5 กลยุทธ์การเดินงานหนังสือฯ ให้มีความสุข
posted on 20 Oct 2008 23:05 by bongtao in etcว่างานหนังสือฯที่จัดกันอย่างเอิกเกริกปีละ 2 ครั้งเนี่ย
เมื่อสมัยสิบปีที่แล้ว ที่ผมยังนั่งดูดราก้อนบอล สะสมการ์ดโอเดงย่า
สมัยนั้นงานมันหน้าตาเป็นยังไงเหรอครับ? มันเหมือนกับทุกวันนี้มั้ย?
มันจัดกันที่ไหน (สนามหลวง? สวนอัมพร? คุรุสภา? สวนสัตว์พาต้า?)
มันใหญ่ขนาดไหน? มีร้านมีสำนักพิมพ์มาเปิดบูธกันอลังการมั้ย?
จนถึงทุกวันนี้ ผมเองก็ยังไม่ได้คำตอบซะทีครับ...

เพราะกว่าผมจะรู้ตัวอีกที ผมก็เป็นเด็ก ม.ปลายเนิร์ดๆคนนึง
ที่นั่งแท๊กซี่จากสยามหลังเรียนเคมีอาจารย์อุ๊เสร็จตอนเที่ยง
ไปยืนต่อแถวขอลายเซ็นจาก พญ.คุณหญิง พรทิพย์ซะแล้ว
(ตอนนั้นหนังสือของคุณหญิงขายดีมากครับ พิมพ์กันเป็นสิบครั้ง
ทุกเล่มต้องเป็นซีรี่ส์ ‘ศพ’ คล้ายๆที่หนังเฉินหลงต้องมีคำว่า ‘ฟัด’
บ้านผมก็ชอบอ่านเหลือเกิน ตู้หนังสือจะกลายเป็นตู้เก็บศพไปแล้ว
)จำได้ว่าสมัยนั้น งานหนังสือมันก็ใหญ่พอๆกับทุกวันนี้นะครับ
แต่ว่าคนมาเดินยังไม่เยอะเท่ากับทุกวันนั้น เดินกันได้สบายๆ
ไม่ต้องเบียดเสียดกันจนนมเบี้ยวเสียทรงเหมือนทุกวันนี้ ...
แต่ดูเหมือนทุกปีๆ งานหนังสือฯจะได้รับความนิยมมากขึ้นๆ
เพราะการเดินทางที่สะดวกขึ้น หนังสือที่มากขึ้น และลดราคาแบบพลีชีพ
จนตอนนี้งานหนังสือฯ ไม่ใช่อะไรที่จะ “เดินสบายๆ” กันได้แล้วครับ
มันไม่เหมือนกับไปซื้อของในเซเว่น ที่อยากจะไปก็ไปได้เลยนะ
คือมันต้องเตรียมตัวกันนิดนึงอะ ... ไม่งั้นนี่ไม่สนุกแน่ๆ
หลังๆ ผมจึงตัดปัญหา รอไปซื้อหนังสือตามร้านทีหลังดีกว่า
ส่วนลดอาจจะน้อยกว่า แต่ก็สะดวกสบายกว่า สามารถ browse หนังสือได้เต็มที่
ก็มีแต่งานหนังสือฯครั้งนี้แหละครับ ที่ผมทำลายสถิติเอเชี่ยนเกมส์ของผม
ด้วยการไปงานหนังสือฯมาแล้วถึง 6 ครั้ง (นี่เมื่อกี้ก็เพิ่งไปมาล่ะ)
เนื่องจากต้องไปทำหน้าที่ ละม้ายคล้ายกับนางสาวไทยได้รับตำแหน่ง
(พี่บิ๊ก: หน้าที่อะไรล่ะ เอ็งนั่นแหละที่เสนอหน้าไปเองทุกวัน ชิส์)
จากการไปเดินระหกระเหินในงานหนังสือถึง 6 ครั้ง
จึงสามารถสรุปกลยุทธ์การเอาชีวิตรอดในงานหนังสือมาได้เป็นข้อๆ
อาจจะมาช้าไปหน่อย เพราะเหลืองานให้ไปเดินและประยุกต์ได้ใช้แค่ 3 วัน
แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวปีหน้ามันก็มีอีก เอากลับมาใช้ได้ ...
1. แยกกันเดิน แล้วค่อยมาเจอกัน
เป็นปัญหาคันม้ามของผมมากครับ ว่าทำไมคนไทยชอบไปไหนกันเป็นกลุ่ม
นี่พี่มาซื้อหนังสือนะครับ ไม่ใช่มาชุมนุมลูกเสือรอบกองไฟกัน
บางกลุ่มนี่พี่ท่านมากันเกือบทั้งหมู่บ้าน มากันสี่ห้าคน ...
ส่วนมากจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นครับ เหมือนเพิ่งเรียนพิเศษที่สยามเสร็จ
ก็นั่งแท๊กซี่ยัดๆคันเดียวกันมา (ที่รู้นี่เพราะสมัยก่อนก็เคยทำครับ ฮ่าๆ)
แล้วก็ไม่ใช่ว่าอีสี่ห้าคนนี่มันจะชอบอ่านอะไรอย่างเดียวกันนะ
อีคนแรกกรี๊ดนิตยสารดาราเกาหลี คนที่สองอ่านฆาตกรรมสืบสวน
คนที่สามอ่านนิยายแอ๊บแบ๊วกูลิโกะชิโมเนะ ...คนที่สี่ ...คนที่ห้า ...
สรุปคือ ไปห้าคน ห้ารสนิยม ... แต่มันก็แยกขาดจากกันไม่ได้
มันห่างกันเกิน 2 เมตรแล้วไตมันจะบวม ท่อรังไข่จะขาดกันรึไง
แล้ววัตถุห้าเซลล์นี่ก็จะเคลื่อนย้ายมวลไปด้วยความเร็ว 3 บูธ/ชั่วโมง
ระหว่างที่อีคนแรกกำลังเลือกสมุดภาพดงบังชินกิอย่างสนุกสนาน
สี่คนที่เหลือก็ยืนหน้าตูดกีดขวางทางจราจรชาวบ้านกันไป ...
กลัวอะไรครับหนู กลัวอะไรกัน? ไปเดินคนเดียวนี่มันน่ากลัวมากเลยเหรอ
ศูนย์สิริกิติ์นะครับ ไม่ใช่ป่าแอมะซอน เดินแล้วสองชั่วโมงมาเจอกันก็ได้
ไม่ใช่ว่าแยกทางกันแล้วจะไม่เจอกันอีก เพราะโดนตัวอะไรจับแดกไปเสียก่อน
อยากคุยกันนัก ช้อปเสร็จก็ค่อยไปนั่งกินกาแฟคุยต่อก็ได้ ...
ทำหยั่งกะเป็นแฝดสยาม มีมดลูกอันเดียวกันไปได้น่อ ...

2. กินให้อิ่มก่อนไปเดิน
คือ ...ต้องเข้าใจคอนเซปต์ของงานหนังสือกันก่อนนะ
ว่างานหนังสือ แปลว่า งานที่ขายหนังสือ ...
งานหนังสือ ไม่เหมือนงานกาชาด ที่มีขายมันทุกอย่าง
มีซุ้มของกิน มีซุ้มน้ำอลังการมากมายกระจายทั่วงาน
ดังนั้น จงอย่าไปคาดหวังว่าของกินในงานมันจะอลังการ
เพราะมันก็มีแค่ของกินกุ๊บกิ๊บ ที่กินกันหมดแรงตายในงาน
ประมาณว่า กินเพื่อเติมพลังงานแล้วไปเดินได้อีก 2 ชั่วโมงน่ะ
ถ้าจะมาหวังสารอาหารครบ 5 หมู่อะไรเอาแถวนี้ อย่าหวังจะดีกว่านะ
ส่วนอีโรงอาหารด้านล่างนี่ก็อย่าไปหวังอะไรมากเช่นกันครับ
บรรยากาศตอนมื้ออาหารเหมือนโรงเจสระบุรี โหวกเหวกล้งเล้งสุดๆ
ที่นั่งก็หาลำบากเหลือเกิน (เพราะโต๊ะประมาณ 30% โดนอาม่าอาแปะนั่งจอง
เพราะลูกหลานพามาด้วยแล้วปล่อยทิ้งไว้ ส่วนตัวเองปลิวเข้างานไปนานแล้ว)
อีเซเว่นด้านล่างก็พึ่งไม่ค่อยได้หรอกครับ เพราะคนเยอะเป็นบ้า
มีงานหนังสือแค่ 10 วัน ผมว่าเซเว่นสาขานี้มันทำยอดขายได้มากกว่า
เซเว่นสาขาอำเภอเมือง จ.อำนาจเจริญ 3 เดือนรวมกันซะอีก ...

คือ ... มันก็สะดวกอะนะครับ แบบว่าเข้าไปปั๊บ หยิบจ่ายตังค์ได้เลย
แต่อีเซเว่นสาขานี้ ไอ้ของที่มันควรร้อนมันเสือกเย็น ไอ้ที่ควรเย็นเสือกร้อนซะทุกครั้ง
เช่น ไส้กรอกสโม้กกี้ไบท์ พนักงานวางแหมะลงไปบนรางเหล็กหมุนๆ
ไส้กรอกมันกลิ้งยังไม่ทันจะครบ 2 รอบเลย แม่งหยิบใส่ถุงแล้วซะงั้น !!!

ส่วนตู้แช่น้ำนั่น ไม่ต้องไปหวังหรอกครับว่ามันจะมีกระป๋องไหนเย็น
ผู้บริโภคบางคนก็ฉลาดล้ำโลก หยิบกระป๋องหน้าสุดแล้วไม่เย็น ก็อุตส่าห์เอามือล้วง
เข้าไปหยิบกระป๋องด้านใน ... หารู้ไม่ว่าเค้าเติมสต๊อกจากด้านในครับพี่ !!!
สรุป, ถ้าไม่ได้คิดจะเดินแบบมาราธอน 8 ชั่วโมงคร่อมมื้ออาหารแบบเลี่ยงไม่ได้
ก่อนไปก็แวะหาอะไรกินก่อนก็ได้ครับ ผมนี่พึ่งสามย่านเป็นกิจวัตร
จอดรถที่จุฬาฯ ไปกินข้าวหมูแดงสามย่าน แล้วนั่ง MRT ไป...
อิ่ม ... อร่อย ... ประหยัด ...จบข่าว

3.ใส่รองเท้าให้ถูกสุขลักษณะ
ตอนแรกว่าจะเขียนว่าให้แต่งกายให้เหมาะสมก่อนเข้างาน
แต่ก็ดูเหมือนเป็นกฏของเจ๊ระเบียบรัตน์เกินไป แล้วเสื้อผ้าก็คงไม่มีผลเท่าไร
เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ปัจจัยที่มีผลมากที่สุด เห็นจะเป็นรองเท้าอย่างเดียวนี่แหละ
ก็รู้ๆกันอยู่ว่าในศูนย์สิริกิติ์มันไม่ใช่สยามโอเชี่ยนเวิลด์หรือสนามบินชางฮีนะครับ
มันไม่ได้มีทางเดินเลื่อนให้ยืนสวยๆไปตามบูธ แล้ว window shopping หนังสือได้สบายใจเฉิบ
เจ๊บางคนนี่ล่อบูธส้นเข็ม 4 นิ้วมางานซะงั้น คือสไตล์ของเจ๊ก็ดูเข้ากับรองเท้าอยู่นะ
แต่นี่มันงานหนังสือนะครับเจ๊ ไม่ใช่พรมแดงงาน ELLE fashion week

ใครที่คิดจะเดินนานๆ เดินทนๆ ก็ไปหารองเท้าคู่เก่งมาใส่เลยดีกว่า
จะแตะก็ได้ ผ้าใบก็ได้ ขอให้อย่าเดินไปครึ่งทางแล้วตาตุ่มถลอกเลือดอาบแล้วกัน
ถ้าใครมีรองเท้าหัวเหล็ก แบบที่เขาใส่กันตามโรงงาน อันนี้แนะนำอย่างยิ่งครับ
นอกจากจะใส่ทำงานได้แล้ว สามารถอะแดปต์ใส่มาเดินงานหนังสือได้เช่นกัน
เพราะในงานจะมีพวกบ้าพลัง ซื้อหนังสือกลับบ้านกันเป็นกระสอบ (จะกล่าวถึงภายหลัง)
พร้อมจะลากรถเข็นมาทับตีนเราอยู่เป็นนิจ รองเท้าหัวเหล็กจะช่วยป้องกัน
เท้าของท่านจากการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดีทีเดียว ...

4. อย่าลืมเผื่อเป้เผื่อกระเป๋าไปด้วย
ปกติผมเป็นคนไม่ชอบสะพายเป้นะครับ ชอบเดินตัวเปล่ามากกว่า
แต่วันที่ไปงานวันแรก ปรากฏว่าช้อปหนังสือแบบไม่คิดชีวิต
ซื้อไปทั้งหมด 22 เล่ม!!! แทบจะมือขาดกันเลยทีเดียว ...
ใครที่รู้ตัวว่าไปงานแล้วจะควบคุมสติและสตางค์ไม่อยู่ ...
ขอแนะนำให้เอาเป้ไปสักใบนะครับ จะได้ไม่ต้องเมื่อยมือ
(คือไปเมื่อยหลังแทนนั่นเอง) พอของเยอะๆหิ้วพะรุงพะรัง
มันจะเริ่มช้อปไม่สะดวกครับ ต้องยกขึ้นยกลง เปลี่ยนมือหิ้วสลับไปมา
ส่วนบางคนที่เขาเป็นหนอนระดับฮาร์ดคอร์ อันนี้เป้คงเอาไม่อยู่
เพราะหลายท่านถึงขนาดลากรถเข็นมากันเลยทีเดียวเชียว
ให้อารมณ์ประหนึ่งกำลังจ่ายตลาดบองมาเช่ อะไรประมาณนี้
ส่วนท่านที่เกิดมาเบรกแตกกลางงาน ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน
ขอให้ไปเยี่ยมชมบูธกระเป๋าแซมโซไนท์ ลดราคา 40-70%
อยู่แถวๆโรงอาหารชั้นล่าง ตรงทางออกด้านสถานี MRT
นับว่าเจ๊เจ้าของบูธนี่สายตาเฉียบคมเป็นอย่างยิ่ง ...
เพราะดูเหมือนจะเป็นสินค้าที่ไม่เข้ากับงานหนังสือเอาซะเลย
แต่เอาเข้าจริงก็นับว่าเป็นสินค้าที่ขายได้เหมาะเจาะแก่วาระโอกาสทีเดียว
5. ไม่เอาภาระไปงาน
ผมว่าการเดินงานหนังสือที่สนุกสนาน คือการเดินแบบไม่มีห่วงอะ
(ซึ่งนั่นเป็นที่มาว่าทำไมผมถึงไปเดินคนเดียวทุกครั้ง ...)
ถ้าห่วงว่าจะไม่มีที่จอดรถ ก็ไม่ต้องเอารถไป นั่ง MRT ไปแทนสิครับ
ถ้าห่วงว่าลูกมันจะหลงทาง โดนจับไปเรียกค่าไถ่ ก็ไม่ต้องเอามันไปครับ
ให้มันดูวิดิโอโปเกมอนอยู่บ้านไป ...รอให้โตก่อนค่อยพาไปก็ได้ ...
ถ้าห่วงว่าแฟนที่ไปด้วยจะเบื่อซะก่อน ก็ไม่ต้องชวนครับ ...ปล่อยมันไปดูหนังกะเพื่อนซะ
ถ้าห่วงว่าพ่อแม่จะเดินไม่ไหว ...นู่นครับ รอไปซื้อที่ร้านหนังสือดีกว่า
ถ้าห่วงว่าคนมันเยอะ กระเป๋าถือจะโดนกรีด โดนล้วง ... ก็เอาปากคาบไว้เลยครับ
ถ้าห่วงมันทุกอย่าง ...นู่นครับ เสถียรธรรมสถาน ... ไปบวชก่อนมั้ยครับ
เอาไว้ให้ปล่อยวางซึ่งทุกสิ่งอันได้แล้วค่อยมางานรอบหน้านะ ดีมะ ดีมะ

=====================================
ก็หวังว่าทั้ง 5 กลยุทธ์นี้จะช่วยให้การเดินงานหนังสือฯครั้งหน้า
เป็นการเดินที่มีความสุขสบายลัลล้ากว่าครั้งที่ผ่านๆมานะครับ
ใครที่มีกลเม็ดเคล็ดลับอื่นๆ ก็สามารถเอามาบอกต่อกันได้นะ
ปล. ผมรู้สึกดีนะ ที่เห็นคนไทยให้ความสำคัญกับงานนี้กันเยอะ
หอบหนังสือกลับบ้านประหนึ่งว่าพรุ่งนี้โรงพิมพ์ทุกโรงจะปิดตัวกันหมด
แต่ก็แอบรู้สึกเสียดายกระดาษและถุงพลาสติกจำนวนมหาศาลครับ
ซื้อไปแล้วก็อ่านกันด้วย ถุงพลาสติกก็รีไซเคิลกันด้วยนะครับ
ปล.2 ช่วงนี้พลังเยอะครับ เขียนเอนทรี่ได้แหลกลาญเลยทีเดียวเชียว

แต่ได้หนังสือมาเพียบเลย จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้หนังสือบองเต่า ทั้งๆ ที่ไปเดือนถึง 3 ครั้ง
บุญพา วาสนา ไม่ส่งเลย
#1 By กล่องเก็บความคิด on 2008-10-20 23:20