ซาลารี่แมน VS โคเรียนแมน (1)
posted on 16 Nov 2008 10:13 by bongtao in move
1.
เกาหลีเป็นประเทศที่ผมไม่เคยมีความพิสมัยใคร่รักเป็นพิเศษ
อาการเกาหลี หมูเกาหลีผมก็ไม่ชอบ กิมจินี่เข้าขั้นเกลียดด้วย
ผมไม่เคยคิดจะดูซีรี่ส์เกาหลีสักเรื่อง (จริงๆคือกลัวติด
แหะๆ)
ผมไม่ได้ปลื้มนักร้องเกาหลีสักคน ดงบงดงบังอะไรไม่สน
(แต่ตอนนี้ขอยกเว้น wonder girls ครับ หุหุ น่ารักโคตร
ไอ วอนท์ โนบาดี้ โนบาดี้ บัท ยู้ .... ฮิ้ววววว
)
ดังนั้น ถ้าให้ผมเลือกประเทศนึงที่ผมออกตังค์จะไปเที่ยวเอง
เกาหลีจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆที่ผมตัดทิ้งแบบไม่ต้องคิด
แต่นี่ผมเพิ่งกลับจากการไปเที่ยวเกาหลี 4 วัน 3 คืนมาสดๆร้อนๆ
กลิ่นอายของเกาหลียังคงเกาะตามเสื้อคอเต่า และเส้นผมอยู่จางๆ...
ไม่ได้เกิดเปลี่ยนใจอะไร ไม่ได้ตกหลุมรักดงบังชินกิ
และไม่ได้แปลงร่างเป็นมังสวิรัติอยากกินกิมจิขึ้นมากระทันหัน
เหตุผลเดียวสั้นๆ ง่ายๆ คือ ...ไปเที่ยวฟรีครับ!!! 
2.
เป็นอีกครั้งที่ผมพาฝูงลูกค้าชาวเขมรผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน
ไปร่วมทริปต่างประเทศเพื่อเป็นการขอบคุณ และตอบแทนบุญคุณ
ที่ขายของให้บริษัทได้ยอดทะลุเป้ากันสุดความสามารถ
เดิมทีเราไม่ได้ตั้งใจจะไปเกาหลีกันหรอก เราอยากไปไกลกว่านั้น
... แต่ไม่ได้ไป ก็ด้วยเหตุผลเดียวสั้นๆ ง่ายๆ คือ ...ตังค์ไม่พอ...
คนไทยเข้าประเทศเกาหลี ไม่ต้องขอวีซ่า ไปวัดดวงหน้าด่าน ตม.เอา
แต่คนเขมรไม่ใช่อย่างนั้น คนเขมรต้องขอวีซ่าเข้าประเทศเกาหลีด้วย
กว่าจะไล่ล่าทำวีซ่าให้ลูกค้าทุกท่านจนเสร็จ ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ
ทั้งๆที่ลูกค้าพวกนี้จะโคตรร่ำรวย เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โตก็ตาม
แต่การขอวีซ่าให้คนเขมรกลับต้องใช้เอกสารมากมาย และใช้เวลานาน
ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ผมจะเดินทางไปในเที่ยวบินเดียวพร้อมกับลูกค้า
โดยเริ่มต้นที่สนามบินพนมเปญ เพราะปีที่ผ่านมาผมจะไปเริ่มที่กรุงเทพฯ
แล้วไปเจอกับลูกค้าที่สนามบินประเทศปลายทาง...
ศิลปะนารายณ์กวนเศียนสมุทรที่สนามบินพนมเปญ
บ้านเราอลังการกว่าเยอะ เป็นรูปปั้นจริง สีสันสดใส หุหุ
เที่ยวบินของผมเวลา 23.40 น. ถึงเกาหลีประมาณ 6
โมงครึ่งตอนเช้า
พวกเราคนไทยไม่เคยมาสนามบินพนมเปญกันดึกๆแบบนี้หรอกครับ
ไฟลท์ดึกที่นี่ จะเป็นไฟลท์ไปเกาหลี และจีนเท่านั้น...
ทีแรกก็นึกว่าจะได้นั่งเครื่องลำใหญ่ พวก 777 อะไรแบบนั้น
ปรากฏว่าได้นั่งลำเล็กรุ่น 737-800 (ที่นั่งฝั่งละ 3
ที่นั่ง) ซะงั้น 
นั่งไปกลับกรุงเทพฯชั่วโมงเดียวนี่พอทน แต่ไปเกาหลีเกือบ 6 ชม.
ต้องนั่งหลังแข็งอยู่บนเก้าอี้แคบๆ ผมว่ามันทรมาณเกินไปว่ะครับ
PTV ก็ไม่ใช่ personal TV นะครับ
แต่เป็น Paedan TV (เพดานทีวี)
ใครใคร่ดู ก็เชิญเงยหน้าเพ่งจอเล็กๆที่อยู่ไกลลิบกันไปแล้วกัน 
ด้วยความที่ว่า เคยนั่งเครื่องไฟลท์ดึกๆแบบนี้ไปญี่ปุ่น ระยะทางก้อใกล้เคียงกัน
ซึ่งขึ้นเครื่องยังไม่ทันไรเขาก็เสิร์ฟอาหารกันแล้ว วันนี้ก็เลยคาดหวังว่า
เดี๋ยวคงจะมีอาหารให้กินเช่นกัน ... ซึ่งคิดผิดครับ ไม่มีเชี่ยไรเลย
ปล่อยให้กูนั่งป่วง หิวก็หิว ง่วงก็ง่วง จะหลับก็ห่วงจะแดก ...
สรุป ... เวลาหลับไม่ได้แดก เวลาแดกไม่ได้หลับ ...สาดเอ๊ย...
(พิมพ์แล้วเริ่มรู้สึกโมโหหิว จึงต้องใช้คำหยาบคายแสดงความโมโห)
นอกจากอาหารจะไม่มี น้ำเนิ้มก็ไม่เสิร์ฟครับ อะไรวะเนี่ย 
จนบินไปได้สักเกือบสองชั่วโมง จึงตัดใจหยิบที่ปิดตามาคาดหน้า
แล้วเข้าโหมดหลับทันที ถึงจะรู้ว่าหลับยังไงก็ไม่สนิทก็เถอะ...
ปรากฏว่าขณะที่กำลังหลับแบบเคลิ้มได้ที่ ...
เจ๊แอร์ก็เดินมาเขี่ยๆ บอกว่าจะเสิร์ฟอาหารเช้าแล้ว
งัวเงียดูนาฬิกา ชิท!!! กินข้าวเช้าตอนตีสาม (ตีห้าเวลาเกาหลี)
อีเวลากูหิวเสือกไม่เสิร์ฟ อีทีตอนกูง่วง เสือกเสิร์ฟ ...หอยหลอดที่สุด!
อาหารเช้ามีให้เลือกสองเมนู หนึ่งคือ ออมเลต ...
สองคือ ...ข้าวต้มฟักทอง หน้าตาเหมือนขี้เหลวๆ (เห็นคนเกาหลีที่นั่งข้างๆกิน)
ด้วยความเพลย์เซฟ เพราะฟังชื่อออปชั่นที่สองไม่ออกว่ามันคืออะไร
กลัวว่าถ้าสั่งไปแล้วเสือกเจอสารพัดกิมจิ จะอดแดกซ้ำ ...
จึงตัดสินใจเลือก “ออมเลต” อันเป็นอาหารเช้าสิ้นคิดของทุกสายการบิน
นับเป็นไข่เจียวเวอร์ชั่นกินกันตายของแท้ครับ โคตรจืด
หากมีคนบอกว่า มันทำมาจากแป้งปั้นใส่สีเหลือง ก็คงเชื่อสนิทใจ
แต่เอาเถอะ ... เดี๋ยวก็ลงเครื่องแล้ว จะซัดอาหารเช้าให้หนำเลย
3.
DAY 1
ลงจากเครื่อง ทั้งคนไทยทั้งคนเขมรมีสภาพไม่ต่างกันกัน
นั่นคือ สภาพกึ่งคนกึ่งศพ เพราะนอนกันแทบไม่ค่อยจะได้
ผิดกับมนุษย์เกาหลี ซึ่งลงเครื่องมาด้วยหน้าตาสดใสเบิกบานแบบผิดหูผิดตา
ผมพาลูกค้าทั้งฝูงไปผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง
โดยให้ลูกค้ากระจายเข้าแถวแยกกัน 4 เคาน์เตอร์
คนแรกผ่านไปได้ด้วยดี คนที่สองก็ผ่านไปได้เช่นกัน
แต่พอคนที่สาม ...อ้าว ... ทำไมเดินเข้าไปในห้องนั้นล่ะ
คนที่สี่ ... อ้าว .. ตามเข้าห้องเย็นไปอีกคนแล้ว
คนที่ห้า ... ชิบหาย ... เข้าห้องเย็นไปสามคนแล้ว
ทีนี้ อี ตม. ซึ่งเป็นผู้ชายเกาหลีหน้าตาเหี้ยใช้ได้
(ขอให้ลืมภาพของดงบังชินกิ เรน ซูเปอร์จูเนียร์ไปให้หมด
ไอ้พวกนี้มันเอามา
represent หน้าตาผู้ชายเกาหลีไม่ได้)
มันเดินออกมาจากเคาน์เตอร์
แล้วถามเสียงดังว่า
“ฮู สะปิ๊กกึ อี๊ลิฉึ” ...
“ห๊ะ???” ผมนึกสงสัยในใจ ภาษาเชี่ยไรของมึง
“ฮู!!! สะปิ๊กกึ อิ๊ลิฉึ”
..มันถามย้ำอีกครั้ง
อ๋ออออ ... who speak English ... มันถามว่าใครพูดอังกฤษได้บ้าง
(ฮ่วย! ไอ้ที่มึงพูดอยู่นี่มันโคตรห่างไกลความเป็นภาษาอังกฤษเลยนะ)
ด้วยความที่เป็นฝ่ายเจ้าภาพของทริป ผมก็เดินออกไปหามัน
โดยมีสายตาของลูกค้าเขมรกว่า 40 คู่จ้องมองตามไป
“พวกเอ็งมากันกี่คน” มันถามผมด้วยภาษาอังกฤษซับไตเติ้ลเกาหลี
“ประมาณ 60 คน”
ผมตอบมันไปด้วยภาษาอังกฤษซับไตเติ้ลไทย
ทีนี้มันเลยส่ายหน้าทำหน้าเหม็นขี้ เหมือนผมเพิ่งบอกว่า “แม่มึงเป็นมะเร็งปากมดลูกนะ”
ผมถามว่า “มีปัญหาอะไรล่ะ
ทุกคนก็มีวีซ่าหมดแล้ว ทำไมถึงไม่ให้ผ่าน”
มันก็กวนตีนใส่ผม “วีซ่าไม่เกี่ยว สุดท้าย
ตม. เป็นคนตัดสินอยู่ดี”
ผมเลยใช้ไม้ตายให้หัวหน้าทัวร์คนไทย ซึ่งมีเอกสารสำคัญเป็นคนเข้าไปคุยต่อ
ระหว่างนั้น ก็มี ตม. เพียงคนเดียวที่ยอมทำเรื่องให้พวกเราผ่านไปได้ทีละคน
ของผมเองก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก เพราะเป็นพาสปอร์ตไทย
และมีตราประทับของหลายประเทศ ตม.จึงปั๊มผ่านให้ค่อนข้างง่าย
คือ ก็ยอมรับครับว่าประเทศกัมพูชา ยังเครดิตไม่ดีเท่าไรในสายตาชาติอื่น
แถมลูกค้าผม ถึงจะร่ำรวยมีเงินถุงเงินถัง ก็แต่งตัวกันธรรมดาสามัญ
มองผ่านๆ อาเฮียก็แลดูคล้ายกับคนงานพม่าหนีมาขายแรงงานอยู่เหมือนกัน
ยิ่งแห่กันมาถึงห้าสิบคน มันคงนึกว่าผมเป็นเอเย่นต์นำเข้าแรงงานเถื่อนแหงๆ
แต่ยังไงก็เถอะ, มาเจอเหตุการณ์อย่างนี้ตั้งแต่แรก
ผมก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยประทับใจกับประเทศเกาหลีสักเท่าไรแล้วละ 
ผมไปนั่งรอที่สายพานรับกระเป๋า เจอกับไกด์คนไทยอีกสองท่านรออยู่
(ไฟลท์ไกด์คนไทยจากกรุงเทพฯมาถึงก่อนไฟลท์ผมประมาณ 1
ชั่วโมง)
กว่าลูกค้าทุกคนจะหลุดพ้นจากห้องเย็นมาได้ ก็กินเวลาไปชั่วโมงนึง
เราถึงได้เวลาเคลื่อนพลไปเที่ยวกันซะที ...
4.
ไกด์ทัวร์คงรู้ดีว่า มื้อเช้าบนเครื่องบิน คงไม่พอยังชีพ
ทั้งในแง่ของรสชาติและปริมาณ จึงจัดอาหารเช้าดาบสอง
เป็นอุด้งร้อนๆ เหมาะกับอากาศหนาวๆให้ควันออกปากเล่นจริงๆ
อุด้งร้อนๆ หน้าตาคล้ายอุด้งสำเร็จรูปอยู่เหมือนกัน
ต้นพลับหน้าร้านอุด้ง
หลังจากอิ่มท้อง โปรแกรมแรกที่ไปคือ สตูดิโอแดจังกึม
...ครับ ฟังไม่ผิด แดจังกึมที่บ้านเราฮิตกันเมื่อสามปีนู่นล่ะครับ
พอดีที่เขมรเค้ายังฮิตกันอยู่ ก็เลยจัดโปรแกรมนี้สนองความดัง
ไฮไลท์ของโปรแกรมนี้ไม่มีอะไร นอกจากการใส่ชุดถ่ายรูป
อาเฮียอาเจ๊หลายคน สนุกสนานกับการเปลี่ยนชุดถ่ายรูปกันสุดริด
ทีแรกผมเองก็ไม่สนใจหรอกครับ ปล่อยให้ลูกค้าเขาสนุกกัน
แล้วผมคอยเก็บภาพ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆตามหน้าที่น่าจะดีกว่า
แต่ด้วยความที่เวลาเหลือ + ไกด์ชักชวนกึ่งบังคับให้ถ่ายด้วย
ผมจึงต้องจำยอมแปลงร่างถ่ายรูปมารูปนึง ตามนี้ครับ
ลูกค้าเขมรเห็นก็ขำกันใหญ่ น่าเสียดายที่เวลามีไม่มาก
ไม่งั้นจะไปแปลงร่างใส่วิกเป็นซังกุงสูงสุดนี่เล่นตลกให้ลูกค้าดู...
5.
อาหารมื้อแรก ไม่รู้ว่าเป็นอาหารเกาหลีจริงหรือเปล่า
แลดูคล้ายหมูกะทะ 89 บาทแถวบ้านเราชอบกล ...
คือเป็นกระทะแบนๆ ใส่น้ำซุป ใส่ผัก ใส่หมู ใส่เห็ดเข็มทอง
เปิดแก๊ส รอให้เดือด แล้วกินกับข้ามเปล่า กิมจิ ...จบละ...
ไกด์บอกว่า นี่แหละ เกาหลีต้นตำรับ ...
โอเค ...เกาหลีก็เกาหลี...
อาหารเกาหลี ต้องคู่กับโค้กเกาหลี
โปรแกรมตอนบ่าย เราไปกันที่ตึก 63 ชั้น
(ในรายการทัวร์ บอกว่ามันเป็นฉากถ่ายทำเรื่อง my girl ด้วย)
ที่ชั้นบนสุด
มีนิทรรศการเกี่ยวกับคิตตี้ น่าสนใจทีเดียว
น่าสนใจทั้งตัวคอนเทนท์ และการดิสเพลย์ที่เก๋ไก๋
เป็นไงครับ คิตตี้ของคุณหรูๆ ฮาร์ดได้ซะขนาดนี้
อ่ะน่าร้ากกกกก....
โปรแกรมสุดท้ายของวันนี้ ปิดที่ป้อมฮวาซองและกำแพงเมืองซูวอน
อาจจะเป็นอคติด้วยมั้งครับ ที่ผมเองไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับเกาหลี
ผมเลยรู้สึกว่าทุกอย่างมันดูธรรมดามากสำหรับผม ศิลปะหน้าตาก็งั้นๆ
ผิดกับตอนที่ผมไปญี่ปุ่น รู้สึกว่าตัวเองอภิเชษฐ์ในศิลปะวัฒนธรรมของเค้ามาก
ที่แถวๆกำแพงเมือง เขากำลังมีแข่งขันดนตรีพื้นบ้านเกาหลี
ก็เลยไปยืนดู อารมณ์ประมาณว่าหมู่บ้านส่งตัวแทนมาแข่งขันน่ะ
รู้สึกว่า ดนตรีพื้นบ้านเกาหลีมันคึกคักกว่าที่คิด ตีกลองรัวๆบีทแรงๆ
ฟังแล้วรู้สึกคึกคักกว่าดนตรีพื้นบ้านญี่ปุ่น ที่ออกช้าๆเนิบๆง่วงๆ
นี่คงเป็นต้นกำเนิดดนตรี K-pop กระฉึกกระฉักในทุกวันนี้สินะ ...
พระเจ้า!!! คนเกาหลีเป็นเทพแห่งการชักว่าว จะยาวไปไหน
มื้อเย็นวันนี้ ได้แก่ ...ชาบูชาบู ... (มันต่างจากเมื่อกลางวันตรงไหน?)
คือเมื่อกลางวันเป็นกะทะแบนๆ แต่นี่เป็นคล้ายๆหม้อสุกี้เอ็มเค
แต่รสชาติเหมือนกันเดี๊ยะเลยว่ะ เครื่องเคียงก็หน้าตาเดียวกัน
มื้อนี้เลยกินโซจูย้อมรสชาติหน่อย อร่อยดีครับ ชอบ...
เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รสชาติดื่มง่าย ไม่บาดลิ้นดี
กินง่ายแบบนี้ล่ะ เผลอไม่ทันไร เมาจนหน้าแดงแป๊ดแล้ว
เมาๆก็ดีอย่างนะครับ หลับง่ายดี ถึงเตียงปั๊บหลับปุ๊บ
อาาา..ชอบจัง...โซจูที่รัก
6.
DAY 2
โปรแกรมเช้าวันนี้ แปลกไปจากโปรแกรมทัวร์เกาหลีทั่วไป
เพราะเราจะไปชมโรงงานประกอบรถยนต์ของฮุนได
ผมเองเป็นคนที่ไม่ได้มีความพิสมัยอะไรในรถยนต์เลย
คือ ไม่ได้สนใจ ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้อยากได้อะไรพิเศษ
รถที่ขับทุกวันนี้คือ พ่อซื้อให้ และจัดการให้ทุกอย่าง
ผมไม่ได้สนใจเลยว่าจะรุ่นอะไร ยี่ห้ออะไร กี่แรงม้า
ผมขออย่างเดียว เกียร์ออโต้ และขับได้ไม่ดับกลางทาง พอละ...
ดังนั้น การที่ผมได้ไปดูโรงงานประกอบรถยนต์
จึงเหมือนพาผู้หญิงไปเดินมอเตอร์โชว์ หรือพาตุ๊ดไปดูโคโยตี้
คือ ... ดูได้ ... แต่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับมัน ไม่ได้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่
ไม่ได้รู้สึกสนใจ อยากรู้ อยากถาม อยากจับอะไรทั้งนั้น...
แต่ถ้าใครที่ชอบรถยนต์ คลั่งไคล้สนใจรายละเอียดการผลิตรถยนต์
ผมว่าโรงงานนี่แม่งสวรรค์ชัดๆครับ เพราะมันดูทันสมัยอลังการมาก
โรงงานใหญ่หลายไร่ แต่ใช้คนไม่กี่สิบคน เพราะใช้หุ่นยนต์ประกอบ
ได้เห็นกระบวนการตั้งแต่เอาแผ่นเหล็กมาขึ้นรูป จนถึงขั้นสุดท้าย
ไม่รู้เหมือนกันว่า โปรแกรมนี้มีทัวร์ไหนเค้าจัดโปรแกรมแบบนี้บ้างรึป่าวนะครับ
มื้อเที่ยงวันนี้ ผมขอบอกว่าเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดในทริปครับ
ก่อนลงจากรถทัวร์ ไกด์บอกว่าให้ทุกคนถอดเสื้อหนาวก่อนเข้าร้าน
(อ๊างงง ... จะให้เค้าถอดเสื้อกินข้าวเหรอ ... มันหนาวนะ
...)
ป่าวครับ มิได้เป็นร้านรสสยิวอะไรทำนองนั้นหรอกครับ ...
แต่วันนี้เราจะได้พบกับร้าน “หมูย่างเกาหลี” ฉบับต้นตำรับ
ที่ให้ถอดเสื้อหนาวเพราะเกรงว่ากลิ่นควันมันจะติดเสื้อเอาน่ะ ...
หมูเกาหลีที่นี่ หน้าตาไม่เหมือน หมูเกาหลี 89 บาทบ้านเราเลยครับ
เพราะเค้าจะเสิร์ฟหมูหมักใส่กะละมัง ชิ้นเท่าสเต๊กอันใหญ่บึ้ม
แล้วคีบทั้งชิ้นนั่นแหละลงในเตาย่าง เค้าจะมีกรรไกรให้อีกอันนึง
พอหมูมันสุกแล้วเราก็เอากรรไกรตัดเนื้อให้ชิ้นมันเล็กลง ...
หมูเกาหลีไฮโซ เครื่องเคียงอลังการ
ไม่รู้ว่ากรรไกรมันโคตรคม หรือหมูมันนิ่มนะครับ
แต่ตัดชัวะเดียว เนื้อชิ้นใหญ่ๆหนาๆ มันขาดเหมือนตัดกระดาษเลยอะ
ที่สำคัญคือ รสชาติอร่อยโคตรๆ โออิชิเดสึกันสุดๆ ...
เป็นความอร่อยในระดับที่ผมเรียกว่า “อร่อยแสงพุ่ง”
คือถ้าเป็นการ์ตูน ผมจะน้ำตาไหลพราก ฉากหลังเป็นแสงเหลืองแดงสลับกัน
คือ มันกินกับข้าวเกาหลี (ซึ่งเหนียวๆคล้ายกับข้าวญี่ปุ่น)
พร้อมกับเครื่องเคียงเป็นสลัดมันฝรั่งมักกะโรนี มันโคตรจะเข้ากัน
ตามด้วยโค้กเย็นจัดๆ อั้กๆเข้าไป ... โอวววววว์ ....
ใครจะบอกว่ามะเร็งก็ช่างแม่งครับ หมูย่างสวรรค์ขนาดนี้ช่างหัวมะเร็งเหอะ
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ด้านหน้าร้านก็มีแผนกช้อปปิ้งไว้ให้บริการครับ
เป็นรถหกล้อดัดแปลงให้เปิดด้านข้างได้ (คล้ายๆกับรถนมเชียงใหม่คันใหญ่ๆ)
สินค้าก็เป็นพวกของที่เกาลี๊เกาหลีอะครับ เหมาะสำหรับเอาไปแจกจ่ายคนที่บ้าน
หรืออย่างในเคสของผม ก็เอาไปแจกเพื่อนพี่น้องในออฟฟิศเนี่ย เหมาะสุดๆ
มีทั้งพวงกุญแจ ที่ตัดเล็บ กลองจิ๋ว ชุดช้อนส้อมตะเกียบแบบเกาหลี
ซึ่งไอ้ของพวกนี้เนี่ย ผมได้จากเพื่อนๆในออฟฟิศมาเป็นกองแล้วครับ
ถ้าพูดกันตรงๆ ผมว่าของพวกนี้ ซื้อไปก็เหมือนเอาไปทิ้งอยู่เหมือนกันนะ
ลูกค้าผมก็ดันเป็นคนมีเงิน และท่าทางจะรู้จักคนเยอะอยู่ไม่น้อย
ก็เลยเกิดปรากฏการณ์ “เขมรมุง” ครับ
แย่งกันซื้อประหนึ่งพรุ่งนี้โรงงานจะปิด
มองๆไปมันคล้ายๆกับฝูงตั๊กแตนลงนาข้าวอะครับ แห่กันมาครืนแล้วก็จากไป
อีป้าเจ้าของร้านนี่เหมือนถูกหวยล๊อตโต้รางวัลที่หนึ่ง รับทรัพย์กันแทบไม่ทัน
ใครที่คิดว่ามีแต่คนไทยชาติเดียวที่บ้าซื้อของพวกนี้ก็คิดผิดแล้วละครับ
เพราะคนเขมรก็บ้าช้อปปิ้งไม่แพ้ชาติไหนในโลกเลยทีเดียว
7.
ก็ไม่ผิดนัก ถ้าจะบอกว่าบ่ายวันนี้คือโปรแกรมที่ผมรอคอยในทริป
ผมเป็นคนบ้าเล่นรถไฟเหาะครับ ไอ้พวกเหวี่ยงๆหมุนๆนี่ชอบมาก
ซึ่งเมืองไทยมีแค่ดรีมเวิลด์กับสวนสยาม ไม่สามารถสนองนี้ดผมได้แล้ว
คือ แทบจะสามารถเอาหนังสือพิมพ์ไปนั่งอ่านรถไฟเหาะได้แล้ว
เพราะมันทั้งเล็ก ทั้งเตี้ย ไม่เหวี่ยง ไม่หนุก ไม่มันส์เอาซะเลย
น่าเสียดายที่ตอนไปญี่ปุ่น ผมเองไม่ได้ไปสวนสนุกที่ไหนสักแห่ง
เพราะเกรงใจเพื่อนร่วมทริปที่อายุมากกว่าผมอยู่ไม่น้อย
ทั้งๆที่ผมอยากจะไปลองรถไฟเหาะติดอันดับโลกที่ Fuji Q highland ใจจะขาด
มาเกาหลีครั้งนี้ ผมถึงตั้งหน้าตั้งนมรอโปรแกรมของยงอินเอเวอร์แลนด์มากๆ
เพราะได้ยินมาว่า รถไฟเหาะรางไม้ T-express ของที่นี่
โหดสะใจทีเดียวเชียว
ผมให้ไกด์ทัวร์ต้อนพาลูกค้าเข้าไปดูสวนสัตว์ ไฮไลท์สวนสัตว์ที่นี่มีสองอย่าง
หนึ่ง คือ “ไลเกอร์”
หรือลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างเสือกับสิงโต
(เฉยๆครับ ถ้าเข้าไปสวนสัตว์แล้วเห็นเสือตัวผู้กำลังขึ้นคร่อมสิงโตตัวเมีย
พร้อมกับกำลังโยกเขย่ากันอย่างถึงพริกถึงขิง อันนี้สิครับ รับรองว่าเข้าไปดูแน่)
สอง คือ หมี ...ไม่รู้ว่าหมีอะไร แต่ได้ยินมาว่า
หมีที่เอเวอร์แลนด์ไม่เหมือนหมีจริง
เพราะมันสามารถทำท่าตะเบ๊ะ และสารพัดท่าได้อีกมากมาย ในตัวหมีพวกนี้
ถ้าไม่มีคนสวมชุดหุ่นหมีอยู่ข้างใน ก็ลงจะมีถ่านอัลคาไลน์อยู่แน่ๆล่ะครับ
เอาล่ะ ...จบเรื่องของสวนสัตว์ไป ... ผมหนีลูกค้าออกมาได้สำเร็จ
วิ่งไปต่อแถวขึ้นรถไฟเหาะ T-express ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่าต้องรอ
35 นาที
โฉมหน้ารถไฟเหาะ T-express
ซึ่งผมเข้าใจว่า
ไม่ว่าจะมาวันไหน เมื่อไรก็คงต้องรอนานประมาณนี้ตลอด
สังเกตได้จากตามริมรั้วทางเดินที่รอ จะเห็นภาษาเกาหลีเขียนเต็มพรืดไปหมด
คาดว่าคนที่รอขึ้นเองก็คงเครียด อยากขึ้นเร็วๆ ใจนึงก็กลัวอยู่ลึกๆ
เพราะรถไฟเหาะมันทั้งใหญ่ ทั้งยาวเหลือเกิน จึงต้องระบายความเครียด
ผ่านทางตัวหนังสือ ซึ่งผมเองตอนนั้นอยากรู้มากว่าเขาเขียนอะไรกัน
แต่เชื่อว่า อันดับหนึ่งน่าจะเป็นหมวด สลักอนุสรณ์ชื่อร่วมไว้กะแฟน
ถ้าเป็นภาษาไทย ก็คงประมาณว่า “รักแอ๊วนะ 9 พ.ย. 51” อะไรแบบนี้
เกาหลีมือบอน
ถ้าผมอ่านภาษาเกาหลีได้ เชื่อว่า 35 นาทีที่ยืนรอคงผ่านไปรวดเร็ว
เพราะมันมีให้อ่านเยอะมาก ตั้งแต่ตามรั้ว ขอบไม้ โคมไฟ ลำโพง
บางที่เห็นได้ชัดถึงความพยายามจะเขียน คาดว่าต้องต่อตัวขี่คอขึ้นไปเขียน
บางรายถึงขั้นตัดรั้วเชือก ยื่นมือเข้าเขียนไปถึงตัวโครงสร้างรางรถไฟ
... ผมเชื่อแล้วครับ ว่าคนเกาหลีเป็นคนที่ทุ่มเทจริงๆ ...
เพราะนับเป็นหนึ่งสถานที่ยอดฮิตในโปรแกรมทัวร์แทบทุกบริษัท
ดังนั้น มันก็ไม่น่าแปลกใจอีกนั่นแหละ ถ้าเราจะเจอภาษาไทย
ปะปนอยู่กับภาษาเกาหลีที่เขียนละเลงกันเต็มพรืดไปหมด
นั่นสิ ...แล้วมึงเข้ามาทำไม
ส่วนใหญ่ก็ออกแนวว่า “สมชายมาถึงแล้วนะ 12 พ.ย. 51” ไรงี้
แต่มีอันนึง น่าสนใจทีเดียว และเขียนในที่ที่เห็นได้ชัดด้วย
อย่างที่บอก... ผมบ้าเล่นรถไฟเหาะมาก ยิ่งมาเล่นรถไฟเหาะ
ในต่างประเทศ และเป็นประเทศที่คาดว่าจะไม่ได้มาบ่อยๆ
เล่นทั้งที ขอเล่นให้สุด ผมลากพี่อีกคนไปจองที่นั่งแถวหน้าสุดครับ
อยากเสียว ขอเสียวให้ถึงจุดสุดยอดกันไปเลย...

รถไฟเหาะนี่เจ๋งอย่างนึง คือหนึ่งราง แต่มีรถไฟสองขบวน
พอขบวนนึงออกจากสถานีปั๊บ อีกขบวนจะเข้ามาแทนทันที
ทำให้ระบบหมุนเวียนคิวคนต่อแถวรวดเร็วมาก ...
พอไปนั่งบนรถไฟแล้วรู้สึกว่ามันสูงกว่าที่เห็นบนพื้นเยอะมากๆ
ยิ่งมานั่งแถวหน้าสุดแล้ว บอกได้คำเดียวว่า ...เสียวเหี้ยๆครับ
รถไฟค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นไป ขึ้นไป ขึ้นไป จนถึงจุดสูงสุด
เป็นทางราบให้เราได้เห็นวิวรอบตัวไม่กี่วินาที ...
แล้วมันก็ดิ่งลงมาด้วยความเร็วเท่าไรไม่รู้ รู้แต่ว่าเร็วชิบหาย
ความชันเกือบตั้งฉากกับพื้นโลก (มารู้ทีหลังว่า 78 องศา)
ตอนนั้นรู้สึกเสียวช่วงท้องจนรู้สึกว่าท้องผมโดนลมอัดจนเป็นรูโบ๋ไปแล้ว ...
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”



ยังไม่ทันจะคิดอะไรต่อ รถไฟกระชากตัวขึ้นไปในแนวดิ่งอีกรอบ
แล้วทิ้งตัวลงมาอีกรอบ นี่มึงจะให้กูเสียวแบบไม่ได้หายใจเลยใช่ม้ายยย
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”





บอกตรงๆว่าเป็น 3 นาทีที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และกลัวในเวลาเดียวกันครับ
ลงมาจากรถไฟนี่ รู้สึกว่า ตับไตไส้เซี่ยงจี้มันไหลมากองอยู่ตรงนมหมดแล้ว
น้ำมูกน้ำตาไหล เพราะลมหนาวมันตีหน้า แต่น้ำลายงี้แห้งเลยครับ แหกปากซะขนาดนั้น
โหดขนาดนี้ นั่งแค่รอบเดียวนับว่าเสียวเกินพอครับ ...

ผมเดินออกมา กะว่าจะไปถ่ายรูปเล่นเรื่อยเปื่อย (เพราะรถไฟ T-express นี่ใหญ่สุดแล้ว)
แต่ยังไม่ทันจะได้ไปไหน ฝูงลูกค้าที่เพิ่งออกมาจากสวนสัตว์ก็เดินสวนมาพอดี
ผมก็บอกเฮียๆเจ๊ๆไปว่า “ละออนะเจ๊ ... สราญจรัญๆๆ”
แปลเป็นไทยได้ว่า เจ๋งมากครับเจ๊ โคตรสนุกเลย ...
นั่นละครับ ... อาเจ๊เลยคว้ามือผมหมับ แล้วลากผมกลับเข้าไปต่อแถวอีกรอบ
เฮ้ย เจ๊ ...ผมเพิ่งลงมา เซี้ยงจี๊ผมยังค้างอยู่แถวๆปอดเลย ขอผมพักก่อนเด้

แต่ก็นะครับ ทริปนี้ลูกค้าเป็นใหญ่ ลูกค้าอยากได้อะไรเราต้องจัดให้
ห้ามหือรือ ห้ามช้า ห้ามยึกยัก ... แล้วอีก 20 นาทีต่อมา
บนรถไฟเหาะ T-express ก็มีมนุษย์สัญชาติไทยใส่เสื้อคอเต่าสีเขียว
ไปนั่งตัวสั่นหำหดอยู่บนรถไฟทั้งที่ไม่ค่อยอยากนั่งเหมือนครั้งแรกเท่าไร
แน่นอนว่า ลงมาจากครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ลำไส้แทบจะไปพันม้วนหลอดลม
ม้ามกับไตไหลมากองรวมกัน ไม่เอาแล้ว ...ฮือ ....
กูรอดมาได้แล้ว....
ผมเดินสะโหลสะเหลออกมา แล้วตระเวณเก็บรูปถ่ายไปเรื่อยๆ
จนมาเห็น “รถไฟเหาะตีลังกา” แถมไม่มีคนต่อแถว
เลยยอมขึ้นไปเล่นจั๊กหน่อย ปรากฏว่าไม่เสียวเลยอะครับ
คงเป็นเพราะได้ลองอะไรที่มัน “เด็ด” กว่ามาก่อนแล้ว
ถ้าใครที่จะมาเที่ยวที่นี่ ผมแนะนำให้เก็บ T-express ไว้อันสุดท้ายนะ
ไม่งั้นอันที่เหลือจะหมดสนุกครับ ...

อาจจะเพราะเหนื่อย และหลายๆอย่าง
ผมมาถึงจุดนัดหมายก่อนลูกค้า เลยไปเดินเล่นแถวๆโซนขายของ
ต้องยอมรับว่า ยงอินเอเวอร์แลนด์ก็แอบมีกลิ่นอายของดิสนี่แลนด์อยู่ไม่น้อย
ทั้งการดีไซน์หน้าตาตัวมาสคอต ของพรีเมียมที่เอามาขายหลอกเงิน
แต่ไม่ว่าจะทำยังไง ตรงนี้ก็คงแพ้ดิสนี่แลนด์ขาดลอย
เพราะดิสนี่ย์เป็น global brand ที่แข็งแกร่งมาก มีตัวการ์ตูนดังๆเพียบ
ไม่ว่าจะทำอะไรออกมาขาย ขอแค่มีหน้าตัวการ์ตูนติดเข้าไป
ก็สามารถขายได้ เรียกราคาแพงๆ ได้ตามใจชอบด้วยซ้ำ ...
ตอนผมไป Disneyland นี่ผมเสียตังค์ไปกับของพรีเมี่ยมเยอะมาก
เพราะผมโตมากับดิสนี่ย์ และคลั่งไคล้ตัวการ์ตูนดิสนี่ย์หลายตัว
เผลอไม่ทันไร เสียตังค์ซื้อของมาหลายพันบาทเลยอะครับ
ถึงขนาดว่า ปีที่แล้วที่ผมไปฮ่องกง ผมยอมตีตั๋วเข้าดิสนี่ย์แลนด์
เพียงเพราะจะไปซื้อสมุดออแกไนเซอร์ที่โคตรไฮโซมากๆ
พิมพ์สี่สีอย่างดี ทุกหน้ามีตัวการ์ตูนเป็นแบคกราวนด์
และพิมพ์ขอบเมทัลลิก บนพื้นเมทัลลึกมีโฮโลแกรมรูปหัวมิกกี้
เล่มนึงประมาณ 800 บาท ผมซื้อเล่มแรกปกดำไปเมื่อสองปีที่แล้ว
แล้วเมื่อปีที่แล้ว จึงต้องตามเข้าไปเก็บเล่มสองให้ครบเซ็ทอะ
สำหรับผม ของพรีเมี่ยมในเอเวอร์แลนด์จึงไม่ต่างอะไรจากของสำเพ็ง
เพราะไม่รู้จัก ไม่ได้รักชอบตัวการ์ตูนพวกนี้ มันชื่ออะไรผมยังไม่รู้เลย
ก็นับว่าเป็นเรื่องดี ที่วันนี้ผมไม่ต้องเสียตังค์กับของพวกนี้สักบาท ...
หุหุ... ท่าทางน้องคนนี้จะเป็นสาวเกาหลีแบบดั้งเดิม
น้องเกาหลีคนนี้ ทักทายผมตอนนั่งกระเช้าสวนกันครับ

ห้าโมงเย็นแล้ว... ลูกค้ามากันครบแล้ว ...อวัยวะครบสามสิบสองทุกคน
เราออกเดินทางกลับไปกรุงโซลเพื่อไปกินมื้อเย็น
และไปดูโชว์รอบดึกที่ walker hill casino กัน
8.
ผมเคยได้ยินมาว่า เวลาพาลูกค้าคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ
ต้องจัดให้มีเวลาช้อปปิ้งให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะเยอะได้
จะช้อปเล็กช้อปน้อย คนไทยขอให้ได้ช้อป นับว่าอภิเชษฐ์แล้ว
แต่สำหรับคนเขมร ผมว่าช้อปปิ้งไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด
โดยเฉพาะกับลูกค้าของผม ที่ปีนี้ผมไปเที่ยวด้วยเป็นครั้งที่สามแล้ว
ผมสังเกตว่า ลูกค้าไม่ค่อยช้อปปิ้ง คือไม่ได้ของติดไม้ติดมือเท่าไร
ครั้งที่ผมไปฮ่องกง กลายเป็นว่า ผมได้ของมากกว่าลูกค้าซะด้วยซ้ำ
ครั้งที่ไปเซี่ยงไฮ้ กลายเป็นว่า มีแต่แก๊งคนไทยที่ซื้อกระเป๋าปลอมกลับมาเพียบ
คือไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน ลูกค้าพวกนี้รวยจะตาย ธุรกิจใหญ่โต
เดือนนึงมีเงินหมุนตั้งหลายแสนดอลล่าร์ ... แต่เขาก็ไม่ซื้อของ
ผมไม่รู้ว่าทำไม อาจจะไม่รู้จักแบรนด์ หรืออาจจะเลือกไม่เป็น ...
แต่สิ่งนึงที่ลูกค้าของผมชอบ คือการดูโชว์ครับ
ถือว่าเป็นไฟลท์บังคับของทริป ว่าต้องมีโชว์อะไรให้ลูกค้าดู
อย่างตอนไปเซี่ยงไฮ้ พาไปดูกายกรรม ลูกค้าชอบมากกกกกกกกกก...
อารมณ์คล้ายๆกับฝรั่งมาเที่ยวเมืองไทย ต้องไปดูภูเก็ตแฟนตาซี
หรือถ้าอยู่กรุงเทพ ก็ต้องดูสยามนิรมิต อะไรทำนองนี้
โชว์ที่ walker hill สำหรับผมถือว่าเรื่อยๆครับ ไม่ได้มีอะไรมาก
แต่ไฮไลท์อยู่ที่โชว์ topless ครับ โอว นมทั้งนั้น ... นมใหญ่ๆขาวๆ
เห็นกันจะๆ เต็มๆตา (นางแบบเป็นแขกขาวครับ ไม่ใช่เกาหลี
ถ้าเป็นเกาหลี ผมว่านมนั่นซิลิโคนล้วนๆ...)
มีการแสดงชุดนึงที่ซ้ำกับที่ที่เคยดูที่เซี่ยงไฮ้ แต่เจ๋งไม่เท่า
คือเอามอเตอร์ไซค์ไปขี่วนไปวนมาพร้อมกันในลูกเหล็กกลมๆใหญ่ๆ
ที่เซี่ยงไฮ้นี่มันยัดมอเตอร์ไซค์เข้าไปได้ตั้งเกือบ 10 คัน
แต่ของที่นี่ ยัดเข้าไปได้แค่ 5 คันเอง ยังเก๋าไม่พอนะ ...

พอโชว์จบ พี่ๆคนขับมอเตอร์ไซค์ก็เดินมาให้คนดูจับมือ
แต่ไหงพี่สาวนมโตพวกนั้น ถึงไม่เดินมาให้เราจับนมมั่งก็ไม่รู้

9.
กว่าจะถึงโรงแรม ตอนนั้นก็ปาเข้าไปห้าทุ่มเวลาเกาหลีแล้ว
ผมโคตรหิวเลยครับ ประมาณว่ากินควายป่าได้ทั้งตัวแน่ๆ
เลยชวนพี่ๆกับน้าหมีหัวหน้าทัวร์ไปหาอะไรกินแถวโรงแรม
ก็เห็นมีอยู่ร้านนึง ชื่อร้าน food café ท่าทางจะเปิดถึงดึกทีเดียว
ก็ชวนพี่ๆไปกินกัน ปรากฏว่าในร้านไม่มีภาษาอังกฤษแม้แต่ตัวเดียว
อันนี้เลยต้องอาศัยลูกมั่วกันพอสมควร กว่าจะได้กินกัน...
ตอนแรกพวกเราคนไทยนึกว่าจะไปเที่ยวกลางคืนกันต่อ
น้าหมีเลยติดต่อชวนเพื่อนชาวเกาหลีซึ่งพูดไทยได้มาด้วย
แต่ท่าทางคืนนี้จะเหนื่อยจนไปไม่ไหวกันแล้ว เลยเปลี่ยนใจไม่ไปดีกว่า
คืนนี้ หลังจากนั่งซดราเมงเกี๊ยวซ่าสูตรเกาหลีกันจนอิ่มท้องแล้ว
ก็เดินไปหน้าร้านสะดวกซื้อ ซื้อเบียร์กันคนละกระป๋องนึง
กับแกล้มกันอีกนิดหน่อย แล้วก็นั่งคุยตากอากาศหนาวกันไปเรื่อยๆ
(ผมไม่อยากกินเบียร์ เลยซื้อไอติมฮาเก้นดาซมานั่งกินเย้ยอากาศหนาวแทน)
ร้านมินิมาร์ทในเกาหลี ถ้าพอมีพื้นที่หน้าร้าน ดึกๆเค้าจะมาตั้งเก้าอี้
ใครที่ซื้อเบียร์หรือของในร้าน ก็สามารถมานั่งดื่มชิวๆที่หน้าร้านได้เลย
เราก็เลยตั้งวงคุยเรื่องเกาหลีๆกัน ...
อ๊ะ ...ผมยังไม่ได้บอกเลย ว่าเพื่อนเกาหลีที่หัวหน้าผมชวนมาเค้าชื่ออะไร
...ลองทายกันดูมั้ยครับ ว่าเฮียเค้าชื่ออะไร ???
ถูกต้องครับ! เฮียเค้าชื่อ “คิม”

ผมถาม “คิม” ว่าทำไมคนเกาหลีถึงมีแต่ชื่อ คิม ป้าก ลี
เฮียคิมบอกว่า เกาหลีสมัยก่อนมีนามสกุลดังๆใหญ่ๆแค่ไม่ถึง 10 สกุล
แต่ตอนนี้เริ่มมีมากขึ้น มีประมาณ 300 สกุลทั่วประเทศ
สาเหตุที่คนตั้งชื่อว่า คิม, ป้าก, ลี เพราะว่าชื่อพวกนี้เคยเป็นตระกูลกษัตริย์
ซึ่งช่วงหนี่งเกาหลีใต้เคยผ่านภาวะศึกสงคราม มีการรบราฆ่าฟันกันมากมาย
คนจึงตั้งชื่อตัวเองให้เป็นชื่อเดียวกับตระกูลของกษัตริย์ในช่วงสมัยนั้น
เพื่อเป็นการป้องกัน นับว่า กูก็เป็นญาติกับกษัตริย์นะเว้ย อย่านะเว้ย...
นี่เลยเป็นสาเหตุว่าทำไมวันนี้ถึงมีคนชื่อคิม ป้าก ลีเต็มประเทศกันไปหมด
เรานั่งคุยอะไรเกาหลีๆกันถึงตีสอง อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อยๆ
หนาวจนร่างกายมนุษย์สัญชาติไทยเริ่มต้านทานไม่ไหว
จึงเป็นสัญญาณว่าได้เวลาแยกย้ายกลับบ้านนอนแล้ว
เดี๋ยวเรามาต่อตอนสองกันนะครับ...

#1 By endu (58.9.13.28) on 2008-11-16 10:32