซึ่งผลที่ตามมาคือ แบตเตอรี่มันลดลงอย่างฮวบฮาบ ...
ซึ่งเมื่อคำนวณจากแบตเตอรี่ที่เหลือแล้ว ท่าทางมันจะหมดก่อนสองทุ่มแน่ๆ
เอาไงดี เอาไงดี ... เอาวะ ยอมปิดเพลง beyonce ก่อนก็ได้วะ
...
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้ง ผมพยายามพิมพ์อีเมล์รัวๆถี่ๆเข้าไว้
เพื่อให้เสียงก๊อกแก๊กของคีย์บอร์ดมันทำลายความเงียบให้ได้มากที่สุด
แล้วทันใดนั้น ...
“ครืดดดดดดดดดด ครืดดดดดดดดดดดดด”
โอ๊ยยย ...อีห่านจิก!!!
มือถือของผมที่ปิดเสียงวางไว้บนโต๊ะมันสั่นเพราะมี SMS
เข้าครับ
โอ้ย ...ชิบหายแล้ว ชิบหายแล้ว ...ผีมัน SMS เข้ามาแล้ว
ทำไงดี
ผมเอื้อมไปหยิบมือถือที่หน้าจอยังคงส่องสว่างเป็นแสงพุ่งขึ้นมา
แล้วกดปุ่มเพื่ออ่านข้อความ ...
“LH Bank สาขาศรีราชา เปิดให้บริการแล้วค่ะ”
พ่อมึงตายยยยยยย.... 
มึงมาเปิดธนาคารอะไรกันตอนนี้ ตอนนี้กูอยู่เขมร บ้านกูอยู่กรุงเทพฯ
จะมาบอกกูทำไม ... ธนาคารสาขาศรีราชาเปิดแล้วค่ะ ...
สาดดดดดดดดดดดดดด....
หนึ่งทุ่มห้าสิบนาที แบตเตอรี่โน้ตบุ้กของผมกระพริบไฟแดง
เป็นสัญญาณเตือนภัยว่า แบตกำลังจะหมดภายใน 5-10
นาทีนี้แล้วนะจ๊ะ
เอาวะ ... ผมตัดสินใจ ...ผมต้องออกจากออฟฟิศตอนนี้แล้ว ...
เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ...ก็ในหนังนางเอกเค้าเอามือถือมาส่องผีใช่มั้ย
นี่เลย ... กูเอาจอโน้ตบุ้กส่องแม่งเลย รับรองว่าสว่างสะใจกว้างไกลหลายเมตร
ถ้าผีโผล่มา ผมว่าแม่งต้องเป็นผีนักมวยปล้ำยักษ์ตัวเท่าหมีควายอะครับ
เพราะจอโน้ตบุ้กแม่งกว้างประมาณ 14 นิ้ว
ใหญ่กว่าจอมือถืออยู่หลายสิบเท่า ...
ผมเลยต้องรีบออกจากออฟฟิศก่อนแบตจะหมด
ผมรีบเก็บข้าวของทุกอย่างใส่กระเป๋าโน้ตบุ้กด้วยความทุลักทุเล
เพราะมันมืดมากจนผมแทบจะไม่เห็นอะไรบนโต๊ะเลย ...
เมื่อใส่ของทุกอย่างลงกระเป๋าแล้ว ผมกางจอโน้ตบุ้กให้กว้างจนแบนราบที่สุด
แล้วเอามือกอดโน้ตบุ้กโดยให้จออยู่ระดับอก ส่องแสงออกไปข้างหน้า
ณ วินาทีนั้น ที่ทำให้ผมเห็นในกระจกว่า ผมไม่ได้อยู่คนเดียว!!!
ผ่าง!!!!
ผ่าง!!!!

ผ่าง!!!!


ล้อเล่นครับ ... จริงๆผมอยู่คนเดียวแหละ แต่มีเงาของผมสะท้อนกระจก
อีกประมาณ 10 กว่าเงา เพราะออฟฟิศของผมนี่กระจกรอบด้านเลย
ขยับตัวที แสงสว่างๆจากหน้าจอที่สะท้อนกระจกก็จะเคลื่อนไปด้วย
ตอนนั้นรู้สึกเหวอมากๆครับ ...น่ากลัวชิบหาย ...
ยังครับ ... ใช่ว่าผมจะวิ่งปรู๊ดลงไปชั้นล่างได้อย่างง่ายดาย
เพราะผมเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากออฟฟิศ ผมจึงมีหน้าที่ต้องทำ
นั่นคือ ... “ล๊อคออฟฟิศ” ...
แถมไม่ได้ล๊อคกันแค่ครั้งเดียว มันต้องเริ่มจากล๊อคห้องทำงานของผมก่อน
ลองคิดดูสิครับ ว่ามือนึงกอดโน้ตบุ้กไว้ อีกมือนึงไขกุญแจอยู่
แล้วอีประตูห้องทำงานผมก็เป็นกระจกใสทั้งบาน ...พอไปยืนใกล้ๆประตู
แสงสว่างจากจอคอมมันจะสะท้อน มันก็เห็นเงาของเราและวัตถุด้านหลัง
มันเป็นการล๊อคประตูที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของผมเลยครับ ...
ตอนนั้นแบตเตอรี่โน้ตบุ้กของผมน่าจะเหลือขีดสุดท้ายแล้ว
ผมรีบออกจากออฟฟิศ แล้วล๊อคประตูใหญ่หน้าออฟฟิศอีกสองบาน
อีสองบานนี้แม่งโหดกว่าประตูห้องทำงานผมอีก ...
เพราะรูกุญแจมันอยู่ตรงด้านล่าง ติดกับพื้น แถมต้องล๊อคสองบานด้วย
ที่เหี้ยที่สุดคือ พวงกุญแจออฟฟิศของผมมันเสือกมี 4 ดอก...
และเป็น 4 ดอกที่หน้าตาเหมือนกันทุกประการ ไม่มีแปะอะไรบอกเลย
ซึ่งก็จะมีแค่สองดอกเท่านั้น ที่สามารถใช้ไขประตูใหญ่ของออฟฟิศได้
แล้วอีสองดอกที่เหลือ ผมก็ไม่รู้ว่ามันใช้ไขประตูบานไหนในออฟฟิศด้วย
ซึ่งปกติผมก็จะเดาสุ่มไปเรื่อย จนกว่ามันจะถูก ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนัก ...
แต่นี่โน้ตบุ้กผมกำลังจะแบตหมดภายในไม่กี่นาทีนี้แล้ว
ทำไมกูยังต้องมาเล่นเกม puzzle เสี่ยงทายลูกกุญแจอีก
แถมยังต้องก้มคุกเข่าลงไปไขกุญแจที่รูอยู่ต่ำเตี้ยติดดินอีก
ทำไมกูต้องมาเจอสถานการณ์อะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย ...
เอาวะ ...รีบๆไข รีบๆไป ...ไขบานซ้ายก่อนแล้วกัน
ดอกที่หนึ่ง ... ไม่ใช่ ... ดอกที่สอง ... ไม่ใช่อีก ...
ดอกที่สาม ...ยังไม่ใช่อีกแหะ ...เอ้า ดอกที่สี่ ใช่แน่ๆ ...
อ้าวเฮ้ย ทำไมไขไม่เข้าวะ ...
ผมเข้าใจเลยครับว่าในหนังที่เราดูๆกัน
ถ้านางเอกกำลังวิ่งหนีคนร้าย แล้วต้องล๊อคประตูหนีคนร้ายเนี่ย
มันจะมือสั่นๆจนทำกุญแจหล่น หรือไขกุญแจไม่ออกเนี่ย
แม่งโคตรจริงครับ โคตรจริง ...
เอ้า ...เริ่มใหม่ ... ดอกที่หนึ่ง ...ไม่ใช่ ... ดอกที่สอง ...ไม่ใช่ ...
ดอกที่สาม ...แกร๊ก ...เยส ... ล๊อคได้หนึ่งบานแล้วโว้ย
เอาล่ะ เหลือบานขวาอีกบาน ... ดอกที่หนึ่ง ...ไม่ใช่ ...
ดอกที่สอง ...ไม่ใช่ .... ดอกที่สาม ...แกร๊ก ...เยส เสร็จแล้วๆๆๆ
(มึงยังอุตส่าห์เป็นดอกสุดท้ายให้กูลุ้นเล่นอีกนะ
สาดดดดด)
ผมลุกขึ้นยืน หันหลังเตรียมลงบันได ...
แล้วฟ้าก็ลั่นประกาศิตให้แบตเตอรี่โน้ตบุ้กของผมหมด ณ วินาทีนี้
...ฮืออออออ ...ทำไม .... ทำไมมึงมาหมดอะไรเอาตอนนี้
ผมเหลือที่พึ่งสุดท้ายแล้ว ผมเอาโน้ตบุ้กพับใส่กระเป๋า
แล้วเอามือถือทั้งสองเครื่องของผมขึ้นมาถือมือละเครื่อง
ค่อยๆเดินลงบันไดทีละก้าวๆ ส่ายมือถือส่องไปซ้ายที ขวาที ...
ลงมาทีละชั้น ทีละชั้น ...
ผมเห็นรถของผมกำลังกระพริบไฟแป๊บๆรออยู่หน้าออฟฟิศ
โอ้ว พระเจ้า ... คนขับรถของผมมาแล้ว ...
ตอนนั้นความรู้สึกแม่งเหมือนพระเอกที่เพิ่งรอดตาย
ในตอบจบของหนังสัตว์ประหลาดหรือหนังหายนะโลกอะครับ
แบบว่า ในที่สุดกูก็รอดตายแล้ว ... ฮืออออ ดีใจมากกกกกก ...
เป็นความดีใจที่ผมแทบเยี่ยวเล็ดอะครับ ...ฮือออ

#1 By ตุ้ย since 2006 on 2008-10-06 22:27