คำเตือน: เอนทรี่นี้ยาวจริงๆครับ ผมใช้เวลาพิมพ์ 2 ชั่วโมง
หมายเหตุ: เมื่อคืนบล๊อกพังครับพี่น้อง เวอร์ชั่นเต็มๆอยู่ที่นี่แล้ว


1.
ผมเคยบอกไว้ในบล๊อกนี้ไว้หลายครั้งใช่มั้ยครับ
ว่าผมเกลียดเด็ก ... เกลียดแบบเข้ากระดูกดำ
เกลียดแบบเห็นหน้าแล้วอยากพุ่งเข้าไปเตะให้สลบ
จนผมรู้สึกว่า ถ้าสักวันนึงผมเกิดเป็นพ่อคนขึ้นมา
ผมคงจะทนเสียงร้องไห้ของลูกผมไม่ไหวแน่ๆ
แถมมีหวังได้ลุกขึ้นมาเบิ๊ดท้ายทอยลูกให้เงียบปากอีก

...แต่ผมว่าตอนนี้ความคิดผมมันเปลี่ยนไปว่ะ
เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เปลี่ยนไปแบบไม่ทันตั้งตัว
...เปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันที่ผมเห็นหน้าปกหนังสือ
เล็ตซึโก
! ซาราริมัง เผยโฉมสู่โลกออนไลน์ครั้งแรก



ผมยอมรับว่า อาทิตย์ที่ผ่านมา สมาธิในการงานผมค่อนข้างหดหาย
เพราะผมรอวันรอคืน ว่าเมื่อไหร่จะถึงวันที่เห็น
หน้าปก หนังสือของผมซะที
ขอแค่ให้ได้เห็นเป็นรูป
jpg ขนาดธรรมดาๆ โพสท์ออนไลน์ในบล๊อกพี่บิ๊ก
ณ ตอนนั้น ผมขอเห็นแค่นั้นผมก็พอใจแล้วครับ...

ช่วงที่ผมรอนั้น ผมรู้สึกกระสับกระส่าย เหมือนว่าที่คุณพ่อที่ยืนรออยู่หน้าห้องคลอด
ส่วนภรรเมียถูกเข็นไปขึ้นเขียงในห้องคลอดเรียบร้อยแล้ว ...
โอว ...ใจแม่งเต้นตึกๆตักๆตลอดเวลา ลูกกูจะรอดมั้ย ลูกกูจะเป็นตุ๊ดมั้ย
...ลูกกูจะมีเจี๊ยวสองอันหรือเปล่า ... ไม่รู้ล่ะ ..อะไรก็ช่างเถอะ
ตอนนี้ขอแค่กูอยากเห็นหน้าลูกก่อนก็พอแล้ว

... สามสี่วันที่รอนั้น ผมรู้สึกกระสับกระส่ายแบบนี้ทั้งวันจริงๆนะ ...
ถ้าผมอยู่เมืองไทย ตอนดึกๆหลังเลิกงาน ผมอาจจะขับรถจากบางซื่อไปที่เอกมัย
แล้วตรงเข้าไปกระชากคอพี่บิ๊ก ขู่กรรโชก
ปกกูอยู่ไหน!
แล้วก็ได้

แต่เอาเข้าจริง กะอีแค่การทัก
MSN ตะดุ๊งๆ ไปหาพี่บิ๊กผมยังไม่กล้าทำเลยครับ
ถึง
display ใน MSN ของพี่บิ๊กจะเป็นหน้าแป๊ะยิ้มหนวดครึ้มดูเป็นมิตรก็เถอะ

เพราะผมก็สามารถสัมภาษณ์ถึง
รังสีสังหาร ที่พุ่งทะลุหน้าจอออกมาได้อย่างเข้มข้น

มันเหมือนกับที่พี่วิชัยบรรยายเอาไว้ว่า พี่บิ๊กของเรากำลังถลำลึกสู่ความมืดอันลุ่มลึก
ซึ่งเรา (ผม
+พี่วิชัย) ทำได้เพียงแต่รอ รอว่าสักวันนึงพี่บิ๊กจะก้าวออกมาจากมุมมืดนั้น...

ระหว่างนั้น ผมกับพี่วิชัย - - - ตามประสานักเขียนศิษย์
exteen เหมือนกัน
จึงได้แต่นั่งคลึงหัวนมสกัดกั้นความอยากให้ใจเย็น ...
เดี๋ยวอีกแป๊บเดียว อีกแป๊บเดียวเราก็จะได้เห็นแล้ว ...


2.
จนถึงเมื่อวานนี้ ผมมาถึงออฟฟิศตอนเช้า เปิดคอมเก็ทเมล์ตามปกติ
MSN ที่ผมตั้งระบบให้มัน sign in แบบออโต้ก็ออนไลน์ขึ้นมา
แล้วก็มีข้อความอันนึง ที่เฮียวิชัยทิ้งเอาไว้เด้งตามขึ้นมาด้วย

มันเป็นลึงค์ ...เอ้ย ...มันเป็นลิงค์ครับ

มันลิงค์ไปที่บล๊อคของลุงบิ๊กบุญ...

เฮียวิชัยไม่ได้พิมพ์อะไรมาอีก นอกจาก
URL สั้นๆแค่นั้น
แต่ผมกับพี่วิชัยรู้กันดีครับ ว่ามันหมายถึงอะไร ...
มันคือสิ่งที่ผมและพี่วิชัยรอคอยกันอย่างกระวนกระวายมานานแสนนาน

สิ้นสุดการรอคอยแล้วครับ ...ลูกเราคลอดแล้ว
!!!

ใช่ครับ ... หนังสือเล่มนี้นี่ผมรักเหมือนลูกเลยล่ะ!

ตอนที่ผมเห็นภาพปกหนังสืออยู่ในบล๊อคพี่บิ๊กตอนนั้น...
ถ้าพี่เบิ้ม
มือวาดภาพประกอบ - มาเห็นภาพตอนนั้นแล้วเอาไปวาดใส่หนังสือ
จะได้เป็นรูปมนุษย์เงินเดือนยิ้มตาเป็นขีด น้ำตาไหลอาบแก้มอิ่มเอิบด้วยความปิติ

ฉากหลังเป็นลำแสงสีเหลืองสลับแดงสลับกันพุ่งขึ้นท้องฟ้า มีประกายระยิบระยับ
มีนกพิราบสีขาวบินผ่านไปมา พร้อมกับโปรยกระดาษวิ้งๆเต็มไปหมด
ถ้ามีเพลงประกอบ มันจะเป็นเพลง
ฮ้า~เลลูยา ... เลลูย่ะ...เลลูย่ะ
คือ มันเป็นความดีใจแบบขั้นสุดยอด ดีใจแบบซุปเปอร์ไซย่าขั้น 3


ณ วินาทีนั้นแหละครับ ที่ความรู้สึกของผมมันเปลี่ยนไป
ถึงตอนนี้ผมจะยังเกลียดเด็กเหมือนเดิม แต่ผมว่าถ้าถึงวันที่ผมเป็นพ่อคนขึ้นมา
ผมมั่นใจมากว่าผมจะรักลูกของผมมาก ด้วยความพูกผันที่มีให้
ด้วยความที่เราตั้งใจเลี้ยงดูปูเสื่อตลอด 8-9 เดือนที่ผ่านมา...

และที่แน่ๆ ผมต้องเป็นคุณพ่อที่โคตรจะเห่อลูกแน่ๆ ...
เพราะตอนนี้ผมก็เอาภาพหน้าปก ยัดใส่อีเมล์ พร้อมเขียนสรรพคุณเสร็จสรรพ
ส่งร่อนฟอร์เวิร์ดไปทั่วออฟฟิศ พร้อมระบุราคา สถานที่จัดจำหน่ายครบถ้วน
นี่ถ้าผมมีลูกขึ้นมาจริงๆ ผมคงจับลูกไปแห่ขบวนโชว์งานวัดแหงๆ ...


จนถึงวินาทีนี้ ความรู้สึกดีใจมันยังอุ่นๆอยู่ในใจเลยครับ
ผมได้เห็นหน้าปกแล้ว ได้เห็นเป็นแค่ภาพแบนๆ จับต้องอะไรไม่ได้
เหมือนได้เห็นลูกอยู่ในตู้อบอ่ะครับ ได้แค่มองเห็นอยู่ไกลๆ ...
ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือ เกาะกระจกรออย่างใจเย็น รอว่าอีกไม่กี่วัน
กูจะได้อุ้มลูกตัวเป็นๆ ... เนื้อเป็นเนื้อ หนังเป็นหนังแล้ว...

โอย ...นี่เขียนพรรณนามาเป็นวรรคเป็นเวรมาก ...
นี่มันตำนานรักชัดๆ ... อยากรู้มั้ยครับว่าตำนานรัก
ซาราริมัง ของผมมันเริ่มจากไหน

... มันเริ่มจากตรงนี้ครับ ...

3.
มันเริ่มจากการคุย
MSN แบบเรื่อยเปื่อยกับพี่บิ๊กตามปกติ
ในวันที่ 21 มกราคม 2551 (นี่ไปขุดคุ้ยมาจาก
chat log เลยนะ)
ยังไงก็ต้องขอโทษพี่บิ๊กด้วยนะครับ ที่ผมจำเป็นต้องเปิดเผย
เบื้องหลังความรักของเราให้สาธารณะชนได้รับทราบด้วย

ตอนนี้คลิปหลุด ภาพหลุดกำลังได้รับความนิยมครับ ...
วันนี้ผมเลยกะเอามั่งครับ ทำเองปล่อยเองแม่งเลย แต่ด้วยความเป็นนักเขียน
สิ่งที่เห็นในภาพคงไม่ได้มีอะไรวาบหวาม แต่มีเพียง
ตัวหนังสือ เท่านั้น

และนี่คือ
ภาพหลุด ของจุดเริ่มต้นของตำนานรักของผมครับ ...



...โอ๊ย ...เขินชิบหายเลยครับ ...
ตอนแรกที่พี่บิ๊กบอกว่าจะสารภาพรักกันตอนเกือบเที่ยงคืน
ผมนึกในใจ
งานเข้าแล้วมึง ... งานเข้าแล้ว...กูกำลังโดนหมีหลอกไปขืนใจ
จนสามารถตั้งสติ และสำนึกรู้ว่า บ.ก. แห่ง
a book กำลังชวนผมเขียนหนังสือเนี่ยสิ
ตอนนั้นแม่งโคตรดีใจครับ ดีใจเหมือนผู้หญิงที่เราชอบบอกรับเป็นแฟน
รู้สึกว่าอยากจะทำดีด้วย อยากไปกินข้าวด้วยทุกวันนับตั้งแต่วันนี้ไปต้นไปจนตาย...


ด้วยความหน้ามืดตามัว ผมเลยนัดพี่บิ๊ก เพื่อคุยบรีฟงานกันครั้งแรกทันที
เดทแรกของเราเกิดขึ้นที่ ...เอ่อ ... มันไม่ค่อยโรแมนติกเท่าไรหรอกนะครับ
มันคือที่ร้านบ้านใร่กาแฟ ปากซอยเอกมัย (สุขุมวิท 63) ...
ไม่ไกลจากแหล่งกบดานของชาว
a book สักเท่าไร

จริงๆ พี่บิ๊กนัดผมที่ออฟฟิศ
a book ซอยเอกมัย 10 ครับ ...
แต่ผมขอต่อรองว่า เจอกันที่หน้าปากซอยริมถนนสุขุมวิทเหอะพี่ ...
ทำไมน่ะเหรอครับ ... ก็เพราะผมกลัวการนั่งมอเตอร์ไซค์ยิ่งกว่าอะไร

ถ้าพี่นัดผมที่ a book ผมต้องเสี่ยงตายนั่งมอไซค์เข้าไปหาพี่อีก
...เราเลยเจอกันแบบกึ่งๆกลางๆทางที่บ้านใร่กาแฟตามที่เล่าไป

ผมไปนั่งรอในร้านก่อนที่พี่บิ๊กจะตามเข้ามาสมทบไม่นานนัก
ยังจำได้เลยครับ ผมสั่งชากระเจี๊ยบ รสชาติส้นตีนเป็ดมากๆ
ส่วนพี่บิ๊กตอนนั้นอยู่ในสภาพเหมือนหมีกริซลี่ย์ที่โหยหิวหลังจำศีลมาสามเดือน
นี่ถ้าผมหน้าเหมือนปลาแซลมอน แกคงพุ่งมาตะปบหน้าผมแล้วจับกินไปแล้ว
แกเลยสั่ง
ไข่เจียวราชา มากินจานนึง (ซึ่งจริงๆเป็นไข่เจียวธรรมดาสามัญที่สุด
เอามาโปะข้าวเหมือนร้านอาหารตามสั่ง ... ผมยังงงถึงทุกวันนี้ว่ามึงราชาตรงไหน)


เรานั่งคุยกันแบบคร่าวๆครับ ตอนนั้นผมมีร่างต้นฉบับไปด้วย 10 หน้าเอสี่
วันนี้เราเลยได้คอนเซปต์ของหนังสือ ว่ามันจะเป็นแบบนี้ แบบนั้นนะ ...
คืนนั้น ผมกลับบ้านตัวเปล่า (เอ่อ ...หมายถึงผมให้ร่าง(ต้นฉบับ)พี่บิ๊กไปน่ะ
เสื้อผ้า และร่างกายยังอยู่ในสภาพครบถ้วนสมบูรณ์ดีเหมือนกับขามา)


ผมนั่ง
BTS กลับด้วยความรู้สึกอุ่นๆในใจอย่างบอกไม่ถูก

4.
ระหว่างที่ผมกำลังปั้นหนังสือ "ซาราริมัง" ให้เป็นรูปร่างขึ้นมาทีละนิด ทีละนิด
พี่บิ๊กก็เสนอโปรเจกต์มาให้ผมทำอีกเล่มครับ ...แถมด่วนกว่าอีก
ซึ่งนั่นเป็นที่มาของเดทที่สองของเราครับ ... สถานที่ครั้งนี้คือที่พารากอน ...
วันนั้นผมได้เจอมือวาดภาพประกอบ สำหรับโปรเจกต์ใหม่ของผม
และวันนั้นเองที่ผมได้เจอมาสเตอร์แชมป์แบบคาดไม่ถึงด้วยล่ะครับ

ตอนแรกผมนึกว่ามาสเตอร์แชมป์ จะเป็นผู้ชายหุ่นอาเสี่ยๆ อ้วนๆ ขาวๆ
อายุน่าจะสักประมาณ 27-28 ประมาณนี้ ซึ่งตัวจริงไม่ใช่เอาซะเลยครับ
(ไม่ใช่เอาซะเลย
= ขัดแย้งกับที่จินตนาการเอาไว้ทุกประการ)
ผมเพิ่งรู้ว่ามาสเตอร์แชมป์อายุเท่าผมครับ รุ่นราวคราวเดียวกันชัดๆ
...

เนื่องด้วยโปรเจกต์ใหม่ของผมนั้นเร่งด่วนกว่า
ซาราริมัง มาก
ผมจึงวางมือจาก
ซาราริมัง ไว้สักพักหนึ่ง
แล้วมาปั่นโปรเจกต์ใหม่ซึ่งมีกำหนดวางขายก่อนจนไฟลุก

แต่แล้ววันหนึ่ง ...พี่บิ๊กก็บอกว่า มาคิดดูดีๆ อยากให้เต็มที่กะซาราริมังก่อน
... ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหาครับ... เพราะผมมีความสุขกับการเขียนทั้งสองเล่ม
เล่มไหนมาก่อน เล่มไหนมาหลังจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเท่าไร

แต่ตอนนั้น ผมนึกเอะใจ ... รู้สึกสูญเสียความมั่นคงในชีวิตเล็กน้อย
จึงได้ตัดสินใจถามพี่บิ๊กไปตรงๆ
พี่ ... พี่มีคนอื่นอีกใช่มั้ย ....
(เสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า แต่เตรียมเงื้อมือตบหน้าได้ทุกวินาที)

และคำตอบก็คือใช่ ...พี่บิ๊กบอกผมว่า พี่มีคนอื่นแล้ว ...
และ
คนอื่น คนนั้นก็คือ วิชัย เทพโรงแรมของเรานี่เองครับ

พี่บิ๊กสัญญาว่า จะไม่ทอดทิ้งผมครับ ตำนานรักเราจะดำเนินต่อไป
แต่มันจะกลายเป็นตำนานรักแบบ
threesome แทนแค่นั้นเอง
...มันเป็นการ
threesome ของ a book กับมนุษย์เงินเดือน และมนุษย์โรงแรม

...แทนที่ผมจะเสียใจ หรือผิดหวัง ตอนนั้นผมโคตรตื่นเต้นเลยครับ
โอ๊ว...
threesome ผมละช้อบชอบ แถมได้ threesome ก็เพื่อนบ้านใกล้ตัว
ตอนนั้นไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นไปกว่าการรู้ว่าพี่วิชัยจะมีหนังสือพร้อมๆกับผมแล้ว

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ... ตอนนั้นเวลาได้ล่วงเลยเข้าสู่เดือนมิถุนายนแล้ว
เมื่อนั่งนับนิ้วแล้ว จริงๆผมมีเวลาแค่ 4 เดือนสำหรับ
ซาราริมัง

ซึ่งนั่นถือว่าไม่เยอะเลยสำหรับผม...


5.
หลังจากนั้นไม่นาน ผมกับพี่บิ๊กก็มีเดทที่สามกันอย่างรวดเร็ว
เรานัดกันวันศุกร์ และเขยิบสถานที่เดทจากพารากอนไปที่
CTW

วันศุกร์เป็นวัน
casual Friday ของผมครับ ...
มันคือวันที่มนุษย์เงินเดือนอย่างผมจะได้สลัดคราบยูนิฟอร์ม
และสามารถใส่ชุด
อะไรก็ได้ ตามจินตนาการและกำลังความแรง

วันนั้นพี่บิ๊กเลยอึ้งไปนิดนึง เมื่อเจอผมในเสื้อโปโลแดง นาฬิกาแดง รองเท้าแดง
(เอ่อ... จริงๆรองเท้ามันก็ไม่ได้แดงเถือกทั้งหมดหรอกครับ แต่มันก็แดงอยู่ดี
)

ตอนแรกเรานึกว่าจะนัดมาคุยกันเรื่องความคืบหน้าของ
ซาราริมัง
แต่ปรากฏว่า วันนั้นเราไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจาก
กิน และ คุย
ซึ่งเรากินกันมาราธอนมาก กินตั้งแต่โอโตยะ ไปต่อเค้กที่คอฟฟี่บีน
แล้วไปจบที่กาแฟล้างปากที่สตาร์บักส์จนถึงเวลาห้างปิด ...

เดทนี้เราไม่ได้ความคืบหน้าของ
ซาราริมัง แม้แต่กระผีกเดียว
(ซึ่งจะว่าไป กิจกรรทมันก็เหมือนกับเราไปเดทกันจริงๆซะด้วยสินะ)
...กลับบ้านมาออนเอ็ม ผมกับพี่บิ๊กก็ยังงงกันอยู่ว่า

ทำไมวันนี้กูกับมึงถึงไม่ได้คุยเรื่องงานกันเลยวะครับ

...
นั่นสิครับพี่ ผมได้แต่ตอบไปแบบงงๆ

6.
ด้วยเวลาที่บุกรุกคืบเข้ามาประชิดตัวมากขึ้นทุกวัน
ในที่สุดผมก็เริ่มมีความคืบหน้าของ
ซาราริมัง แบบเป็นชิ้นเป็นอัน
เดทที่สี่ของผมจึงเกิดขึ้นที่
La Villa ณ อารีย์ครับ

ความรักของเราเบ่งบานมากขึ้นที่ร้านผัดไทยในซอยอารีย์
แล้วจบลงที่ร้านกาแฟสตาร์บักส์อีกแล้ว (นี่ผมกะพี่เป็นอะไรกับกาแฟยี่ห้อนี้เนี่ย)
ผมมีต้นฉบับ
ซาราริมัง ประมาณ 40 ตอน ที่แล้วเสร็จมาให้พี่บิ๊ก
พร้อมกับหัวข้ออีกประมาณ
20 กว่าตอนที่คิดไว้แล้วแต่ยังไม่ได้เขียน

วันนี้ผมกับพี่บิ๊กจึงช่วยกันคิดประเด็นเพิ่มเติมที่น่าจะพูดถึงในชีวิต
ซาราริมัง
การนั่งสตาร์บักส์จนร้านนี้ปิดในครั้งนี้ต่างจากครั้งที่แล้วโดยสิ้นเชิง
เพราะเมื่อร้านปิดวันนี้ ผมมีเนื้อหาเตรียมสำหรับเขียนเพิ่มขึ้นอีก
30-40 ข้อ

นั่นหมายความว่า ... ผมมีหน้าที่เอาประเด็นพวกนี้มาเขียนให้ครบเท่านั้น...
ตอนนั้นผมรู้สึกได้ว่า โอ้ว ... นี่ก็ใกล้เสร็จแล้วนี่ เพราะเรามีประเด็นหมดแล้ว
เหลือแค่เอาประเด็นมาเขียนขยายให้เต็ม ง่ายจะตาย แป๊บเดียวก็เสร็จ


7.
แต่ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่ผมคิดไม่ ...
เมื่อผมหยิบประเด็นที่คิดได้ในวันนั้น จับขึ้นมาเขียนจริงๆจังๆ
ผมพบว่า หลายประเด็นที่หยิบขึ้นมาเขียนแล้วไม่สนุกอย่างที่คิด ...
หลายประเด็นที่หยิบขึ้นมาเขียนได้
3 บรรทัดแล้วตัน ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ
และหลายประเด็นที่เขียนจนจบแล้ว กลับรู้สึกว่ามันไม่แข็งแรงเอาซะเลย
พูดง่ายๆคือ ตอนนั้นแม่งของหมดสต๊อกจริงๆ บางวันเปิด
word ขึ้นมา
พิมพ์ได้สองสามแก๊ก ... แล้วก็หยุด ...แล้วก็ปิด ...แล้วก็จบที่
MSN

ตอนนั้นผมได้คุยกับพี่วิชัยเป็นระยะๆ ดูเหมือนพี่วิชัยจะกำลังท๊อปฟอร์ม
เพราะได้ยินมาว่า ต้นฉบับพี่วิชัยพุ่งทะยานไปมากกว่า
200 หน้าเอสี่แล้ว
(ในใจก็แอบนึก
นี่พี่พิมพ์ด้วยฟอนต์ขนาด 48 pt ใช่มั้ยครับ)
แล้วนี่ทำไมกูถึงได้ติดแหงกอยู่ตรงนี้วะเนี่ย...


ตอนนั้นจัดว่าเป็น
ยุคมืด ของ ซาราริมัง อย่างแท้จริงครับ
(ถ้าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่น ผมจะมีขีดๆแนวตั้งอยู่ที่มุมหน้าผาก ฉากหลังเป็นสีมืดๆ)
เพราะผมสามารถเขียนไปได้แค่ประมาณ
60-70 ตอนเท่านั้น...
ที่สำคัญคือ มันเป็นช่วงที่งานผมหนักมาก และเป็นงานที่ใช้สมาธิสูงทั้งนั้น
ผมต้องอยู่กับโปรแกรม
excel เพื่อคำนวณตัวเลขเป็นหมื่นๆเซลทุกวัน
ทั้งๆที่อยากจะปันใจ ขยับเม้าส์ไปคลิกตัว
W เพื่อเปิดโปรแกรม word
แล้วพิมพ์ต้นฉบับต่อให้เสร็จซะเหลือเกิน แต่มันก็ทำไม่ได้...


ณ วินาทีนั้น ผมรู้สึกว่า
100 ตอนที่ผมสัญญากับพี่บิ๊กเวลาแม่งยากเหลือเกิน
ผมยังอยู่ห่างไกลจากเส้นชัยจนผมแทบจะถอดใจ อยากจะโทรไปบอกพี่บิ๊กว่า
เฮ้ยพี่ ... ผมว่าผมเขียนไม่ทันขายตุลาแน่ๆว่ะ ... ขอเลื่อนเหอะพี่

แต่ก่อนจะได้กดเบอร์มือถือโทรไปหา หรือกดแป้นพิมพ์ข้อความผ่าน
MSN
ผมก็จะเห็นหน้าพี่บิ๊กแปลงร่างเป็นหมีกริซลี่ย์ที่กำลังหื่นกระหายปลาแซลมอน
เงื้อมือมาตะปบหน้าผมจนหัวหลุดจากบ่ากระเด็นลงคลองทุกครั้งไป ...

ซึ่งเป็นภาพที่น่ากลัวมากครับ สาบานได้...มันน่ากลัวจริงๆ


ในที่สุด ผมก็คิดว่า
เอาวะ ... มันต้องถึงร้อยให้ได้สิ ...กูออกจะเซี้ยวขนาดนี้
ผมจึงค่อยๆเขียนต่อไป วันละตอนสองตอน บางวันท๊อปฟอร์มก็ได้สามสี่ตอน
จนผมเดินทางไปถึงหลักไมล์ที่
75 ตอนเมื่อพี่บิ๊ก MSN มาบอกผมว่า

เต่า... พี่หามือวาดภาพประกอบได้แล้ว อาทิตย์นี้มาเจอกันหน่อย

8.
สถานที่เดทครั้งที่ห้าของผม เราย้ายไปที่เซ็นทรัลลาดพร้าวครับ
ครั้งนี้ผมได้เจอกับมือวาดภาพประกอบ
พี่เบิ้ม สมชาย ตัวเป็นๆ
ซึ่งผมอึ้งมาก เพราะเหมือนกับว่าพี่บิ๊กพาน้องฝาแฝดมาให้รู้จัก
...บิ๊ก ภูมิชาย กับ เบิ้ม สมชาย ... บอกว่าเป็นพี่น้องกันก็เชื่อได้ไม่ยาก
และนี่ยังหุ่นคล้ายๆกันอีก พี่สองคนต้องเป็นพี่น้องที่พลัดพรากจากกันแน่ๆ
พี่สองคนอาจจะมีปานแดงที่ตูด ที่สามารถต่อกันเป็นแผนที่ประเทศอิตาลีก็ได้

แน่นอนครับ... เรายังคงคุยงานกันที่ร้านกาแฟสตาร์บักส์กันอีกครั้ง
(แต่สาขานี้คนเยอะชิบหาย ต้องระเห็จมานั่งโต๊ะข้างนอกริมทางเดิน
ให้อารมณ์การจิบกาแฟแบบ โอเรียนทอล ปาริเซียงแบบเกินจำเป็นครับ)

ผมหยิบยื่นต้นฉบับประมาณ
78 ข้อให้พี่บิ๊ก เพื่อให้พี่เบิ้มเริ่มวาดภาพประกอบ
พี่บิ๊กบอกว่า ผมมีเวลาจัดการต้นฉบับให้เสร็จถึงแค่ต้นเดือนกันยายนเท่านั้น
(ตอนนั้นแกพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่รู้สึกได้ถึงรังสีสังหารอีกแล้วล่ะ
)
ซึ่งช่วงนั้น เป็นช่วงที่ผมโคตรเครียด และโคตรยุ่งกับงานที่ออฟฟิศเลย
เนื่องจากผมมีแคมเปญที่รับผิดชอบอยู่พร้อมๆกันถึง
3-4 แคมเปญใหญ่ๆ
พร้อมกับต้องเดินทางระหว่างเมืองไทยกับเขมรแทบทุกอาทิตย์...

ผมจึงตั้งสติ แล้วเข้าโหมดซุปเปอร์ไซย่า จัดสรรเวลาทุกวินาทีอย่างมีประสิทธิภาพ
ตอนเวลางาน ก็ทำงานให้มันเต็มที่ ตกเย็นออกกำลังกาย ตกดึกเขียนต้นฉบับ
ซึ่งก็ได้ผลมากครับ ผมใช้เวลาแค่อาทิตย์เดียว ต้นฉบับพุ่งทะยานไปถึง
95 ตอน

ผมส่งเมล์ให้พี่บิ๊กด้วยความสบายใจ ...อีกแค่
5 ตอนก็จะจบแล้ว


9.
ไม่นานนักหลังจากที่ส่งต้นฉบับผ่านอีเมลไปให้พี่บิ๊ก
พี่บิ๊กตีต้นฉบับกลับมาเป็น
hard copy ผ่านทางเมสเซนเจอร์มาให้ถึงออฟฟิศ
(ซึ่งอีลุงเมสเซนเจอร์ดันมาที่ออฟฟิศตอนเที่ยง ซึ่งยามบริษัทฯจะไม่ให้ขึ้นตึก
อีลุงก็เลยเอาซองไปวางไว้ที่ไหนก็ไม่รู้ จนถึงบ่ายผมเอะใจว่าทำไมยังไม่มา
ถึงรู้ว่าเอกสารผมไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ แทนที่จะถูกส่งมาที่โต๊ะทำงานโดยตรง
จนตลอดทั้งบ่ายผมไม่ได้ทำงานเลยครับ มัวแต่วิ่งเช็คหาเอกสารจนเจอในที่สุด)

พี่บิ๊กบอกผมว่า
แก้นิดเดียวเองเต่า มีแค่จุดเล็กๆไม่กี่จุด
แต่ไอ้ จุดเล็กๆ ของพี่นี่รวมถึงการตัดเนื้อหาออกไปทั้งยวงถึง 7 ตอน
ซึ่งผมก็เข้าใจเจตนารมย์และเห็นด้วยครับ แต่นั่นก็หมายถึงผมก้าวถอยหลัง
กลับมาตั้งหลักที่
88 ตอนอีกครั้ง ... ผมมีเวลาอีกไม่กี่วันกับต้นฉบับ 12 ตอนสุดท้าย

แล้วอี
12 ตอนสุดท้ายนี่แม่งยากชิบหาย เหมือนเป็นบอสด่านสุดท้ายในเกม
เหมือนกับเล่นเกมร๊อคแมนไปถึงบอสสุดท้าย เสือกตายจนหมดแล้วต้องเริ่มที่ต้นฉากอีกที
คือไม่ใช่ว่าจะคิดอะไรง่ายๆ ก็สามารถเขียนๆยัดๆลงไปให้มันครบได้นะครับ
เพราะอีตอนง่ายๆสนุกๆนี่ก็เขียนไปหมดแล้ว แล้วมันจะเหลืออะไรให้กูเขียนล่ะเนี่ย
งานออฟฟิศก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุด ทำไมอยู่ดีๆถึงได้ขยันทำแคมเปญกันตอนนี้จัง

วินาทีนั้นเป็นอีกครั้งที่รู้สึกว่า
ซาราริมัง อาจจะคลอดไม่ทันกำหนดก็ได้


10.
ในขณะที่ผมกำลังห่อเหี่ยว คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าจะเขียนให้ครบ
100 ตอนอย่างไร
ถ้าหันไปหาพี่บิ๊ก ต้องโดนอุ้งมือหมีตะปบหน้าแหกแน่ๆ แล้วสวรรค์ก็ประทานพร
ให้ผมมีกำลังใจอีกครั้ง ด้วยการเห็น
preview ภาพประกอบจากพี่เบิ้มที่ส่งมาทางเมล์ ...

โอ้ว มาย สิตธัตถะ... ดิส อิส เอ็กแซกลี่ ว้อท ไอ ว้อนท์...
Oh my Buddha… this is exactly what I want…

ตอนที่ได้เห็นภาพประกอบเท่ๆแค่สองสามรูปจากพี่เบิ้มนั่นแหละครับ
ที่ผมกลับมามีกำลังใจอีกครั้ง แล้วแปลงร่างเข้าโหมดซุปเปอร์ไซย่าขั้นสุดท้าย
ดึกๆไม่หลับไม่นอน นั่งปั่นต้นฉบับจนในที่สุดผมก็เข้าเส้นชัยครบ
100 ตอน

ณ ตอนนั้น ผมได้ยื่นไม้ผลัดส่งหน้าที่ต่อให้พี่เบิ้มแล้ว ...
ส่วนผมก็กลับไปสวมวิญญาณ
ซาราริมัง เต็มที่กับงานประจำแบบเต็มสตีม
แต่ผมก็ยังอยากรู้อยู่ว่าหนังสือผมไปถึงไหนละน้า... ก็คอยเอ็มถามพี่เบิ้มอยู่เรื่อยๆ
แล้วก็ได้คำตอบมาประมาณว่า ...

วาดเกินครึ่งทางไปนิดนึงว่ะ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์เท่าไร
ของพวกนี้ว่างอย่างเดียวมันวาดไม่ออก มันต้องมีอารมณ์ด้วย


เอ่อ ... ครับพี่ ... ผมก็ไม่รู้ว่าพี่ต้องการอารมณ์อะไรนะครับ
แต่ยังไงก็ขอให้อารมณ์พี่มาไวๆนะครับ เพราะเราเหลือเวลาอีกไม่ถึง
10 วัน
ก็จะถึงเดดไลน์ที่พี่บิ๊กขีดเส้นตายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ...


11.
แล้วอยู่ดีๆวันหนึ่ง พี่บิ๊กก็โผล่ออกมาจากห้วงความมืด (หลังจากหายไปนานมาก)
บอกผมว่า
เสาร์นี้มาปรู๊ฟเลย์เอาท์ที่อะบุ๊กนะครับ ...

ผมก็ยังงงครับว่าที่ให้ไปปรู๊ฟนี่หมายความว่าไง หนังสือเสร็จแล้วเหรอ

แต่ยังไงก็อยากไปครับ ผมฝ่ารถติด (2 ชั่วโมงกว่าในการข้ามไปอีกฟากของกรุงเทพ)
ไปจนถึงออฟฟิศ
a book จนได้ ...

ไม่น่าเชื่อครับ เพียงเวลาไม่กี่วัน (น่าจะสัก
6-7 วันได้มั้ง) หลังจากที่คุยกันครั้งล่าสุด
พี่เบิ้มของผม
องค์ลง แล้วครับ เพราะวันนี้ภาพประกอบเสร็จหมดทุกตอนแล้ว
และทีมอะบุ๊กก็เอาภาพโปรยตัวหนังสือ วางเลย์เอาท์จนครบ
100 ตอนหมดแล้ว
ต้นฉบับกำลังถูกพรินต์ออกมาในกระดาษเอสี่ ทีละตอน ทีละตอน ทีละตอน...

ณ ตอนที่ผมเห็นเลย์เอาท์หนังสือ ผมรู้สึกว่าแม่งเป็นหนังสือที่โคตรเท่จริงๆ
รู้สึกรักมันมาก แม้ว่าตอนนั้นมันจะเป็นแค่หน้ากระดาษเอสี่ธรรมดาเท่านั้นเถอะ

ตอนที่ผมนั่งอ่านกระดาษเอสี่ที่ค่อยไหลๆออกมาจากพรินเตอร์ทีละหน้าๆ
ถ้าพี่เบิ้ม
มือวาดภาพประกอบ - มาเห็นภาพตอนนั้นแล้วเอาไปวาดใส่หนังสือ
จะได้เป็นรูปมนุษย์เงินเดือนยิ้มตาเป็นขีด น้ำตาไหลอาบแก้มอิ่มเอิบด้วยความปิติ
ฉากหลังเป็นลำแสงสีเหลืองสลับแดงสลับกันพุ่งขึ้นท้องฟ้า มีประกายระยิบระยับ
มีนกพิราบสีขาวบินผ่านไปมา พร้อมกับโปรยกระดาษวิ้งๆเต็มไปหมด
ถ้ามีเพลงประกอบ มันจะเป็นเพลง
ฮ้า~เลลูยา ... เลลูย่ะ...เลลูย่ะ
(ย่อหน้านี้คุ้นๆใช่มะ จริงๆคือขี้เกียจพิมพ์ แอบไปก๊อปปี้ข้างบนมาครับ แหะๆ)


มันเหมือนกับว่า ผมรู้ตัวมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาว่าผมกำลังจะมีลูก
แล้ววันนี้เป็นวันที่ผมพาเมียไปอัลตราซาวน์ แล้วเห็นเป็นเงามัวๆรางๆ
พอเห็นได้ว่าลูกเรามีเจี๊ยวนะ ลูกเราเป็นผู้ชายนะ แถมเป็นผู้ชายที่เท่มากๆด้วย
อีกไม่นาน เดี๋ยวลูกก็คลอดแล้ว มาถึงขั้นนี้แล้วยังไงก็ต้องคลอดให้ได้ละวะ ...


แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เสร็จในวันนั้นคือ ... หน้าปก...
วันนั้นผม พี่บิ๊ก พี่เบิ้ม จึงถือโอกาสนั่งคุยกันที่อะบุ๊กเลยว่าปกจะเป็นยังไง
ผมจึงเสนอว่า อยากให้เป็นธีม
มนุษย์เงินเดือน มุ่งสู่แสงตะวัน...
ซึ่งพี่บิ๊กก็เห็นด้วย และมันก็กลายเป็นโจทย์ข้อสุดท้ายให้พี่เบิ้มรับกลับบ้าน

วันนั้นผมกลับบ้านด้วยจิตใจที่พองโตจนแทบทิ่มทะลุหัวนมออกมา
กลับมาดึกๆก็คุยเอ็มกับพี่วิชัยว่าวันนี้ไปทำอะไรมา จนพี่วิชัยเริ่มริษยา
และเริ่มทุรนทุรายอยากจะไปปรู๊ฟหนังสือให้เห็นหน้าตาคร่าวๆบ้าง

ตอนนั้นผมไม่ได้ตั้งใจบอกให้พี่วิชัยอิจฉานะครับ ...
แต่ผมอยากให้พี่วิชัยได้ไปเห็นหนังสือ
สิ่งมีชีวิตในโรงแรม อย่างที่ผมเห็น
ผมรับรองว่า ความรู้สึกของเราไม่ต่างกันแน่นอนครับ

12.
จนมาถึงเมื่อวานที่ผมเห็นหน้าปกอยู่ในบล๊อกพี่บิ๊กนั่นแหละครับ
อยากจะอุทานออกมาอีกครั้งว่า ...

โอ้ว มาย สิตธัตถะ... ดิส อิส เอ็กแซกลี่ ว้อท ไอ ว้อนท์...
Oh my Buddha… this is exactly what I want…


(เอ้า ขายเข้าไปลูก ขายเข้าป๊ายยยยย)

จนทุกวันนี้ ผมต้องเอาหน้าปกนี้ขึ้นมาดูทุกชั่วโมงให้หายคิดถึง
เอาไว้ฆ่าเวลาว่าเมื่อไรจะถึงงานหนังสือที่จะได้เห็นเล่มจริงๆซะที
ซึ่งตอนนี้ ผมแทบจะนับเวลารอไฟลท์กลับเมืองไทยวันเสาร์นี้แล้วล่ะ

และนี่คือ
ตำนานรัก ตลอด 9 เดือนของ เล็ตซึโก! ซาราริมัง

ตอนแรกผมกะว่าจะเขียนเอนทรี่เอาไว้ขายของแบบฮาร์ดเซลเต็มที่
(ลึกๆแอบตั้งใจว่า กูจะเขียนมันวันละเอนทรี่ จนกว่างานหนังสือจะจบเลย)
ตอนแรกก็คิดว่าคงแค่สั้นๆ ขายของๆ แล้วก็จบ แต่ไหงล่อมาถึง
7 หน้าเอสี่แล้วก็ไม่รู้
คงเป็นเพราะ 7 หน้าเอสี่นี่แหละ ที่ยืนยันได้ว่าผมรักและภูมิใจ
ในหนังสือ "เล็ตซึโก! ซาราริมัง" ของผมอย่างที่ผมไม่คิดว่าจะรักได้

ถ้าไม่รัก ... คงไม่จำอะไรได้ละเอียดทุกขั้นตอนแบบนี้หรอกเนอะ

เอ้า
! จบแล้ว! ขายของๆ ...อ่านมาตั้งนาน...
อย่าลืมครับ
! เล็ตซึโก! ซาราริมัง โดยบองเต่า
และ สิ่งมีชีวิตในโรงแรม โดยวิชัย



มีขายที่บูธ
i08 แพลนนารี่ฮอลล์
งานหนังสือฯ ณ ศูนย์สิรกิติ์
11-23 ตุลานี้

ปล. ก่อนที่จะได้ชื่อว่า
เล็ตซึโก! ซาราริมัง เป็นชื่อหนังสือ
เดิมทีเรามีโค้ดเนมให้หนังสือเล่มนี้ว่า
ซาราริมัง เฉยๆครับ
แต่ด้วยธีม
มนุษย์เงินเดือนมุ่งสู่แสงตะวัน ตามหน้าปก
ทำให้มีคำว่า
“Let’s Go!” ในสำเนียงญี่ปุ๊นญี่ปุ่นเพิ่มเข้ามา

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เนทเขมรห่วยครับพี่น้อง เมื่อคืนจะ edit แล้วกระทู้พังไปเยย
คอมเมนต์หายไปหลายสิบ ฮือๆ ...ดึกก็ดึก ง่วงก็ง่วง
เลยยอมตื่นเช้ามาค่อยมาซ่อมดีกว่า ...

#1 By บองเต่า on 2008-10-09 07:27

โอ้วชิต คอมเมนต์ใหม่ๆ

ขายดี ขายดี แล้วเจอกันคร้าบsurprised smile
ฮาร์ด เซลลลลล

#3 By ~ wanwizaa ~ on 2008-10-09 08:39

sad smile

#4 By ตุ้มเป๊ะ on 2008-10-09 08:40

ดีใจมากๆ พี่บองเต่าได้รวมเล่ม
เพราะว่าเอาบล็อกนี้ให้ใครดู ก็มีแต่คนถาม ไม่รวมเล่มเรอะ
เพราะเขียนได้ดีกว่านักเขียนนิยาย หรือนักเล่าเรื่องหลายคนอีก 55+

อ่านแล้วไม่มีจุดปรี๊ดให้กระทืบดี จังหวะเล่าแจ่ม
อุดหนุนแน่ๆ ค่ะ มางานหนังสือไหมนิ อยากได้ลายเซ็นตัวเป็นๆ cry
โอ๊ย อ่านแล้วปลื้ม
คุณเต่าไปปนะจำที่บูทวันไหนเนี่ย
จะเข้าไปขอลายเซ็นต์


เหมือนดารานักร้องเข้าไปใหญ่แล้วนะเนี่ย อิอิ

#6 By เจ้าโต on 2008-10-09 09:00

ชอบค่ะ ชอบมากก~
Entry ยาวรึ? อ่านจบแล้วยังอยากอ่านต่ออยู่เลยค่ะ เดี๋ยวจะไปอ่านต่อในหนังสือน้า

#7 By gsawa on 2008-10-09 10:29

ช่างเป็นตำนานรักโรแมนติกน้ำตาเล็ดมาก
อยากได้อ่า
เต้าไปแจกลายเซ็นวันไหนจะได้ไปกรี๊ด

#10 By Bua (58.181.216.226) on 2008-10-09 11:07

ซื้อครับ ตามอ่านบล๊อกมานาน

เล่มละ300 ก็ซื้อเอ้า!

#11 By tozt (61.19.249.107) on 2008-10-09 11:33

Hot! กรี๊ดดดดดดดด...

มาติดตามไล่ซื้อ ในฐานะแฟนคลับ

#12 By @ on 2008-10-09 11:40

กลับมาคอมเมนท์รอบสองครับ

2เล่มนี้ไม่พลาดแน่นอน ซื้อชัวร์ๆครับ confused smile

#13 By SkyKiD on 2008-10-09 12:11

สัญญาว่าจะซื้อนะคะ open-mounthed smile

#14 By ►► Dewvy ◄◄ on 2008-10-09 12:34

เอิ่ม...ถ้าซื้อในงานนี่ขอลายเซ็นต์ด้วยได้มั้ยคะ (พี่จะไปประจำบู๊ทมั้ย?)cry

#15 By ๑۩ﺴ Ul-Q ﺴ۩๑ on 2008-10-09 12:48

ช่างยากลำบากและกดดันยิ่งนัก
ยินดีด้วยนะครับกับลูกคนแรก
big smile

#17 By A+ on 2008-10-09 13:52

ตำนานรัก 3P มาราธอนแบบนี้ ตามไปอุดหนุนแน่นอนค่า cry

#18 By = a n n = on 2008-10-09 14:11

หลังจากงานหนังสือ นี้จะหาซื้อได้จากไหนบ้างครับ ช่วงเดือน ต.ค. ผมไปทำงานต่างจังหวัด กลับไป กทม. ไม่ได้เลยอ่ะครับ
แหม่ มี่สุดของความตื้นตันใจเลบยนะครับ ยินดีด้วยกับความสำเร็จในอีกรูปแบบหนึ่งครับ ผมอุดหนุนหนังสือของทั้งสองท่านแน่นอนครับ

#20 By เจ้าชายน้อย on 2008-10-09 14:49

ตื่นเต้นๆ อยากอ่านของทั้งสองท่าน จะมีขายตามร้านหนังสือทั่วไปหรือเปล่าคะ สัปดาห์หนังสือคงไม่ได้ไปHot! Hot! Hot!

#21 By MayaKniGht on 2008-10-09 14:56

-- โอววววววววว ถ้าไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้บลอคนี้นะ

-- จะไม่ copy หน้าปก แล้ว print ออกมาไปวิ่งหาตามร้านหนังสือเลย

-- อิอิ.. แล้วเจอกันในหนังสือค่ะ ^^

#22 By Evil-minded Angel on 2008-10-09 16:35

ย่อหน้ายั้ย ...นึกว่าเดจา วู ซะอีกsad smile

ปล...อืม สามคนกับเอนทรีขายยหนังสือกินนน 555+

#23 By =*MoonShiNe Ze*= on 2008-10-09 18:32

ความสัมพันธุ์ของทั้งคู่คืบหน้าอย่างรวดเร็ว!!
อุดหนุนแน่นอนค่ะ เดี๋ยวตามไปขอลายเซ็น ฮ่า big smile big smile Hot!

#24 By (^_^)/nana on 2008-10-09 19:02

Threesome ก็ว่าตื่นเต้นแล้ว...
แต่นี่เป็นThreesomeของผู้ชายสามคน!!
น่าคาดหวังในอนาคตของลูกจริง?

#25 By Nadnadar (The Flaneur) on 2008-10-09 21:07

surprised smile

อ่านก็ลุ้นไปด้วย เข้าใจความรู้สึกเลยอ่ะพี่

ซื้อค๊าบซื้อ big smile

#26 By FaCeEloN on 2008-10-09 21:33

มายั่วกันวันละเอนทรีสองเอนทรี (หมายถึงคุณบองเต่าและคุณวิชัย)...................





ตบะแตกเรียบร้อยแล้วค่ะ TvT~




เจอกันงานหนังสือนี้แน่นอนค่ะ!!!!!!

#27 By Meiko S. on 2008-10-09 22:22

รออุดหนุนลูกคนแรกของคุณเต่าครับ

:)

เพราะเรามันก็มนุษย์เงินเดือนเช่นกัน อิอิ

#28 By ยังคง... on 2008-10-09 23:30

เวนกัม.....นึกว่าเจ้าของบลอครุ่นเดียวกับเราซะอีก
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ดีใจหรือเสียใจดีเนี่ย เพราะเราแก่กว่าแชมป์ 4 ปี อิอิquestion
รอซื้องาน Cmu Book Fair นะครับ

ปลายปีคงได้เสียตังแน่

#30 By T o' M @ ZZ u ครับ on 2008-10-10 01:09

ยินดีด้วยคุณเต่า เสร็จซะที

#31 By visuallyyours on 2008-10-10 09:36

บองเตรี๊ยกออโจวเจิ๊ดจรานๆเต๊?

บอมตึญลออๆน่ะconfused smile
อ๊ายยยย
หยังงี้ต้องกว้านคู่!!!! (ได้ข่าวว่าเดือนนี้ในกระเป๋าเหลือไม่ถึงห้าร้อย )

#33 By [ Sai ];charot on 2008-10-10 17:42

เดี๋ยวจะตามไปสอยค่าcry

#34 By saya chan on 2008-10-10 23:11

ขอให้ขายดิบขายดี เป็นเทน้ำเทท่านะคร่า
โชคดีคร่า

ปล.จะไปอุดหนุนนะคร่า

#35 By so = = (124.121.28.253) on 2008-10-11 19:50

ซื้อแล้วจ้า แต่ไปไม่เจอตัวเป็นๆ อยากเห็นน่ะ

#36 By แฟนวัยเก๋า (203.99.252.249) on 2008-10-21 09:11

อิอิ หน้าปกเหมือน ทาเคชิ V.3 เลยน๊อ

#37 By นู๋หนึ่ง (124.120.69.71) on 2008-10-28 12:04

เล็ตซึโก ชื่อเหมือนกาตูนญี่ปุ่นที่เคยดูตอนเด็กๆเลยอ่ะ
555

#38 By ชุน on 2008-11-02 00:58

ผมอ่านแล้วชอบมากเลย มันลงตัวกลมกล่อมและมีแง่มุมที่ผมมองข้ามไป
เลยทำให้เห็นว่าในออฟฟิศเราเองก็มีเรื่องอะไรมากมายเหมือนกันนะเนี่ยbig smile

#39 By Life Goes On on 2008-11-02 02:06

อืม...กว่าจะได้ออกมาเป็นรูปเล่ม อ่านแล้วเหนื่อยแทนค่ะ

แต่...ยินดีด้วยนะคะกับหนังสือ
big smile

#40 By blind bookworm on 2008-11-08 22:28

จำได้ว่าไปที่บูธ a book ไปพลิกๆ ดู แต่ไม่ได้ซื้อ

แต่เขียนสนุกได้ขนาดนี้ คราวหน้าเจออีกคงต้องอุดหนุนครับ

#41 By Oakyman (202.176.81.79) on 2008-11-13 15:16

วันนี้เพิ่งหาซื้อได้ทั้งของคุณบองเต่าและคุณวิชัย
อายจัง delay ไปไหมเนี้ย...
แต่อยากบอกให้ฟังงะ ว่า

ของคุณวิชัยหาไม่ยากเพราะชื่อหนังสือเข้าใจง่ายส่วนของคุณบองเต่า คนขาย....หันมา....ห้า!ฮ้า!

(ก็ตูบอกว่าให้หาหนังสือให้หน่อยทำมาขึ้นเสียง..หุหุ เปล่าหรอก เขาแอบขยุบขยิบปากว่าชื่ออะไรว่ะ เรียกยากจัง)
สุดท้าย ก็ search หาจนเจอ...

(ร้านแรก) บอกว่าเหลือ 4 เล่ม พยายามหาให้แต่หาไม่เจอ ร้านจะปิด
ก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไร กลับบ้านเถอะ พี่ค่อยมาใหม่
(เกรงใจคนขายฉิบเป๋งเลย...อารามเห็นคนขายอยากกลับบ้านแล้ว)

ร้านสอง
เดินออกมาเจอร้านนายอินทร์ย่อยๆ ที่ยังไม่ปิด ลองไปถามดู คนขายตอบว่า ฮ่า? """ฮ้า? ชื่ออะไรนะพี่
ตูว่าแล้ว...ต้องหา! หา! หา! แบบเสียงสูงอีกคน

กว่าจะพิมพ์ชื่อถูกเพื่อ search หา เหลือบตามาบอกว่าเหลือ 3 เล่ม แล้วก็หายไปนาน กลับมา บอกว่า เจอแล้ว
แหม๋ๆๆๆๆ%++++ คิดว่าจะชวดอีกแล้วอี๊ก

สุดท้ายเลยอยากบอกว่า...ได้เป็นเจ้าของหนังสือที่ขายดีที่สุดแล้วจ้า ....

แต่ยังอ่านไม่ได้....paper เรียนยังไม่เสร็จ
เก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจ จะได้เร่งทำงานก่อน....
แล้วจะมาเล่าว่า...อ่านแล้วรู้สึกยังไงนะ ตะเอ๊ง !!!

ชะเอิง เอิง เอ๊ย ชะเอิง เอ้ย!!!

#42 By take the road on 2008-11-21 01:47

นึกออกค่ะ ว่าตอนลุ้นหน้าปกจะเป็นเยี่ยงไร
ยิ่งตอนเห็นหนังสือวางแผงจะยิ่งถึงขั้นปิติ น้ำตาไหลพราก
พลางรำพึงในใจว่า
เรานี่แหล่ะ ผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่อนุบาลอโศกวิทย์