ก่อนซื้อมือถือสักเครื่อง คิดอะไรกันอยู่?
posted on 20 Jan 2009 20:53 by bongtao in lifeเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปดูหนังที่สยามพารากอน
ถ้ามาพารากอนวันสุดสัปดาห์ ผมจะไม่จอดรถในตัวห้าง
เพราะผมรำคาญรถติด รำคาญคนเยอะ รำคาญหลายๆอย่าง
จึงเลือกที่จะไปจอดที่จุฬาฯ แล้วเดินมาดีกว่า (เดินมาราธอนมาก!)
จริงๆก็ไม่เหนื่อยนักหรอก ถือว่าเป็นการได้ออกกำลังกายไปในตัว
ระหว่างทางจากจุฬาฯ มาถึงสยามพารากอน
ต้องเดินผ่านมาบุญครอง สยามดิสคัฟเวอรี่ สยามเซ็นเตอร์ แล้วค่อยถึงพารากอน
ผมเห็นผู้คนหลายคนที่เดินผ่านผมไปกำลังหิ้วถุงกระดาษใบหนึ่ง
มันเป็นถุงกระดาษสีขาวขนาดใหญ่พอสมควร
มีรูป iPhone อยู่เกือบกึ่งกลางถุง และตามด้วยคำว่า is mine
iPhone is mine
แปลเป็นภาษาไทยว่า “ iPhone เป็นของกรูแล้ว วะฮะฮ่าๆๆๆ”
ผมไม่รู้ว่าคนที่ถือถุงพวกนี้ (ซึ่งนับได้เกือบ 40 คนกว่าจะเดินถึงโรงหนัง!)
เค้ารู้สึกอย่างที่ถุงกระดาษใบนี้ทำหน้าที่ของมันอยู่หรือเปล่า
...แต่สำหรับผม ผมว่ามันเป็นถุงกระดาษที่น่าหมั่นไส้มากกกกกกกกกกกกกก...

เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนซื้อมือถือ แล้วอวดชาวบ้านกันตั้งแต่ออกจากร้านทีเดียว!
(ไม่ได้หลอกด่าคนซื้อนะ ผมขำ+หมั่นไส้ในการตลาดของ true move เขาน่ะ)
2.
ณ ตอนนี้ ผมไม่มีความรู้สึกอยากได้ iPhone แม้แต่ผีกเดียวครับ
อันนี้หมายถึงถ้าให้ออกตังค์ซื้อเองนะครับ ... เพราะถ้าได้ฟรีก็เอาอยู่แล้ว
ซึ่งต่างจากช่วงที่มันออกใหม่ๆ ผมว่ามันเป็นโคตรแห่งโคตรนวัตกรรม
น่าหลงใหล น่าสัมผัส น่าลูบๆคลำๆ ...อยากได้ๆๆๆๆ ว่างั้นเถอะ...
แล้วอยู่ดีๆ ทำไมมาวันนี้ถึงไม่อยากได้แล้ว...
อย่าว่าแต่ iPhone เลยครับ แค่ให้เปลี่ยนมือถือยังไม่อยากเปลี่ยนเลย
ส่วนนึงคงมาจากว่า ผมเคยได้จับต้องทำความคุ้นเคยกับ iPhone เหมือนกัน
ลองจับๆเล่นๆมันอยู่สักสองชั่วโมง ผมก็รู้แล้วว่า ...มันไม่ใช่อ่ะ...
เหมือนกับได้เจอผู้หญิงหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม อยากทำความรู้จัก อยากคุยด้วย
แต่พอได้นัดกินข้าวคุยกันแค่ครั้งเดียว ก็พบว่าเธอไม่ใช่อะ ...
(เช่น เธอเอาแต่ชวนคุยเรื่องดัชนีราคาน้ำมันและค่าเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
หรือมาค้นพบเอาทีหลังบนโต๊ะอาหารมื้อนั้นว่าเธอมีนมสามเต้า
)3.
สมมติว่าผมเกิดช้ากว่าเดิมสัก 8 ปี ตอนนี้ผมน่าจะเรียนอยู่ ม.ปลาย
ผมมั่นใจมากๆว่า ตอนนี้ผมกำลังเป็นวัยรุ่นที่อยากได้ iPhone อย่างบ้าคลั่ง
โดยไม่ได้สนใจเลยว่า ราคาของมันสามารถเป็นค่าขนมของผมได้ครึ่งปี!
ช่วงที่ผมอยู่ ม.ปลาย นับเป็นช่วงแรกสุดที่มือถือเริ่มเฟืองฟูในบ้านเราครับ
เป็นยุคที่มีการปลดล๊อคอีมี่ เป็นยุคที่โทรทั่วไทยราคาเดียวกัน (เฉพาะดีแทค -*-)
เป็นยุคที่มือถือแบบพรีเพดเริ่มเปิดตัว (โดยมีค่าบริการนาทีละ 5 บาท ราคาเดียว!)
ณ ตอนนั้น, เพื่อนๆผมก็ทยอยกันถอยมือถือเครื่องใหม่กันออกมาเรื่อยๆ
ผมซึ่งตอนนั้นก็อยากได้มือถือไว้คุยกับเพื่อนๆมั่ง (สาวต่างโรงเรียนคืออะไร ไม่รู้จัก -_-a)
จนสุดท้าย แม่ก็ยอมซื้อมือถือเครื่องแรกในชีวิตให้ มันคือรุ่น Siemens C45
จำได้ว่าสนนราคาประมาณ 9,000 บาท เครื่องกระทัดรัด จอขาวดำ ไฟส้ม

ณ ตอนนั้น, ผมว่ามือถือเครื่องนั้น “พอ” สำหรับผมแล้วล่ะ ...
ในขณะที่เพื่อนผมหลายคน พยายามเป็นเจ้าของมือถือสุดหรูในยุคนั้น
อันได้แก่ Nokia 8310 (รุ่นแรกของโนเกียที่หน้าจอสีขาว และฟังวิทยุได้)
หรือ Siemens SL45 (รุ่นแรกๆที่ฟัง MP3 ได้ หน้าจอใหญ่เบิ้ม ดีไซน์สวยอมตะ)
หรือ Nokia 8250 (รู้จักกันในรุ่น “ผีเสื้อ” หน้าจอสีฟ้างดงามจับจิต)
ราคามือถือเทพในย่อหน้าบนในขณะนั้น ราคาใกล้เคียงกับเงินเดือนผมตอนนี้ครับ!
ไม่รู้เหมือนกันว่ามันทำยังไง มันถึงได้เป็นเจ้าของมือถือแพงๆขนาดนั้นได้...
แต่ถ้าตัดความยากลำบากกว่ามันจะได้มาครอบครอง ผมว่าพวกมันก็เสวยสุข
กับการได้ใช้มือถือที่แพงที่สุด หรูที่สุด ไฮโซที่สุดอย่างภาคภูมิใจทีเดียว
ผมจึงไม่แปลกใจว่า ถ้าตอนนี้ผมกำลังเรียนอยู่ ม.ปลาย
ต้องมีเพื่อนผมหลายคน กำลังก้มหน้ามองลงไปที่ใต้โต๊ะเรียน
แล้วเอามือลูบไล้ไปตามหน้าจอกว้างใหญ่ของ iPhone ของตัวเองอยู่แน่ๆ

4.
ผมเปลี่ยนมือถืออีกครั้งตอนอยู่ ปี 1 ...
เพราะน้องผมก็อยากมีมือถืออย่างที่ผมเคยอยากมีมาแล้ว
เจ้า C45 ก็เลยกลายเป็นมรดกตกทอด ส่วนผมก็ได้รุ่น Siemens ME45
ซึ่งเป็นมือถือที่เท่เทพเจ้าในดวงใจของผมซึ่งตอนนั้นกำลังลดราคาก่อนตกรุ่น
ก็ได้มันมาครอบครองในราคาต่ำกว่าหมื่นบาทอีกครั้งครับ ...

มันเป็นมือถือที่ถึก อึด และทนทานมากครับ
ใช้เครื่องเดียวจนจบปีสี่ ก็ยังไม่เจ๊ง แต่แบตมันเสื่อมแล้วเสื่อมอีก
แถมแบตสำรองก็ไม่ได้หาซื้อง่ายๆเหมือนของโนเกียซะด้วย
สุดท้ายจึงต้องยอมเปลี่ยนเครื่อง โดยยังเก็บซากของมันไว้ในตู้
เพราะชอบดีไซน์เท่ๆของมัน ที่ทุกวันนี้ผมก็ยังชอบมันอยู่
5.
ช่วงที่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้มือถือของผมไปอย่างสิ้นเชิง
ก็คือตอนที่เข้ามาทำงานในบริษัทนี่ล่ะครับ ...
ออฟฟิศของผมมีสวัสดิการอย่างหนึ่งที่อลังการมาก คือให้มือถือหนึ่งเครื่อง
พร้อมซิม AIS อีกหนึ่งเบอร์ และจ่ายค่าใช้บริการรายเดือนให้ทั้งหมดทุกบาททุกสตางค์...
(ใช้ส่วนตัวบ้างก็ได้ แต่ก็ควรจะอยู่ในขอบเขตของความสมเหตุสมผลด้วย)
ช่วงที่ผมเข้ามาทำงานเดือนแรกๆ เป็นช่วงที่เครื่องรุ่นเก่าหมดสัญญาพอดี
ทางออฟฟิศก็กำลังจะเลือกเครื่องรุ่นใหม่ โดยเจ้านายใหญ่มอบหมายหน้าที่
ให้กับพี่คนหนึ่งเป็นคนเลือกรุ่น แล้วไปนำเสนอว่าทำไมถึงควรเลือกรุ่นนี้
ย้อนถอยหลังกลับไป 3 ปี ตอนนั้น Nokia N70 กำลังดังเป็นพลุแตก
ใครๆก็อยากได้เป็นเจ้าของ ยิ่งได้มาฟรีๆ แถมโทรฟรีๆ คงเท่เป็นบ้า ...
Nokia N70 จึงกลายเป็นรุ่นที่ทุกคนในออฟฟิศเชียร์กันสุดขาดใจ
ผลการอนุมัติพบว่ารุ่นที่นายอนุมัติ คือรุ่นที่ถูกที่สุดใน price list
คือรุ่น Nokia 6230i ซึ่งเป็นรุ่นแก่ๆที่กำลังจะตกรุ่นพอดี ...

เจ้านายให้เหตุผลว่า “งานของเราไม่ต้องฟัง MP3 และไม่ต้องถ่ายรูปด้วยมือถือ”
...เป็นเหตุผลที่สั้น ง่าย กระชับ และเฉียบขาด ...

6.
เวลาผ่านไปสามปี ผมยังคงใช้มือถือ Nokia 6230i เครื่องเดิมที่บริษัทให้มา
และพบว่ามันเป็นมือถือที่เหมาะสำหรับผมมาก...คือ เครื่องเล็ก เบา ใช้ง่าย
นับตั้งแต่วันที่ผมเริ่มคุ้นเคยกับการใช้มือถือแบบง่ายๆ
คือใช้แค่การโทรเข้า โทรออก ส่ง text ใช้คิดเลข ดูปฏิทิน
ผมก็เริ่มไม่ใส่ใจกับมือถือรุ่นใหม่ๆที่ทะลักไหลเข้าสู่ตลาดแบบบ้าคลั่ง
เพราะไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปทำไม เปลี่ยนไปเพื่ออะไรอีก?
7.
ที่เขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา ไม่ได้หมั่นไส้คนที่ซื้อ iPhone หรือมือถือใหม่ๆแพงๆหรอกครับ
ผมเชื่อว่า iPhone ก็เป็นโทรศัพท์ที่เหมาะกับใครหลายๆคนเหมือนกัน
(มีผู้ใหญ่ที่ผมรู้จักท่านหนึ่ง ซื้อ iPhone เพียงเพราะต้องการอิมเมจที่ดี
โดยจะใช้ iPhone เฉพาะวันที่ต้องไปพรีเซนต์งานกับลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น
ส่วนวันอื่นๆ จะใช้ Nokia รุ่นถูกๆราคาไม่กี่พันบาท เขาสารภาพตรงๆ
ว่าด้วยอายุปูนนี้แล้ว กว่าจะใช้ฟังก์ชั่นใน iPhone ได้ครบ คงแก่ตายพอดี)
แต่ในยุคที่เศรษฐกิจกระอักเป็นเลือดอย่างทุกวันนี้ (มนุษย์เงินเดือนน่าจะเข้าใจสถานการณ์นะ)
การจะซื้อมือถือเครื่องละเกือบสามหมื่นบาท เป็นเรื่องที่ต้องคิดหนักนะ
(อย่างน้อยถ้าผมจะซื้อ หรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ ผมก็ต้องคิดก่อนล่ะวะ...)
อย่าว่าแต่ iPhone เพียงรุ่นเดียวเลย มันน่าจะรวมไปถึงรุ่นและยี่ห้ออื่นๆ
ที่ทุกวันนี้พากันยัดเทคโนโลยีบ้าบอยัดใส่ลงไปในมือถือเครื่องเดียวได้ทั้งหมด
ก่อนจะควักตังค์ซื้อมือถือสักเครื่อง ... ลองคิดดูสักนิดก่อนมั้ยครับ
...คิดว่าจะซื้อมือถือที่มี 3G ไปทำไม ในเมื่อเขายังตบตีเรื่องเครือข่ายกันไม่จบสิ้น
...คิดว่าจะซื้อมือถือ PDA Phone ...ชีวิตเราวุ่นวายและซับซ้อนจนต้องใช้มันแล้วหรือ?
...คิดว่าจะซื้อมือถือที่มีกล้อง 8 ล้านพิกเซลทำไม ในเมื่อมีกล้องดิจิตอลอยู่แล้วเครื่องนึง
...คิดว่าจะซื้อมือถือมาฟัง MP3... ซื้อมือถือธรรมดาๆ แล้วไปซื้อเครื่องเล่น MP3 ดีๆเพิ่มเลยจะดีกว่าไหม
...คิดว่าจะซื้อมือถือที่บันทึกรายชื่อได้ 20,000 ชื่อ ... ตอนนี้ตัวเองมีคนรู้จักเยอะถึงขนาดนั้นมั้ย?
...คิดว่าจะซื้อมือถือที่เก็บข้อมูลได้ 8 Gb… ไปซื้อ thumbdrive ราคาไม่ถึงพันจะดีกว่ามั้ย?
ในแง่ของการทำงานเป็นนักการตลาด, ผมมีหน้าที่คิดกลยุทธ์
ทำให้ผู้บริโภคจ่ายเงินซื้อของ เอาเงินเข้าบริษัทให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
แต่ในมุมกลับกัน, ในแง่ของการเป็นผู้บริโภค, ผมก็ยังมีหน้าที่ป้องกันกระเป๋าตังค์ตัวเอง
ไม่ให้นักการตลาด(คนอื่น)ส่งสินค้ามาล่วงล้ำเอาเงินไปได้มากเกินไป...
ดังนั้น กระบวนการไตร่ตรองก่อนจ่ายเงินซื้อก็ยังคงเป็นสิ่งที่พึงกระทำเสมอไม่ว่าเราจะเป็นใคร
8.
ผมรู้และเข้าใจว่าหลายๆคนก็มีความสุขกับการได้ติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ
ได้เป็นคนอินเทรนด์เก๋ไก๋ ได้ใช้ของใหม่ๆดีๆล้ำๆก่อนคนอื่น...
หลายคนมีทุนทรัพย์มากพอ ก็จะมาเกรียนกันตามเว็บบอร์ดว่า
“มีปัญญาซื้อ ใครจะทำไม”
...ซึ่งอันนี้ก็ไปห้ามกันไม่ได้ มันก็เป็นการซื้อความสุขรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน
ไม่ต่างกับที่เราไปกินข้าวแพงๆ กินสตาร์บักส์ ทำสปา
หรือแม้แต่การไปเที่ยวต่างประเทศ หรือกินเหล้าเข้าผับ...
แต่ก็อย่าลืมว่าความสุขของการได้ “ซื้อ” มันเป็นความสุขที่สั้นเหลือเกิน
คงไม่มีใครที่ลุ่มหลงไปกับวัตถุชิ้นนึงได้ไปจนเจ้าของหรือของชิ้นนั้นแตกดับไป
จะติดเรทเกินไปไหมครับ ถ้าจะเปรียบว่าความสุขแบบนี้
มันเหมือนกับ...เอ่อ...ยังไงดีล่ะ...เหมือน orgasm น่ะครับ...

... คือเป็นความสุข “สุดยอด”
...แต่ก็ “สั้นแป๊บเดียว”
และอีกสักพักก็ “อยากได้อีก”
และอยาก "ลองของใหม่" ไม่จบสิ้น
...ชวนหาเรื่องให้เสียตัว เอ้ย เสียตังค์อยู่เรื่อย ...

(เขียนอย่างมีสาระมาตลอด มาจบแบบนี้ได้ไงวะเนี่ย!)
ช่วงนั้นอดไปตามระเบียบแต่คิดแล้วยังฮ่าได้ตลอด หรือว่า Siemens รุ่นเก่าๆ ทำมาเพื่อระงับความอยาก ฮี่ๆๆๆๆๆ
#1 By aprileighth on 2009-01-20 21:02