ซาลารี่แมน VS โคเรียนแมน (2)
posted on 18 Nov 2008 21:43 by bongtao in move
1.
DAY
3
อ...อ ...อะ...ไอพอดหาย!!!
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ไอพอดผมหาย!!! 
หายไปแล้วจริงๆ โดยไม่รู้ว่าหายไปเมื่อไร หายที่ไหน หายอย่างไร
รู้ตัวอีกที คือขณะที่กำลังละเลียดกินอเมริกันเบรคฟาสต์ในโรงแรม
แล้วเหลือบไปมองกระเป๋ากล้องของตัวเอง ถึงเห็นว่าไอพอดหายไป!!!
ไอพอดของผม เป็นไอพอดรุ่น “พี่บึ้ก”
สีขาว มาพร้อมความจุ 30 Gb
ผมฝากรุ่นน้องคนหนึ่งซื้อพี่บึ้กมาจากญี่ปุ่น ด้วยราคาประมาณ 12,000 บาท
ผมกับพี่บึ้กรู้จักกันมา 3 ปี ในนั้นบรรทุกเพลงมากมายกว่า 4,000 เพลง
(ด้วยจำนวนเพลงมากมายขนาดนี้ ผมว่าคำว่า “บรรจุ” คงไม่พออ่ะครับ)
ผมมักฟังพี่บึ้กโดยเสียบต่อเข้ากับเครื่องเสียงบนรถ ทุกเช้าเย็น
พี่บึ้กเป็นสิ่งผมขาดไม่ได้ในการเดินทางทุกประเภทที่กินเวลามากกว่า 1 ชั่วโมง
ผมพาพี่บึ้กไปเที่ยวด้วยกันมาแล้วหลายจังหวัด หลายประเทศ ...
แล้วไหงอยู่ดีๆ พี่บึ้กถึงต้องตีจากผมไปแบบไม่บอกกล่าวที่เกาหลีนี้ด้วย...
หลังจากคุ้ยและค้นทุกซอกทุกมุมเท่าที่คิดว่าน่าจะทำตกหล่น
หลังจากฟูมฟาย และโวยวาย(กับตัวเอง) อยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง
ผมทำใจ ...พี่บึ้กจากผมไปแล้ว ...
(โคเรียนแมนท่านใด เก็บไอพอด classic สีขาว หุ้มซิลิโคน
บรรจุอยู่ในซองผ้าลายพรางทหารสีฟ้าน้ำทะเลกิ๊บเก๋เท่ระเบิด
กรุณาส่งคืนผมด้วย หากไม่สะดวกมาส่งถึงไทยด้วยตนเอง
สามารถฝากหัวหน้าไกด์เกาหลีมาให้พี่วิชัยที่ฟรอนต์โรงแรมก็ได้)
2.
วันนี้เรามีโปรแกรมเที่ยวในกรุงโซลล้วนๆ ตั้งแต่เช้ายันเย็น
โปรแกรมแรกคือไปถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นนกฟินิกซ์ และทำเนียบประธานาธิบดี
(เอ่อ ...ถ้าเป็นบ้านเรานี่ต้องไปที่ไหนครับ ทำเนียบรัฐบาลเนี่ย
ดอนเมืองใช่มั้ย เพราะพันธมิตรเค้ายึดกันไปแล้วนิ)
เจ๊แว่นยักษ์นี่ชื่อ "เจ๊แอ๊ว" ครับ... เป็นไกด์ไทย
เรากำลังสอนชาวเขมรให้โพสท์ท่าอย่างมีสไตล์
วันนี้แดดจัด ฟ้าใสโปร่ง เหมาะแก่การถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่งครับ
พกกล้อง DSLR ตัวใหญ่เป้งมาครั้งนี้ นับว่าคุ้มโคตรๆ
เพราะแดดดีมาก
ได้ถ่ายรูปสวยๆ ใบไม้เหลืองๆแดงๆอย่างเพียบเลยครับ
เหลืองทองผ่องอำไพ
ฟ้าใสๆในมุมเท่ๆ
ฉากนี้ช่างเหมาะกับเสื้อสีฟ้าจริงๆ
ผมว่าการมาเที่ยวแบบทัวร์นี่มันแปลกอย่างนึงนะ
ผมเห็นลูกค้าบางคน แค่ลงจากรถทัวร์ แล้วมายืนท่าเคารพธงชาติ
ถ่ายรูปคู่กับโลเกชั่น รูปปั้น อนุสาวรีย์ ต้นไม้ หรืออะไรสักอย่าง
แค่นี้เค้าก้อพอใจแล้ว แค่ได้เห็น ได้เก็บรูปถ่ายก็ถือว่าบรรลุแล้ว
ไม่เห็นจะต้องฟังประวัติอันซับซ้อนให้ซาบซึ้งตรึงใจก็มีความสุขแล้ว
โปรแกรมต่อไป เป็นพระราชวังเคียงบ๊อก เข้าใจว่าเทียบได้ประมาณ
วัดพระแก้วของกรุงเทพฯ ประมาณว่าใครมาโซลก็ต้องมาวังนี่แหละ
เรื่องประวัติศาสตร์ชาติตระกูล ที่มาที่ไปอะไรนี่ผมไม่ได้สนใจเลย
มีหน้าที่อย่างเดียวคือ คอยเป็นช่างถ่ายรูปให้กับคุณลูกค้า ...
โค้กมั้ยเคอะ...
ตัวน้อง: เฮ้ยพี่ ...ไอ้นั่นมันถ่ายเราอยู่ด้วยอ้ะ ดูดิ้ๆ
ต้วพี่: ดูกะพ่อมึงสิ เพื่อนเค้าเดินไปกันหมดแล้ว เร็วๆ
คือ... เวลาถ่ายรูปให้คุณลูกค้า ผมจะอึดอัดนิดหน่อยครับ
ไม่ได้อึดอัดที่ทำให้เสียเวลาส่วนตัว ไม่ได้แอบไปเที่ยวไหนคนเดียวหรอก
แต่อึดอัดตรงที่ เฮียๆเจ๊ๆ แกไม่โพสท์ท่าถ่ายรูปอย่างอื่นเลย
นอกจากท่ายืนตรงเคารพธงชาติ ... นิ้วก็ไม่ชู แข้งขาก็ไม่แหก
บางโลเกชั่นที่อาเฮียยื่นกล้องให้ผมถ่าย ผมยังต้องถามกลับ
ว่าเฮียจะเอาตรงนี้จริงๆเหรอ? คือมันไม่มีอะไรเลยนะครับเฮีย ...
บางทีแค่หน้ารถทัวร์ อาเจ๊ก็อยากถ่าย เออครับอยากถ่ายก็ถ่ายให้
อาเฮียอาเจ๊คนไหนที่ผมพอคุยด้วยรู้เรื่อง ผมจะออกแบบมุมกล้องให้
ถึงขนาดลงไปนั่งกะพื้นถ่ายเป็นมุมเงยขึ้นมา อาเจ๊กรี๊ดกร๊าดชอบใจมาก 
มีอยู่รูปหนึ่ง อาเจ๊อยากให้ผมถ่ายเจ๊คู่กับกำแพงวังครับ ...
คือกำแพงมันไม่มีอะไรอะ มันเป็นแค่กำแพงเทาๆ ไม่ได้สวยอะไรเลย
แล้วเจ๊ก็แค่ไปยืนเคารพธงชาติหน้ากำแพง มันเกาหลีตรงไหนวะครับ?
เจ๊ไปถ่ายคู่กำแพงวัดข้างหมู่บ้านเจ๊ก็ไม่ต่างกันนะ...
แต่เอาเถอะ ก็บอกแล้วว่าทริปนี้เจ๊เป็นใหญ่ เจ๊อยากถ่าย ผมจัดให้
พอถ่ายให้เจ๊แล้ว ผมเลยขอลองถ่ายกับกำแพงวังมุมเดียวกันมั่ง ...
ให้ไกด์ไทยเป็นคนถ่ายให้ แต่ไม่เอาท่าเคารพธงชาตินะครับ
ผมมีท่าประจำตัวเวลาถ่ายกับวัตถุประเภทกำแพงครับ
เจ๊อึ้งครับ เจ๊อึ้ง
จบจาก photo session ที่วังเคียงบ๊อก
เราก็ไปต่อกันที่ศูนย์โสม
มันเป็นไฟลท์บังคับของการเที่ยวแบบแพคเกจทัวร์อ่ะนะครับ
เพราะมันเป็นรายได้หลักส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจบริษัททัวร์
แบบว่าไปจีน ต้องไปซื้อบัวหิมะ ไปฮ่องกงไปซื้อชาลิ้นจี่ อะไรแบบนี้
แต่ที่เกาหลีนี่ของเค้าขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าต้องเป็นโสมเท่านั้น
เรื่องสุขภาพนี่ลูกค้าผมยอมจ่ายครับ ตบตีซื้อโสมกันอย่างบ้าคลั่ง
โดยมีพนักงานคนไทยนั่งรอกันง่วงๆอยู่บนพื้นริมห้องนั่นแหละ
ปล่อยให้ลูกค้าสนุกสนานกับการช้อปปิ้งโสมอย่างเมามันกันไป
ประเมินมูลค่าที่ลูกค้าผมทั้งหมดจ่ายเงินซื้อโสมไปวันนี้ก็ไม่เยอะ
รับไปแค่เกือบหนึ่งล้านบาทแค่นั้นเอ๊งงงงง...
ลูกค้าเดินขึ้นรถทัวร์มานี่หน้าตาแฮปปี้มากครับ
เพราะเป็นการได้ใช้เงินอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในทริป
ที่ผ่านมาสองวัน คงแบกเงินกันจนหลังแอ่น รู้สึกเป็นทุกข์มาก
พอได้ระบายเงินดอลล่าร์ออกจากกระเป๋าแล้วแฮปปี้กันถ้วนหน้า 
เฮ้อ ...ทุกข์คนรวย ...
3.
เทคนิคหนึ่งในการจัดทริปให้ลูกค้าแฮปปี้ คือการจัดมื้ออาหาร
มาเกาหลีทั้งที ก็ไม่ใช่ว่าจะยัดเยียดให้ลูกค้ากินอาหารเกาหลีทุกมื้อนะ
มันต้องมีการคั่นจังหวะ หาอะไรแปลกๆใหม่ๆ มาให้แก้เอียนบ้าง
วันนี้เราเลยเปลี่ยนมากินอาหารจีนกัน ลูกค้าแฮปปี้มากกกกกกก
รู้สึกได้ทันทีว่าสองวันที่ผ่านมา ลูกค้าเริ่มเบื่อกิมจิกันแล้วแน่ๆ
หลังจากกินเสร็จก็ได้เวลาที่ผมรอคอยอีกครั้ง นั่นคือการช้อปปิ้ง!
เกาหลีมีตลาดใหญ่ๆอยู่หลายที่ แต่ด้วยความจำกัดของเวลา
เราเลือกไปแค่ตลาดเมียงดงที่เดียว อารมณ์มันคล้ายๆสยามสแควร์บ้านเรา
อันที่จริงผมเองก็ไม่ได้มีอะไรอยากซื้อนักหรอกครับ...
แต่มี “ผู้มีพระคุณ”
หลายท่านฝากออเดอร์มากันเพียบทีเดียว
มันเหมือนเป็นธรรมเนียมคนไทยเนอะ เรื่องการฝากซื้อของเวลาไปเที่ยว
แต่ผมว่าบางคนก็ฝากซื้อกันจนลืมตัวไปว่า เพื่อนเขาก็ไปเที่ยวของเค้า
ผมจึงตั้งเงื่อนไขการฝากซื้อของไว้หลายข้อ ถ้าใครรับได้ก็เชิญฝาก
1) ผมจะจ่ายด้วยบัตรเครดิต แล้วเรียกเก็บตามอัตราแลกเปลี่ยนของบัตร
2) กรุณาพรินต์หน้าตาสินค้า ชื่อสินค้า ชื่อรุ่น ราคาให้ชัดเจน
3) ไม่รับฝากซื้อของที่ตามหายาก ต้องต่อแถวซื้อ หรือต้องจองคิว
4) ไม่รับฝากซื้อของที่บอบบาง เสียหายง่าย ต้องประคบประหงม
มาเกาหลีครั้งนี้ มีของเพียงอย่างเดียวที่ใครๆก็ฝากซื้อครับ นั่นคือเครื่องสำอาง
ที่เป็นที่นิยมมี 3 ยี่ห้อคือ etude (ผมอ่านว่า อีตูด ได้ข่าวว่าเมืองไทยแพงกว่ามาก)
the face shop (ไม่เคยใช้
แต่ถูกมาก แพคเกจเท่ เลยลองซื้อมาใช้ดูเหมือนกัน)
และ skin food (ผมชอบแพคเกจจิ้งของร้านนี้มากเลย)
หน้าร้านอีตูด
ตามเงื่อนไขการรับฝากซื้อของผม ผมจึงมีลิสต์สินค้าซึ่งพรินต์มาอย่างสวยงาม
เพียงแค่เดินเข้าไปในร้าน ยื่น list ให้เจ๊เจ้าหน้าที่เท่านั้นแหละครับ
เจ๊ๆเหล่านี้ก็จะเดินไปตามชั้นวางสินค้า แล้วจัดสินค้าให้อย่างคล่องแคล่ว
โดยที่ผมไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากเดินไปเคาน์เตอร์ รูดบัตร
เซ็นแกร๊กเดียว (ที่เกาหลีจะมีแป้นดิจิตอลให้เซ็น
ไม่ต้องเซ็นซลิปนะ)
แล้วก็หิ้วถุงเดินออกจากร้านได้เลยครับ ... 
มานั่งคำนวณเป็นเงินบาทแล้วก็เห็นว่ามันถูกสมคำร่ำลือจริงๆแหะ
ช้อปไปแทบเป็นแทบตาย เพิ่งหมดไปสามพันกว่าบาทเอง
ปกติผมซื้อแค่โฟมล้างหน้ากับครีมที่คิงพาวเวอร์ไม่กี่หลอด
รูดบัตรหมดไปสองพันกว่า โอววว...ชิท 
ผมว่านอกจากราคามันถูกแล้ว ที่ถูกใจคนไทยก็คือของแถมครับ
ไม่รู้มันจะแถมอะไรกันนักหนา คือพอเค้าเอาสินค้าใส่ถุงแล้ว
เจ๊แคชเชียร์ก็จะยัดของแถมอีกมากมายใส่ลงไปด้วย
ส่วนมากก็จะเป็น sample ของเครื่องสำอางอื่นๆในร้านแหละครับ
นับว่าเป็นการตลาดที่แยบยลดีนะ เพราะถ้าใช้ดี ลูกค้าก้อกลับมาซื้ออีก
เนื่องจากผมซื้อเยอะ เจ๊แกก็ใช้วิธีหอบของแถมใส่ถุงลงไปเลย ไม่ต้องนับ
จนไอ้ของแถมนี่มันจะเยอะกว่าของที่ซื้อด้วยซ้ำไป...
พอออกจากร้าน ก็สามารถเอาใบเสร็จไปแลกของสมนาคุณได้อีก
ไม่แปลกใจเลยครับที่คนไทยถึงมาช้อปกระหน่ำกันที่นี่
วันนั้นผมเลยเดินถือถุง etude สีชมพูแปร๋นถุงเบ้อเร่อ
เดินไปมาในตลาดเมียงดง คนเกาหลีคงนึกว่าผมเป็นตุ๊ดกะเหรี่ยงอะครับ
ผู้ชายอะไร มาถือถุงเครื่องสำอางผู้หญิงถุงยักษ์ขนาดนี้ 
จริงๆเป้าหมายของผมที่เมียงดง กลับเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่มาเปิดสาขา
ผมอยากซื้อของ MUJI กับ Uniqlo มากกว่า
เพราะติดใจคุณภาพ
แต่พอคิดราคาออกมาแล้ว ถือว่าแพงครับ ผิดคาดไปพอสมควร
ทั้งๆที่เกาหลีกับญี่ปุ่นอยู่ห่างกันนิดเดียว แต่ราคาพอๆกับบ้านเราเลย
พอไม่ได้ใช้เงินเท่าไร ผมเหลือเงินเกาหลีเพียบไม่อยากเอากลับไทย
เลยแวะกลับเข้าไปร้าน the face shop อีกรอบแล้วซื้อของให้ตัวเองบ้าง
ก็ได้ครีมนู่นนี่มาหลายอย่าง ที่ซื้อเพราะชอบแพคเกจครับ มันสวยดี
แล้วราคาต่อปริมาตรก็ไม่แพง ซื้อมาลองหน่อยก็ไม่เสียหาย ...
ก็แหงละครับ คนเขมรเค้าไม่รู้จักกันหรอกว่า etude คืออะไร
ตอนลูกค้าเห็นผมหอบถุง etude, skin food, the face shop
กลับมา
ทุกคนถึงขนาดตาลุกวาว ประมาณว่า “นี่มึงจะซื้อไปถมบ้านมึงรึไง”
หารู้ไม่ว่าเป็นของชาวบ้านฝากซื้อทั้งนั้นครับ มีของผมแค่นิดเดียวเอง
4.
อีกหนึ่งธรรมเนียมของการจัดทริปลูกค้า คือ “มื้อใหญ่”
ซึ่งปกติจะเป็นมื้อเย็นของวันสุดท้าย ที่เราจะจัดให้อลังการเป็นพิเศษ
นอกจากอาหารจะอลังการแล้ว ยังมีการแสดง มีจับฉลากของรางวัล
มีเล่นเกมร่วมสนุก แถมด้วยเหล้าเสิร์ฟไม่อั้น เมากันไม่ยั้ง
ปีนี้เราเล่นเกม “sweet memories night” กันครับ
เราเชิญ อาเฮีย+อาเจ๊ ที่มากันเป็นคู่ขึ้นมาเล่นเกมทายใจ
ซึ่งคำถามก็มีทั้งคำถามทายใจ และคำถามท้าความจำ
ซึ่งคำถามส่วนใหญ่ ก็เป็นคำถามเสี้ยมให้บ้านแตกกันทั้งนั้น
โดยเฉพาะประเภท “คุณจำได้ไหมว่า ....”
ซึ่งเราก็ถามกันตั้งแต่วันแต่งงาน วันเกิดลูก ชื่อพ่อตา นามสกุลแม่ยาย
ตอบถูกไม่เท่าไร แต่ตอบผิดนี่อาจะเกิดโศกนาฏกรรมกลางงานได้ 
มีคำถามนึง เป็นคำถามง่ายๆ แต่เดายาก ...
“ถ้าอาเฮียต้องพาอาเจ๊ไปเที่ยว
อาเฮียคิดว่าอาเจ๊จะชอบไปเที่ยวแบบไหน
...ระหว่างทะเล ...กับภูเขา” ... ง่ายๆ ... แค่เนี้ย
มีตัวเลือกให้ด้วย
ปรากฏว่าทายผิดกันเกินครึ่งครับ!!! 
จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันบนรถทัวร์อันดับหนึ่งไปเลย ...
5.
DAY 4
อันที่จริง วันนี้นับว่าไม่มีอะไรแล้วครับ เป็นโปรแกรมเบาๆ
ซึ่งผมหลับบนรถตลอดทาง มีแค่ช้อปปิ้งดิวตี้ฟรี (ซึ่งแพงงงงงงงง)
ระหว่างทางก็มีแวะ “โปรแกรมบังคับ” ไปซื้อพลอยม่วง
หรือ อาเมทิสต์ แต่โปรแกรมนี้ผมขอตัวนอนอยู่บนรถทัวร์ครับ
กะอีแค่โสม ผมยังไม่สนใจเลย เรื่องอัญมณีนี่ไม่ต้องพูดเลยล่ะ
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าลูกค้าละลายเงินไปกับพลอยม่วงได้เยอะมั้ย
โปรแกรมสุดท้าย เราพาไปละลายเงินวอนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตก่อนขึ้นเครื่อง
ผมซื้อขนมกลับบ้านฝากพ่อแม่พี่น้อง เลือกเฉพาะยี่ห้อล๊อตเต้
ยี่ห้ออื่นไม่กล้ากินครับ เป็นคนบ้าแบรนด์ ชอบแบรนด์ไหนกินแบรนด์นั้น
ที่สงสัยอย่างนึงคือ มันมีขนมรสโสมอย่างเพียบเลยครับ
ตั้งแต่ลูกอมโสม (อันนี้เคยมีพี่ที่ออฟฟิศซื้อกลับไปฝาก 1 กระสอบ
พบว่าเหลือบานเบอะ เพราะรสชาติไพร่เลวทรามสถุลเกินบรรยาย)
ช๊อคโกพายรสโสม ข้าวพองรสโสม ช๊อคโกแล๊ตรสโสม ... 
เฮ้ย ... มึงจะใส่โสมหาสันติภาพในติมอร์ตะวันออกกันรึไง
ก็รู้โว้ยว่าประเทศมึงโสมดีจริง แต่ช่วยเหลือกตาดูบ้างสิครับ
ช๊อคโกแลตกับโสมนี่มันเข้าได้กันจริงๆเหรอวะเนี่ย ... 
ผมหยิบ sample ที่เค้าใส่กล่องให้ชิม แทบจะบ้วนทิ้งทันที
แต่อีลูกค้าผมก็ยังบ้าโสมกันต่อไป อะไรมีโสมเป็นส่วนประกอบ
พ่อมีอันต้องหยิบใส่ตะกร้าแบบไร้สติยั้งคิดโดยสิ้นเชิง
แต่สินค้าที่ได้เงินผมไปก็คือ “สาหร่ายเบรกแตก” ครับ
สาหร่ายเกาหลีนี่โคตรอร่อย เวลามีใครในออฟฟิศไปเกาหลี
เราจะได้กินสาหร่ายกันให้ฟันดำกันทั้งออฟฟิศอยู่หลายวันทีเดียว
ใครซื้อเยอะก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะเค้ามีบริการแพ๊คใส่กล่องอย่างดี
มีป้ายบอกเป็นภาษาไทยอ่านได้ชัดเจนว่า “บริการแพ๊คของกลับบ้าน
ฟรี”
ผมเชื่อแล้วว่าคนไทยมาเที่ยวเกาหลีกันเยอะมากจริงๆ
เพราะตามสถานที่ช้อปปิ้งทั้งหลายล้วนมีภาษาไทยทั้งนั้น
แล้วเราก็มุ่งหน้าสู่สนามบิน กลับบ้าน ....ที่พนมเปญกันเถอะ
ปกติในปีผ่านๆมาหน้าที่ของผมจะสิ้นสุดตรงที่ส่งลูกค้าก่อนเข้าด่าน ตม.
เพราะผมจะกลับเมืองไทย จึงมาส่งได้ไกลสุดได้แค่นี้
ผมก็จะยืนยกมือไหว้ลูกค้า ขอบคุณที่มาร่วมเดินทาง(ฟรีๆ)กับเรา
(ปีที่ไปฮ่องกง ไฟลท์ลูกค้าออกก่อนไฟลท์ผมประมาณครึ่งวัน
เลยไปส่งลูกค้าถึงแค่หน้ารถทัวร์ที่หน้าโรงแรม ทำหน้าตาอาลัยอาวรณ์สุดๆ
ปรากฏว่าพอรถทัวร์เคลื่อนไปจนลับสายตา ก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน
เริงร่าลัลล้าช้อปปิ้งกระหน่ำแบบไร้ลูกค้ากวนใจ โฮะๆ)
แต่ปีนี้ ผมกลับพนมเปญกับลูกค้าด้วย ก็ได้เห็นหน้ากันบนเครื่องไปอีกหลายชั่วโมง
6.
ผลการสำรวจของ lonely planet กับผู้เดินทาง 40,000 คนทั่วโลก
พบว่ามากกว่า 56%
ต้องเอาไอพอดหรือเครื่องเล่นเอ็มพีสามขึ้นเครื่องด้วย
...ถึง lonely planet จะไม่ได้มาถามคำถามนี้กับผมโดยตรง
แต่ผมเป็นหนึ่งในประชากรใน 56% นั้นแน่ๆครับ...
ก่อนขึ้นเครื่องผมเลยพุ่งไปที่ duty free ในสนามบิน
กะว่าจะไปเช็คราคาไอพอดซะหน่อย เผื่อจะถูกกว่าเมืองไทย
พระเจ้าจอร์จ!!! ไอพอดกำลังลดราคาครับ ...
เหมือนไอพอดมันตั้งใจหายให้ผมซื้อใหม่ยังไงยังงั้น...
นี่เกิดมาชาตินี้ผมไม่เคยเห็นไอพอดที่ไหนขึ้นป้าย SALE มาก่อน
เพราะได้ยินมาว่า apple โหดมากเรื่องการตั้งราคาขายปลีก
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นป้าย SALE 10% กับไอพอด
ซึ่งแค่ราคาที่ตั้งเป็น US$ คูณเป็นเงินไทย แล้วลด 10% ก็ถูกมากแล้ว
แถมใช้บัตร mastercard ยังลดเพิ่มให้อีก 5% อีกแน่ะ ...
รีบคว้าบัตรออกมารูดแบบไร้สติยั้งคิดที่สุดครับ ...
ไฟลท์ขามาเกาหลี ผมมาพร้อมกับพี่บึ้ก ไอพอดคลาสสิกสีขาว
ไฟล์ขากลับพนมเปญ ผมกลับไปพร้อมกับไอพอดนาโนสีเหลือง
ด้วยสนนราคา 5,991 บาท (ราคาเมืองไทย 8,290 บาท...)
ถึงจะยังไม่มีเพลงให้ฟังบนเครื่อง ถึงยังจะไม่ได้ชาร์ตแบต
แต่การได้เข้าไปอยู่ในประชากร 56%
นั่นก็ทำให้ผมอุ่นใจขึ้นเยอะ 
7.
เรากลับถึงพนมเปญกันตอน 4 ทุ่มเวลาเขมร
คนขับรถมารอรับผมที่หน้าสนามบินตามนัดแล้ว
ผู้คนจากต่างจังหวัดที่แห่กันเข้ามาเที่ยวพนมเปญ
ในเทศกาลองตุ้ก (ประมาณลอยกระทงบ้านเรา แต่จัดงาน 3 วัน 3 คืน)
ยังคงพลุกพล่านแน่นถนน สังเกตได้จากจำนวนคนและรถที่เยอะผิดปกติ
ปกติเวลาไปเที่ยวไกลๆ เมื่อกลับถึงบ้าน ผมจะสนุกกับการ unpack กระเป๋าสุดๆ
เพราะผมจะได้อธิบายอย่างละเอียดว่า ของชิ้นนี้มันดียังไง ทำไมถึงซื้อมา
หรือถ้ามีของฝากให้ป๊า กับม๊า ก็จะสามารถหยิบยื่นให้ได้ทันที ...
แต่ปีนี้ กลับถึงห้องพักที่อพาร์ทเมนต์ในเขมร ...อยู่คนเดียว
ไม่รู้จะ unpack กระเป๋าไปทำไม ขี้เกียจยัดของกลับก่อนเอากลับไทย
ก็เลยกองๆกระเป๋าเดินทางไว้อย่างนั้นแหละ แล้วก็อาบน้ำปิดไฟนอน
จบแล้วครับ ซีรี่ส์สองตอน ซาลารี่แมน VS โคเรี่ยนแมน
ไม่ได้มีการปะทะเลือดสาด นอกจากไอ้ ตม. หน้าเชี่ยคนนั้นคนเดียว
จัดว่าเป็นทริปที่จืดที่สุดในชีวิตผมเลยมั้ง ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นเลย
กลับมาผมก็ยังรู้สึกเฉยๆกับคนเกาหลี อาหารเกาหลี และประเทศเกาหลี
ถ้าให้เสียตังค์ไป ... ชีวิตนี้คงไม่ได้ไปอีกแล้วครับ
แต่ถ้ามีให้เที่ยวฟรี ... อันนี้ไม่ต้องคิดครับ พาสปอร์ตผมพร้อมเสมอ!


ปล. วันนี้วันเกิดผมครับ อายุ 24 ขวบแล้ว ...
รู้สึกดีอย่างหนึ่งว่า ชีวิตวันเกิดของผมมันเรียบง่ายขึ้นทุกปี
ปีนี้ไม่มีของขวัญ ไม่มีเค้ก ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีการฉลองอะไร
มีแค่ sms และคำทักทายจากคนรู้จักที่ยังไม่ลืมกัน
มีเวลาออกกำลังกาย กลับบ้านมานั่งกินข้าวกับม๊า ...แค่นี้ก็พอแล้วครับ
...ชีวิตผมมีความหมายทุกวัน แล้วจะมาเอาอะไรมากกับวันเกิด...

มาอ่านบลอกพี่หลายทีแล้วแต่ไม่ได้เมนท์เสียที (อุย..ฟังดูเลวจริงๆ ฮาๆๆๆ) แต่บลอกพี่นี่ได้สาระจริงๆ ชอบตรงหลายๆมุมมองที่พี่เขียนล่ะ หุๆ
#1 By Kuma หมีรักศพเซะซี่... on 2008-11-18 22:01