7 ยอดมนุษย์น่าตบกบาลที่สุดแห่งปี 2008
posted on 13 Dec 2008 22:41 by bongtao in etcมี pageview เดือนละ 25,000 pageview อย่างในทุกวันนี้
บล๊อกผมเองก็เคยเป็นบล๊อกป่าช้าที่มีคนอ่านไม่กี่สิบคน
มีคอมเมนต์แค่ไม่ถึง 5 คอมเมนต์ ...เคยเป็นอย่างนั้นจริงๆครับ
แล้ววันหนึ่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป...
เอนทรี่ “10 บุคคลน่าตบกบาลที่สุดแห่งปี 2007”
กลายเป็นเอนทรี่แรกของผมที่ขึ้นฮอตโพสท์ของเอ็กซ์ทีน
แถมยังกอบโกยคอมเมนต์แบบไม่ลืมหูลืมตาจนทะลุหลักร้อย!
ซึ่งนี่คือจุดกำเนิดของการเขียนบล๊อกที่มีคนติดตามอ่านในทุกวันนี้
วันที่ 12 เดือนธันวาคมปีที่แล้ว คือวันที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว
ดังนั้น เพื่อเป็นการสดุดีแก่เอนทรี่ “10 บุคคลน่าตบกบาลที่สุดแห่งปี 2007”
ในปีนี้ จึงขออัพเดทลิสต์บุคคลดังกล่าว ที่ล้วนแล้วมีส่วนร่วม
ในการปลุกปั้นให้บล๊อกผมเป็นที่ยอมรับในสังคมทุกวันนี้
หากผู้ใดมีรายชื่ออยู่ใน “7 ยอดมนุษย์น่าตบกบาลที่สุดแห่งปี 2008”
ขอให้ท่านอย่าคิดน้อยใจ หรือรู้สึกเสียหมาที่โดนประณามแบบไร้ความปราณี
เพราะอย่างน้อย ท่านก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ออนไลน์ที่สำคัญมาก
และนี่คือ 7 ยอดมนุษย์น่าตบกบาลที่สุดแห่งปี 2008 ครับ
1. มนุษย์ฝากซื้อของแบบไร้สติสัมปะชัญญะ
เนื่องจากผมเป็นคนที่เดินทางบ่อย และชอบท่องเที่ยว
จึงได้มีโอกาสพบกับมนุษย์ประเภทนี้บ่อยพอสมควรครับ
...นั่นคือ “มนุษย์ฝากซื้อ” ...

จริงๆผมเองไม่มีปัญหาอะไรกับการฝากซื้อของเท่าไรหรอกครับ
ตราบใดที่เป็นของที่หาซื้อง่าย ขนส่งง่าย น้ำหนักเบา ไม่ผิดกฏหมายศุลกากร
เพราะผมเองก็มักจะตั้งเงื่อนไขกฏเหล็กเอาไว้อยู่แล้วสำหรับการฝากซื้อ
นั่นคือ ต้องมีชื่อหรือรูปสินค้าชัดเจน เอาให้เห็นเลยว่าหน้าตาเป็นยังไง
หาซื้อได้ที่ไหน ราคาเท่าไร เอากี่อัน รุ่นไหน สีไหน ระบุมาให้ชัด
มึงไม่ต้องมาบอก “อันไหนสวยก็เอาอันนั้น” เพราะกูจะเลือกอันอุบาทว์ที่สุดให้มึง
ถ้ามันเป็นสินค้าที่มีสี 200 สีให้เลือก กรุณาระบุสีด้วย ไม่งั้นกูเลือกสีที่กูชอบแต่มึงเกลียด
ถ้าเป็นของแพง ผมจะรูดการ์ดแล้วชาร์จตามเรทที่บัตรเครดิตเรียกเก็บ
ถ้าใครที่สามารถรับเงื่อนไขพวกนี้ได้ ผมก็ไม่มีปัญหาครับ

แต่มันจะมีมนุษย์ฝากซื้อจำพวกหนึ่ง ที่ผมรู้สึกน่าตบกบาลมาก
มนุษย์พวกนี้เหมือนมีโปรแกรมฝังไว้ในสมองว่าถ้ามีคนรู้จักไปเมืองนอก
ต้องฝากซื้อของสักอย่างนึง อะไรก็ได้ คิดซะว่าประหยัดค่าเครื่องบิน
มีคนคนหนึ่ง ที่ผมพูดขึ้นมาลอยๆว่า “เออ...เดี๋ยวเดือนหน้าจะไปญี่ปุ่นนะ”
ท่านเล่นไปเข้ากูเกิ้ล เข้าพันทิปศึกษาหาข้อมูลว่าไปญี่ปุ่นแล้วมีอะไรน่าซื้อ
ประหนึ่งว่ากำลังทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโทเรื่อง “ของฝากยอดนิยมจากญี่ปุ่น”
ขนาดมันทำรายงานส่งอาจารย์ มันยังไม่ค้นคว้ากันลึกซึ้งขนาดนี้เล้ย...
หรือบางคนก็เป็นประเภท “ขี้เกียจหิ้วเอง” คือจะฝากซื้อของหิ้วยากๆ แตกหักง่าย
(ซึ่งประเทศเหล่านั้นมันก็เคยไปมาแล้ว หรือยังไปเรื่อยๆนะ แต่ประเด็นคือ มันขี้เกียจหิ้วเอง)
หรือไม่ก็เป็นของประเภทที่บรรจุใส่กล่องขนาดเท่าบ้าน กินพื้นที่ไปครึ่งกระเป๋าเดินทาง
อาทิเช่น รองเท้า Onitsuka tiger เป็นต้น นึกภาพออกใช่มั้ยฮะ กล่องรองเท้าน่ะ
นี่ยังดีนะ ที่มันไม่ฝากกูหิ้วนกพิราบย่างหรือ Playstation 3 กล่องยักษ์มาให้
อนึ่ง, มนุษย์พวกนี้หลายคนเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนม
ความใกล้ชิดสนิทสนมจึงไปบังตา ทำให้ลืมไปว่ากูไปเที่ยวของกูนะ
กูเองก็ต้องซื้อของของกูเอง ซื้อของฝากญาติพี่น้อง อาอี๊อาอึ้มอาม่า
กรุณามีสติยั้งคิดก่อนจะฝากซื้อของนะครับ...
อสอง, ถ้าทริปไหนที่ผมคำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่า มีที่ในกระเป๋าเดินทางเหลือพอแน่ๆ
หรือว่ามีเวลาพอที่จะดูของให้ได้ ผมจะเป็นคนออกปากถามก่อนเองครับว่า "อยากได้อะไรมั้ย"
2. มนุษย์ร่องตูดหนีบเสาในรถไฟฟ้า
หากจะนับบริการขนส่งมวลชนในประเทศไทยที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบัน
ก็คงเหลือแต่เครื่องบิน และรถไฟฟ้าเท่านั้นครับ ที่ผมยังใช้อยู่เป็นประจำ
และในรถไฟฟ้านี่ผมจะเจอคนประเภทนี้เป็นประจำครับ...
มนุษย์ประเภทนี้ เมื่อพิจารณาดีๆ อาจจะถูกจำแนกไปในหมวดคนพิการ
...พิการทั้งทางร่างกายและจิตใต้สำนึก ...

มนุษย์ประเภทนี้จะเหมือนมีปัญหาที่กระดูกเชิงกราน หรือหมอนรองกระดูกทับไขสันหลัง
ทำให้มีปัญหาเรื่องการทรงตัว ไม่สามารถยืนตั้งฉากกับพื้นโลกเก้าสิบองศาได้ด้วยตัวเอง
จึงต้องใช้อวัยวะช่วยค้ำยัน นั่นคือ “ร่องตูด” (...ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะก็ได้)
โดยเอาร่องตูดนั้น “install” หรือ “เหน็บ” เข้ากับเสากลางรถไฟฟ้า แผ่นหลังพิงเสา
แล้วพอยท์เท้าทั้งสองจิกยื่นไปข้างหน้าเพื่อรักษาสมดุลในการทรงตัว
เมื่อเริ่มทรงตัวได้แล้ว สมองก็จะตัดระบบเข้าสู่โหมดโลกส่วนตัวทันที
ไม่ว่าจะเป็นโหมดไอพอด โหมดโทรศัพท์คุยกับแฟน โหมดเล่นเกมในไอโฟน
โดยระบบการมองเห็นและจิตใต้สำนึกจะเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ
กล่าวคือ จะไม่รู้ถึงความเป็นไปว่ารถจะแน่นขนาดไหน มีคนไม่มีที่เกาะกี่คน
มันก็จะเอาร่องตูดยึดไว้กับเสานั่นจนกว่าจะถึงสถานีปลายทางนั่นล่ะ
มนุษย์พิการสายพันธุ์นี้หาพบได้ทั้งใน BTS และ MTR
รวมถึงยวดยานพาหนะทุกประเภทที่มีเสาอยู่ในห้องโดยสาร
อนึ่ง, หากสตรีท่านใด มีปัญหาประเภทนี้ แต่ใช้ “ร่องนม” ในการยึดเกาะแทน
ขอให้ติดต่อมาโดยด่วน มีคนยินดีออกค่าใช้จ่ายในการรักษาเลี้ยงดูและค่าอพาร์ทเมนต์ให้

3. มนุษย์ที่หื่นกระหายที่นั่งในรถเมล์/รถไฟฟ้าเกินสมควร
ข้อนี้อาจทำให้แฟนคลับเพศหญิงของบล๊อกผมหายหน้าไป 15%
และอาจจะเกิดเอนทรี่ด่าทอประณามหยามเยียดบล๊อกผมอีกหลายเอนทรี่
หรือดีไม่ดี เจ๊ระเบียบรัตน์อาจจะลุกขึ้นมาต่อต้านขอสั่งปิดบล๊อกผม
ในข้อหาเหยียดหยามสตรีเพศ ... (จริงๆก็อยากอยู่นะ อยากดัง...
)แต่ยังไงก็ยอมครับ แบบว่าอึดอัดมานาน ...
คือผมเข้าใจดีนะครับ ว่าผู้ชายควรเอื้อเฟื้อที่นั่งแก่เด็ก สตรี และคนชรา
แต่คำว่า “เอื้อเฟื้อ” มันไม่ได้เป็นกฏหมาย มันไม่ได้มีความผูกมัดอะไรขนาดนั้น
ไม่ใช่ว่า ไม่เอื้อเฟื้อแล้วจะต้องโดนลงโทษด้วยการโดนจับขึงรุมดีดเจี๊ยว...
ตัดภาพบนรถ BTS จากบริเวณเสาในข้อด้านบนมาที่บริเวณที่นั่งครับ...
ผมเจอบ่อยมากนะครับ ที่ผู้ชายนั่ง (เพราะนั่งมาจากสถานีต้นทางก่อนแล้ว)
แล้วผู้หญิงยืน แล้วผมจะรู้สึกได้ทั้งจากหน้าตาและออร่าที่เปล่งออกมา
เหมือนผู้หญิงจะนึกในใจ “นี่คุณ! ลุกสิ! ลุกให้ชั้นนั่งเดี๋ยวนี้ อะไรกัน มันเป็นหน้าที่ของคุณนะ”
หลายคนนี่มีการแสดงออกมาที่ใบหน้าและท่าทางอย่างเห็นได้ชัดจริงๆนะ
อย่างผมเองถ้าเป็นฝ่ายนั่ง ผมก็จะลุกให้เด็ก สตรี เป็นครั้งคราวนะครับ
(แต่สำหรับคนชราผมลุกให้ทุกครั้ง แบบว่าเป็นโรคแพ้คนแก่อะครับ)
แต่ไอ้บางครั้งคราวเนี่ย อยากให้เข้าใจด้วยว่าบางทีผมเหนื่อยอะ ผมง่วงอะ
เป็นผู้ชายก็เหนื่อยเป็น ง่วงเป็นนะ ไม่ต้องอดทนตลอดเวลาได้มั้ยอะ
ขอนั่งสบายๆ ตากแอร์เย็นๆสักห้าสถานีได้มั้ย ขอเหอะนะ นะ นะ ...
อดทนนิดนึงนะครับคุณผู้หญิง ไหนๆสมัยนี้เราก็สิทธิเท่าเทียมกันแล้ว
ผลัดกันนั่งนะครับ ผลัดกันๆ ...ไว้คราวหน้าผมนอนมาเต็มอิ่ม ผมลุกให้นะ
(ปล. ใครพาเด็กเล็กขึ้นมา ผมจะรีบลุกให้เด็กมันนั่งก่อนเลยครับ ไม่ต้องขอเลย
ก่อนที่เด็กมันจะร้องไห้แล้วหยุดไม่ได้ เป็นความอะเฟรดขั้นสูงสุดในชีวิตผมเลยอะ)
4. มนุษย์เอื้อเฟื้อเผื่อคิว
มนุษย์ประเภทนี้ถึงขนาดทำให้ผมวีนแตกได้เลยนะครับ
ผมเคยยืนด่าอีป้าท่านหนึ่งในห้องบุฟเฟ่ต์โรงแรมแห่งหนึ่งมาแล้วละ
เพราะขณะกำลังยืนต่อแถวรอตักซีฟู้ดสุดอลังการอันมีปริมาณจำกัด
ปรากฏว่าอีป้านี่อยู่ดีๆก็ให้ลุงกับหลานและญาติและอื่นๆอีกมากมาย
เข้ามาแทรกคิวหลังหล่อน ...ประมาณว่า ก็รู้จักกันอะ ก็ต่อคิวด้วยกันได้ดิ
...วันนั้นไลน์บุฟเฟ่ต์แทบระเบิดครับ ผมแทบจะหยิบกั้งขึ้นมาฟาดปากแกเลยทีเดียว
(เหตุการณ์จบที่นังป้ายอมแพ้ ให้ลุงและอื่นๆไปต่อแถวแต่โดยดี
)นึกภาพนะครับ ว่าเรากำลังเข้าแถวต่อคิวซื้ออะไรสักอย่างนึง
สมมติว่ากำลังต่อคิวซื้อตั๋วหนังในคืนวันเสาร์ที่มาบุญครองละกันนะครับ
(ต้องให้สมมติด้วยมั้ยครับว่า จะไปดูเรื่องเบเวอลี่ฮิลล์ ชิวาว่า...)
ขณะที่กำลังยืนต่อแถวอย่างตั้งใจนั้นเอง อยู่ดีๆนังนักศึกษาข้างหน้า
ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ฮะโหล ...เออ แก ... ว่าไง ชั้นต่อคิวอยู่
อะไรนะ แกจะดูองค์บาก 2 เหรอ มาสิๆ นี่ชั้นชูมืออยู่ เห็นมั้ยๆ มาๆ
แกจะเลือกที่นั่งเองใช่มะ มาต่อคิวกับชั้นเลย เนี่ย ใกล้จะได้ซื้อแล้ว ”
แล้วอยู่ดีๆก็จะมนุษย์คนหนึ่งเดินแทรกคิวเข้ามาเกาะกับนักศึกษาคนนั้น
แล้วก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร ยืนหัวเราะกิ๊กกั๊กกันสองคนท่ามกลางสายตา
ประณามหยามเหยียด ปนกับความงงๆว่า “อีนี่ใคร ...มึงมาจากไหน”

คือ... ก็เข้าใจนะครับว่ารักเพื่อนและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
แต่มึงเล่นเผื่อแผ่แต่เบียดเบียนสัตว์โลกแบบนี้ กูนับว่าเป็นบาปครับ
อย่าให้เห็นนะครับ อย่าให้เห็น จะด่าทั้งผู้รับและผู้ให้เลยละ...
5. มนุษย์ไม่เตรียมบัตรจอดรถก่อนออกจากห้าง
การจอดรถในห้างนับวันเป็นวิบากกรรมอย่างหนึ่งของชีวิต
โดยเฉพาะห้างในวันสุดสัปดาห์ หรือคืนวันศุกร์ หรือวันนักขัตฤกษ์ทั้งหลาย
เพราะลำพังแค่การวนหาที่จอดรถในวันที่ทุกคนแห่กันมาห้างก็เหนื่อยพอแล้ว
ก็ยังจะมีมนุษย์บางคนที่สามารถเพิ่มความเหนื่อยได้อีกหลายดีกรี
นั่นคือ มนุษย์ที่ไม่เตรียมบัตรจอดรถก่อนออกจากห้างครับ
นึกภาพออกใช่มั้ยครับ ว่าก่อนเราออกจากห้าง มันจะมีป้อมยามให้คืนบัตร
ถ้าห้างไหนเก็บตังค์ค่าที่จอด ก็ต้องยื่นบัตร และตามด้วยยื่นเงินอีกที
นังมนุษย์จำพวกนี้เป็นพวกความรู้สึกช้าครับ กว่าจะรู้ตัวว่าต้องคืนบัตร จ่ายตังค์
ก็คือประมาณ 5 วินาทีก่อนที่จะต้องไขกระจกยื่นบัตรให้พนักงานนั่นแหละครับ
ถ้าบัตรมันอยู่ในที่ที่หยิบง่าย ก็ยังพอหยวนๆให้อภัย เพราะไม่เดือดร้อนอะไรมาก
แต่บางคนนี่สิครับ นอกจากจะลืมยื่นบัตรคืนแล้ว ยังลืมอีกว่าเอาบัตรไปไว้ไหน
หรือบางคนที่เอาบัตรใส่ไว้ในที่ซับซ้อนมากครับ เช่นในกระเป๋าตังค์
ซึ่งใส่ไว้ในถุงผ้า ซึ่งยัดอยู่ในกระเป๋าถือที่เต็มไปด้วยสิ่งของราวป่าอเมซอน
(ถ้ากลัวหายมาก ทำไมพี่ไม่ทำตู้เซฟใส่รหัสล๊อกบนรถซะเลยล่ะครับพี่)
เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง เจอมากับตัว ... เจอแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก ...
เป็นสุภาพสตรี ขับรถโตโยต้า แคมรี่ เหตุเกิดที่สยามพารากอน คืนวันศุกร์
ใครไปพารากอนช่วงห้างปิดจะพอรู้ว่า ในลานจอดรถจะแถวยาวมากกกก
ปรากฏว่าเจ๊นี่ก็ลืมบัตรครับ หาไม่เจอ!!! เธอคือคันที่อยู่ด้านหน้ารถผมนี่แหละ
ผมถึงเหตุการณ์ทั้งหมด ด้วยการมองทะลุกระจกหลังของรถเธอเข้าไป...
ผมก็ร้อรอว่าเมื่อไหรมันจะเสร็จ กูจะได้กลับบ้านซะที ติดในลานจอดรถมานาน
ปรากฏว่า สุดท้ายแล้วเธอก็หาบัตรไม่เจอ พนักงานก็ไม่ให้เอารถออก ...
แล้วไงต่อ ???...

เธอต้องถอยรถครับ ถอยไปจอดข้างๆเพื่อค้นหาบัตรจอดรถต่อไป
แล้วคิดดูว่ามีรถประมาณ 200 คันกำลังต่อแถวรออก หางแถวคงอยู่ๆราวชั้น 3 นู่น
เลยเกิดจลาจลเล็กในพารากอน คุณยามต้องมาช่วยโบกรถกันหลายคน
เพื่อให้พื้นที่สำหรับเจ๊เค้าถอยรถออกมาได้ ...
อย่าลืมนะครับ ก่อนเจ๊จะออกรถทุกครั้ง นอกจากจะต้องคาดเข็มขัดนิรภัย
เปิดมือถือเข้าโหมดบลูทูธ แต่งหน้าเติมแป้งแล้ว เจ๊ต้องเตรียมบัตรจอดรถอีกอย่าง!!!
6. มนุษย์ผู้หอบหนังสือพิมพ์ฟรีบนเครื่องบินไปทุกฉบับ
มีปรัชญาทางการตลาดประโยคหนึ่งที่เป็นจริงเสมอ มันกล่าวไว้ว่า
“ไม่ว่าจะรวยหรือจน ผู้บริโภคทุกคนมีความงกอยู่ในสายเลือดเสมอ”
และเมื่อมีความงก ย่อมหมายถึงว่า ใครๆก็ชอบของฟรี ...

และของฟรีที่ผมกำลังพูดถึงก็คือ หนังสือพิมพ์ที่ให้หยิบก่อนขึ้นเครื่อง
ถ้าเป็นเครื่องใหญ่ๆ ไฟลท์ยาวๆ ส่วนใหญ่เค้าจะเอามาวางบนรถเข็น
ตรงแถวๆหน้าประตูเครื่องบินเลยครับ แต่ถ้าเป็นเครื่องลำเล็ก ไฟลท์สั้นๆ
หนังสือพิมพ์มันมักจะเสียบอยู่ข้างๆทางเดิน ตรงแถวๆที่นั่งแถวหน้าสุด
ผมก็ชอบหยิบครับ โดยเฉพาะไฟลท์กลับจากเขมร จะรู้สึกเสี้ยน กระเหี้ยนกระหือรือ
อยากอ่านไทยรัฐ อยากอ่านแจ๋วริมจอหลังจากไม่ได้อ่านมาหลายวัน
แต่ก็จะมีมนุษย์ประเภทหนึ่งครับ ที่หยิบหนังสือพิมพ์ทีนึง 3-4 ฉบับ
ไม่ทราบว่าพี่จะเอาไปห่อศพญาติที่ไหนเหรอครับ ???
มีอยู่ครั้งนึง ระหว่างเดินขึ้นเครื่องก็เล็งไปเห็นแล้วละครับ
ว่าเหลือไทยรัฐกะเดลินิวส์อย่างละฉบับ ถึงคุณลุงคนข้างหน้าหยิบ
ไม่ว่าจะหยิบฉบับไหน ยังไงก็คงเหลือให้ได้อ่านข่าวฆ่าข่มขืนสักฉบับแหละ
ปรากฏว่า อีลุงนั่นหยิบทั้งไทยรัฐ เดลินิวส์ ...และบางกอกโพสท์ครับ!!!
เหลือบางกอกโพสท์ไว้สักฉบับก็ยังดีนะ ยังได้อ่านการ์ฟิลด์ กะเล่นซูโดกุ
แต่นี่ท่านพี่เล่นเหลือ “แนวหน้า” ไว้ให้ผม ... อยากดึงที่เก็บกระเป๋าเหนือหัว
ให้มันมีวัตถุอะไรร่วงหล่นลงมาทับกบาลลุงมากครับ ณ วินาทีนั้น
ถ้าใครเป็นอีลูกช่างอ่านและนั่งไฟลท์ยาว ขอแนะนำให้เตรียมหนังสือไปเองเหอะครับ
หนังสือพิมพ์ฉบับนึงมันอ่านได้ไม่กี่นาทีก็จบแล้ว เหม็นด้วย หมึกติดมืออีก ไม่ดีๆ
เล่มเดียวอ่านได้เป็นชั่วโมง ไม่ต้องกางแขนไปทิ่มคนนั่งข้างๆด้วย
(อนึ่ง, ถ้าเสี้ยนอยากอ่านหนังสือพิมพ์จริงๆ ให้บอกลูกเรือนะครับ
คุณแอร์สุดสวยเค้าอาจจะไปหยิบในสต๊อกที่เหลือๆท้ายเครื่องมาให้)
7. มนุษย์ที่ขึ้นราคาสินค้าตามราคาน้ำมันแล้วไม่ยอมลง
มนุษย์ประเภทนี้มีเยอะครับ จึงขอสร้างบทบาทสมมติบุคคลขึ้นมาท่านหนึ่ง
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจและเห็นภาพตามได้ชัดเจนมากขึ้น...
สมมติว่า “เจ๊เกี๊ยว” เป็นบุคคลตัวแทนของมนุษย์ประเภทนี้แล้วกันครับ
เจ๊เกี๊ยว (นามสมมติ) เป็นนักธุรกิจหญิงท่านหนึ่งในประเทศไทยครับ
เธอมีภูมิลำเนาอยู่บริเวณภาคอีสาน ลักษณะการภาพอันโดดเด่นของเธอ
คือใบหน้าที่อวบอูม มาพร้อมกับผมเซ็ทฟูฟ่องฟาร่าอันเป็นเอกลักษณ์
เจ๊เกี๊ยว (นามสมมติ) ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถทัวร์ครับ
เธอเป็นเจ้าของกิจการบริษัทต่อรถทัวร์และเดินรถที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ถ้าพิมพ์ชื่อเธอลงไปในกูเกิ้ล ก็จะสามารถอ่านประวัติอันโชกโชนในอดีต
ประหนึ่งว่าเธอคือการฟิวชั่นของโอปร่า วินฟรี่ย์ + โอชิน + อองซานซูจี
กล่าวคือ เธอเป็นหญิงสู้ชีวิต และการสู้ชีวิตทำให้เธอเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย
เจ๊เกี๊ยว (นามสมมติ) ปกติมีแหล่งพำนักถิ่นฐานอยู่พิกัดใด ผมไม่ทราบ
รู้แต่ว่าเธอจะออกมาจากแหล่งกบดานทุกครั้งที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น
เธอจะเผยใบหน้าอวบอูมและผมฟาร่ามาออกสื่อ เป็นหัวหอกในการแหกปาก
และโวยวายขอขึ้นราคาค่าโดยสาร ประมาณว่าทุกวันนี้ไม่เหลือกำไรอะไรแล้ว
ถ้าไม่ขึ้น อิชั้นจะหยุดเดินรถประท้วง ...

ไม่รู้ว่าด้วยความเห็นใจ หรือเกรงกลัวจะโดนเจ๊อมหัวหรืออย่างไร
เธอมักจะได้ขึ้นราคาค่าโดยสารรถทัวร์ตามประสงค์แทบทุกครั้งไป
ซึ่งผมว่ามันก็เป็นวิสัยที่ถูกต้อง ในสถานการณ์ครึ่งปีแรกของปี 2551
ซึ่งราคาน้ำมันดิบแพงเป็นประวัติกาล ธุรกิจย่อมต้องขึ้นราคาหนีตาย
แต่ตอนนี้... ราคาน้ำมันกลับมาทำสถิติราคาถูกที่สุดในรอบหลายสิบปี
เจ๊เกี๊ยวกลับหายหัวฟูๆของเธอ ไม่รู้ไปอยู่ไหน สงสัยไปจำศีลอยู่ในรู
ไม่มีการออกมาโชว์หน้าบานๆว่าเธอจะลดราคาค่าโดยสารตามราคาน้ำมัน
ขนาดนักข่าวไปลากคอออกมาจากรู เธอก็ให้ข่าวว่า
“ไม่สามารถลดราคาได้ เนื่องจากราคาน้ำมันยังผันผวนอยู่...”
อืม... จากน้ำมันราคาลิตรละ 44 บาทลงมาเหลือลิตรละไม่ถึง 20 บาท
สุดท้ายเจ๊เกี๊ยวยอมลดราคาให้ 3 สต./กิโลเมตร เยอะมากกกกกกกกก
หลังจากที่ขึ้นไปหลายสิบสตางค์ในช่วงน้ำมันขึ้น ...
ไม่รู้ว่าถ้ามีใครคนหนึ่งกล้าไปตบกบาลเจ๊จริงๆขึ้นมา
เจ๊จะรู้สึกอะไรมั้ย ... เพราะนอกจากความด้านชาเต็มเปี่ยมในตัวเจ๊แกแล้ว
แรงตบอาจจะไม่สามารถฝ่าทรงผมฟูฟาร่าไปถึงผิวกะโหลกเจ๊ด้วย
อนึ่ง, เจ๊เกี๊ยวเป็นเพียงนามสมมติ ไม่มีตัวตนในจริงในโลกนี้
แม้ว่าชื่อจะคุ้นคล้ายกับ “เจ๊เกียว” ซึ่งเป็นเจ้าแม่ธุรกิจรถทัวร์
ซึ่งมีจิตใจดีงาม มีเมตตาต่อผู้บริโภคชาวไทยก็ตาม...

--------------------------------------------------------------------------
ผมขอร่วมรณรงค์ให้ทุกท่านไปตบกบาลบุคคลน่ารำคาญดังกล่าว
เพื่อสังคมไทยที่ดีขึ้นด้วยครับ แต่ถ้าหากตบแล้วโดนตบกลับมา
อันนี้ตัวใครตัวมันนะครับ ผมไม่มีค่ารักษาพยายาลให้นะครับ...
ปล. ช่วงนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเลยครับ รู้สึกหัวตันๆอย่างบอกไม่ถูก
วันๆเอาแต่ตั้งหน้าตั้งนมรอคอย จะไปเที่ยวฮ่องกงวันที่ 20 นี้...
ทำไมเดือนธันวาคมนี่มันทำให้เรารู้สึกขี้เกียจมากกว่าเดือนอื่นๆจังเนอะ?
ทำไมวะ
คนขึ้นรถทัวร์จะรวยกว่าชาวบ้านรึไง
#1 By วิชัย... on 2008-12-13 22:57