ตุ๊ดยังมีวันแมน... แบรนด์ยังมีวันเปลี่ยน
posted on 10 Feb 2009 22:30 by bongtao in marketing
เคยมีความคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองมั้ยครับ?
ผมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิวัติชีวิตกันเลยนะครับ
ไม่ใช่ว่าปกติชอบใส่กางเกงขาสั้น อยู่ๆก็อยากเปลี่ยนมาใส่ขายาว
ผมว่าเราทุกคนต้องเคยผ่านการปฏิวัติชีวิตมากันบ้างสักครั้งแหละ
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระดับนี้ ผมเชื่อว่ามันต้องมีแรงอะไรสักอย่าง
ซึ่งอาจจะเป็น “แรงผลักดัน” หรือ “แรงจูงใจ” ให้เราลองเปลี่ยนดู
อย่างเช่น จากคนที่ไม่เคยกินผักเลย อยู่มาวันหนึ่งก็หันมาลองแตะๆดูบ้าง
ที่หันมาลองกิน ก็เพราะกลัวจะเป็นมะเร็งตอนแก่ ...จริงๆไม่ได้ชอบหรอก
หรือ จานคนที่กินเหล้าสูบบุหรี่ เล่นการพนัน สำมะเลเทเมา ...
อยู่มาวันหนึ่งก็ลดละเลิกทุกสิ่งอัน ... เพียงเพราะอยากจะจีบผู้หญิงคนนึง
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของเราทุกคน
...และมันก็เป็นเรื่องปกติมากในวงการตลาด...
เราเรียกการปฏิวัติแบบนี้ว่า rebranding ครับ...
ถ้าจะอธิบายกลยุทธ์นี้กันด้วยภาษาคนแบบง่ายๆ
ก็ต้องเปรียบให้แบรนด์เป็นคนคนหนึ่งน่ะครับ...
การ rebranding คือ การทำให้คนคนนี้กลายเป็น “คนใหม่”
ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ต้องฆ่าตัวตายแล้วไปเกิดใหม่นะครับ
คือเป็นคนเดิมนั่นแหละ แต่เปลี่ยนแปลง identity ของตัวเองไป
จนคนรอบข้างรู้สึกว่า “เออว่ะ ...
มันไม่เหมือนเมื่อก่อนเลยแหะ
”
การ rebranding มีได้หลายแบบมากมายไม่จำกัดเลยครับ
จากแบรนด์ที่ผู้บริโภครู้สึกว่าแก่ เชย ล้าสมัย ก็ต้องปรับให้ทันสมัย เร้าใจขึ้น
จากแบรนด์ที่เคยดูดุดันจนคนไม่กล้าเข้าใกล้ ก็ต้องปรับให้แอ๊บแบ๊วใสซอฟท์มากขึ้น
หลายแบรนด์อาจจะเคย rebrand มาแค่ทีเดียว
แต่บางแบรนด์ก็เปลี่ยนมาหลายรอบ
ซึ่งการ rebrand แต่ละครั้งนี่เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ
เพราะมันต้องยกเครื่องกันทั้งหมด
ตั้งแต่แพคเกจจิ้ง ตัวสินค้า สโลแกน กลยุทธ์ กลุ่มลูกค้า จุดขาย
เปลี่ยนได้หมดจริงๆ
แน่นอนว่าการ rebranding จะเกิดขึ้นเพื่อคาดหวังว่ารูปโฉมใหม่ของแบรนด์
น่าจะเตะตา โดนใจ น่าคบหา เป็นที่ถูกใจของผู้บริโภคมากขึ้นนั่นเอง...
2.
ที่อยู่ดีๆ มาเขียนเรื่อง rebranding เพราะรู้สึกได้ว่าช่วงที่ผ่านมา
มีหลายแบรนด์แห่กันลุกขึ้นมาสลัดคราบเก่าๆ มาปัดฝุ่น ขัดถูจนไฉไล
ไม่ว่าจะแบรนด์ไทย แบรนด์นอก ... คงเป็นเพราะคู่แข่งมันชักเหิมเกริม
จนกลยุทธ์แพรวพราวมาเอาใจผู้บริโภคกันยกใหญ่ จนอดรนทนไม่ได้
ต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองให้โลกเห็นว่า กูยังไม่ตาย กูยังเจ๋งนะเว้ย
เขียนเอนทรี่เกี่ยวกับการตลาด ถ้าไม่ยกตัวอย่าง
นอกจากจะไม่เห็นภาพแล้ว ผมว่าคนอ่านงงแดกแน่ๆครับ
วันนี้เลยขอยกตัวอย่างการ rebranding ใหม่ๆ ร้อนๆ และมันส์ๆ
เป็นแบรนด์นอก กับแบรนด์ไทย อย่างละแบรนด์ละกัน...
Pepsi
Max
Diet
Cola for Men
ศึกน้ำดำของสองยักษ์ใหญ่ระดับโลกนี่เป็นอะไรที่โคตรสนุกสำหรับผมครับ
เพราะแต่ละฝั่งต่างต้องงัดไม้ตายออกมาสู้กันแบบไม่ลดราวาศอก
เจ้านู้นออก product ใหม่ อีกเจ้านึงก็ต้องงัดออกมาซัดกันทุกทีไป
ซึ่งในเคสนี้ จะพูดถึงน้ำอัดลมประเภท 0 calorie ที่กำลังฮิตกันไปทั่วโลก
ทั้งๆที่จริงๆน้ำอัดลมประเภทนี้มันก็มีขายกันมาตั้งนานนมแล้วเนอะ
อันนี้ขอพูดถึง Pepsi Max ที่อเมริกา ซึ่งไม่เหมือนกับไทยซะทีเดียวนะครับ
เดิมที่ Pepsi Max ที่อเมริกา
เปิดตัวด้วยชื่อว่า Diet Pepsi Max
เมื่อสองปีก่อน
ซึ่งมันไม่ใช่แค่น้ำอัดลมประเภท low carb อย่างที่เป็นในบ้านเรานะครับ
เพราะ Diet Pepsi Max ในอเมริกา เขา position ให้เป็นเครื่องดื่มประเภท
invigorating zero-calorie cola
คือเป็นโคล่าที่นอกจากจะไม่มีแคลอรี่แล้ว
ยังมีฤทธิ์ทำให้ “ซู่ซ่า” อีกด้วย (ผมหมายถึงกินแล้วกะปรี้กะเปร่านะครับ
ไม่ใช่ซู่ซ่าในแบบหื่นๆอย่างที่หลายคนเข้าใจกัน ...
)
ซึ่งความซู่ซ่าที่ว่านี่เกิดจากการเพิ่มคาเฟอีนเข้าไปอีกสองเท่า!!!
(นี่แกเปลี่ยนไปกินกาแฟเลยไม่ดีกว่ารึ)
แถมยังมีส่วนผสมของ “โสม” ด้วย
นึกภาพกันไม่ออกเลยใช่มั้ยครับ เป๊ปซี่รสโสมเนี่ย หึหึ...รสชาติคงขากถุยพิลึก
แต่อย่าทำเป็นเล่นไปนะครับ เพราะตลาดเครื่องดื่มประเภทนี้ในอเมริกา
นับว่าคึกคักมาก เพราะขนาด starbucks
ยังทำกาแฟกระป๋อง
ที่มีฤทธิ์ทำให้ซู่ซ่า และมีส่วนผสมของโสมเหมือนกันมาแล้วนะเอ้อ...
แต่หลังจากเปิดตัวและวางขายมาได้หนึ่งปี ก็พบว่ามันไม่ค่อยเวิร์ก
จึงมีการ rebranding กันครั้งแรก
ด้วยการเปลี่ยนโลโก้กันนิดหน่อย
โดยไปเน้นที่คำว่า MAX มากขึ้น แต่ไปลดโฟกัสคำว่า diet
น้อยลง
แต่ผลออกมาก็ไม่ดีเท่าที่ควรครับ ...
(การ rebranding
ไม่ได้เป็นกลยุทธ์ที่รับประกันผลว่าทุกอย่างจะดีขึ้นนะ
ลองนึกดูเล่นๆว่า ถ้าเราไปจีบผู้หญิงคนนึงที่บอกเราว่าชอบ “ผู้ชายเลวๆ”
แล้วเราเกิดอยากจะเอาชนะใจเธอ ด้วยการทำตัวเลวชั่วขากถุยตุ๊ยท้องแม่
ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมาหลงรักเรากันทันทีทันใดนะครับ...
)
ซึ่งนั่นกลายเป็นที่มาของการ rebranding ครั้งยิ่งใหญ่ของ Pepsi
ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการความสั่นสะเทือนครั้งยิ่งใหญ่
ในวงการน้ำดำที่อเมริกา โดยสามารถสรุปคร่าวๆว่ามีอะไรเปลี่ยนไปได้ดังนี้
หนึ่ง – Pepsi จัดระเบียบสังคมของกองทัพสินค้าตัวเองให้ชัดเจนขึ้น
โดยจากนี้ไป Pepsi
จะมีสินค้าแม่ทัพเป็นหัวหอกทั้งหมดสามนาย อันได้แก่
* Pepsi เฉยๆ
คือสูตรต้นตำรับที่เรารู้จักกัน กินเยอะแล้วอ้วนเป็นตุ่ม
* Diet Pepsi คือสูตรที่กินแล้วไม่อ้วน เพราะใช้แอสปาแตม
* Pepsi Max คือสูตรที่กินแล้วไม่อ้วน
และรสชาติเหมือนสูตรต้นตำรับ
ซึ่งถ้ามาวิเคราะห์กันดีๆ การจัดกองทัพแบบนี้ คือการชนกับกลยุทธ์ของโค้กเต็มๆ
เพราะตอนนี้โค้กเองก็จัดกองทัพให้มีหัวหอกทั้งหมด 3 สินค้าเช่นกัน
ได้แก่ Coke, Diet Coke และ Coke Zero ซึ่งแน่นอนว่า Pepsi Max
คือแม่ทัพที่จะต้องมาซัดกันกับ Coke Zero
เช่นเดียวกับที่เกิดในบ้านเรา
แหม่... หยั่งกะกำลังดูหนังสามก๊ก วางแผนการรบกันได้ล้ำลึกมาก
สอง – เปลี่ยนชื่อจาก Diet Pepsi Max ให้กลายเป็นคำว่า Pepsi Max เฉยๆ
(แม้ว่าจะพยายามแอบๆคำว่า diet และเน้นคำว่า max
ไปรอบนึงแล้ว)
สาม – เปลี่ยนสี เปลี่ยนโลโก้ เปลี่ยนฟอนต์ หรือสรุปคือเปลี่ยน
identity ทั้งหมด
จากเดิมที่โลโก้ของ Pepsi เป็นสีน้ำเงิน แดง
ที่ใช้กันทั่วโลก
กลายมาเป็นรูปแบบด้านล่างครับ

โลโก้ใหม่หน้าตาไม่คุ้นตาเราอันนี้ เขาบอกว่ามันคือรูปรอยยิ้มครับ
ซึ่งงานนี้ก็นับว่าเป็นการซัดกันกับโค้กอย่างจริงจังอีก เพราะแคมเปญที่ผ่านๆมา
ของโค้กนั้น มีธีมเน้นไปที่ ความสุข (happiness) ซึ่งก็เกี่ยวกับรอยยิ้มเช่นกัน
ยังครับ... ยังไม่พอ Coke Zero เขาใช้สีดำเป็น identity
color
งานนี้ Pepsi Max ก็ขอดำขำกับเค้าด้วยคน
ชนกันให้ตายไปข้างนึงเลย!
โดยแคมเปญใหม่ล่าสุดของ Pepsi Max มีชื่อว่า I’m good ครับ
หนังโฆษณาใหม่เพิ่งเปิดตัวไปในศึกคนชนคน Super Bowl
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ดูจบแล้ว สังเกตอะไรอย่างนึงในหนังเรื่องนี้มั้ยครับ ...
หนังเรื่องนี้ มีแต่ผู้ชายครับ!
ไม่มีผู้หญิงโผล่ออกมาแม้แต่คนเดียว
เพราะตอนนี้ Pepsi Max ถูกวางตัวให้เป็น “Diet Drink for Men”
แบบชัดเจนมากๆ
กล่าวคือ มีการลดกลุ่มเป้าหมายให้แคบลง โดยไปเน้นแต่ลูกค้าเพศชายเท่านั้น
(จำได้มั้ยครับ ว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนนู้น
บ้านเรามีโฆษณาชุด “บอยไม่ดื่มค่ะ”
จนทำให้เครื่องดื่ม Spy กลายเป็นเครื่องดื่มของผู้หญิงแบบชัดเจนมากๆ
จนผู้ชายไม่กล้าแตะกันเลย เพราะกลัวจะมีคนเข้าใจว่าเป็นตุ๊ดได้
อันนี้ก็เคสเดียวกันเลยล่ะครับ ...แต่สลับเพศกันเท่านั้น ...)
แคมเปญนี้ก็นับว่าเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะ positioning ที่ชัดเจนมากขึ้น
ก็ต้องแลกมาด้วยกลุ่มเป้าหมายที่แคบลง ซึ่งก็ไม่รู้ว่า work
หรือเปล่านะครับ
แต่ถ้าแคมเปญนี้เกิดเวิร์กขึ้นมา ผมว่าต่อไปผู้หญิงอเมริกาคงไม่กล้ากิน Pepsi
Max
เพราะขืนถือกระป๋องเดินไปไหนมาไหน คงจะต้องถูกมองเป็น “ชะนีถึกบึกบึน” แหงๆ
อนึ่ง, ในศึก Super Bowl
ครั้งนี้ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ pepsi เจ้าเดียวที่เปิดตัวนะครับ
เพราะงานนี้ทางโค้กก็ไม่น้อยหน้า เปิดตัว global campaign ใหม่ชื่อ
“open happiness”
หลังจากที่ใช้ global campaign “Coke side of Life” ที่เป็นธีมสิ่งของพวยพุ่ง
ออกมาจากขวดโค้กกันอย่างครึกโครมมาถึง 2 ปีด้วยกัน ...
ส่วน Open Happiness มีโฆษณาที่โคตรสวย และน่ารักมากชื่อ Heist
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นแล้ว ผมชอบมาก เลยเอามาให้ดูอีกที...
GSM
Smart Life
“เลือกสิ่งที่ใช่ ใช้ชีวิตที่ชอบ”
คิดอยู่นานมากว่าจะเอาแบรนด์ไทยอันไหนมาเขียนดี
สุดท้ายเลือกเอาแบรนด์ GSM ด้วยสาเหตุง่ายๆสองสาเหตุครับ
หนึ่ง คือ เพิ่งเปิดแคมเปญกันสดๆร้อนๆ ตีเหล็กตอนร้อนนี่แหละ ดีสุด!
สอง คือ เพื่อนผมคนนึงเป็นคนรับผิดชอบในแคมเปญนี้เองล่ะครับ
สองสามเดือนที่ผ่านมา ถึงกับหายหัวไปไม่มาพบปะกับเพื่อนฝูง
เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำแคมเปญ rebranding GSM
กันข้ามวันข้ามคืน
งานนี้จึงต้องขอชำแหละผลงานของเพื่อนตัวเองกันจะๆในบล๊อกไปเลย
เป็นที่รู้ๆกันอยู่ว่า บ้านเรามีเครือข่ายมือถือหลักๆอยู่สามเจ้านะครับ
ได้แก่ AIS, Dtac และ True Move (ขอไม่นับ hutch นะครับ ...
เนื่องจากผมมี brand experience ที่เลวร้ายมาก
ไม่อยากเขียนถึงให้เสียมือ)
สองเจ้าหลังเนี่ย เขา rebranding ตัวเองครั้งยิ่งใหญ่กันไปแล้วคนละรอบ
ค่ายกังหันฟ้า ตอนนี้ก็ออกแนว feel
good ประหนึ่งหนัง GTH ได้ชัดเจนมาก
ส่วนค่ายสีส้ม อันนี้ออกแนวรวมพลัง convergence ร่วมกับธุรกิจอื่นในครัวเรือน
ประมาณว่า ซื้อส้ม แถมไข่ไก่ ซื้อหลอดไฟ แถมตะหลิว อะไรทำนองนั้นไป ...
จนมาถึงตอนนี้ ก็ถึงเวลาของยักษ์ใหญ่ GSM
Advance ที่เป็นผู้นำตลาดโพสท์เพดบ้าง
ด้วยความที่เป็นพี่ใหญ่ในวงการ เลยมีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปถึงสมัยกรุงธนบุรีโน่น
ผ่านการ rebranding ตัวเองมาหลายยุคหลายสมัย แต่ด้วยความที่ว่า
มือถือในบ้านเราเพิ่งบูมกันอย่างจริงจังมาไม่กี่ปี ยุคแรกๆก็อาจจะจำไม่ได้กัน
โดยเริ่มต้นตั้งแต่สมัย GSM 2 watt
(ท่าทางจะเป็นสมัยมือถือกระติกน้ำสินะ)
จำได้ว่าสมัยนู้นจะเน้นเรื่อง “สัญญาณแรง” ครอบคลุมกันทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล
ถึงขนาดว่าเคยมีข่าวสกัดดาวรุ่งว่า สัญญาณแรง = เกิดมะเร็ง
กันเลยทีเดียว
(ฮ่าๆ ... แสดงว่าสัญญาณของเราแรงจริงนะเนี่ย!!!)
จากนั้นก็เข้ามาสู่ยุค “ชีวิตเหนือระดับ” (ต้องขอคารวะครีเอทีฟที่เป็นคนคิดค้น
คำว่า “เหนือระดับ” ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก เพราะมันเป็นคำที่เหมือนจะไม่มีความหมาย
แถมยังเรียงคำมั่วๆ อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แต่กลับสื่อความหมายที่ไฮโซมากๆ
จนตอนนี้ บัตรเครดิตแพลตินัมทั่วฟ้าเมืองไทยต้องแห่กัน “เหนือระดับ” กันทุกเจ้า)
ยุคต่อมาคือ “GSM Advance Evolution”
และ “ตัวคุณ GSM
ของคุณ”
ซึ่งยุคนี้จะเป็นช่วงที่เข็นโปรโมชั่นออกมากันเพียบจนเลือกไม่ไหว
เพราะกลุ่มลูกค้าเริ่มมีความซับซ้อน เริ่มมีความชัดเจนใน lifestyle ที่ต่างกัน
แต่ละค่ายก็ต้องแห่กันออกโปรโมชั่นมารองรับลูกค้าแต่กลุ่ม...
(เราน่าจะเคยผ่านยุคนี้มากันทุกคนเนอะ
ที่มันออกโปรโมชั่นกันทุกอาทิตย์
เยอะมากจนผู้บริโภคเหนื่อย เพราะมันเยอะจนเลือกไม่ถูกจริงๆ)
ด้วยความที่ว่า บริษัทผมมีมือถือพร้อมเบอร์ให้ใช้กันฟรีๆครับ
ที่ผ่านมาผมเลยไม่ค่อยได้ใส่ใจ เวลาที่ค่ายมือถือเขาลุกขึ้นมากทำอะไรสักเท่าไร
โปรโมชั่นจะถูกพลีชีพ จะโดนใจขนาดไหน ผมก็เฉยๆ เพราะบริษัทจ่ายอยู่ดี (ฮ่า!)
จนมาถึงตอนนี้ที่ GSM
advance เขา rebrand ตัวเองเป็น GSM Smart Life นี่แหละ
พอได้เห็นโฆษณาแล้วรู้สึกว่า นี่หนังมันกำลังพูดถึงมนุษย์เงินเดือนอยู่นี่หว่า
เลยรู้สึกว่าต้อง pay attention นิดนึง
เดี๋ยวจะเสียแรงเพื่อนผมที่ทำแคมเปญนี้
“ชีวิตสมาร์ท ชีวิตเลือกได้” คือ คอนเสปต์ของแคมเปญใหม่ล่าสุดครับ
กลยุทธ์ของ GSM Advance คือเชื่อว่าผู้บริโภคแต่ละคนมี lifestyle ต่างกัน
ซึ่งก็ทำให้มีความต้องการที่ต่างกันไปด้วย ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าแต่ละคน
ก็ต้องการรูปแบบโปรโมชั่น แพคเกจ บริการที่แตกต่างกันไปอีก ...
(ใครทำงานการตลาดจะรู้ครับ ว่าผู้บริโภคสมัยนี้แม่งเอาใจยากชิบเป้ง!)
ที่ผ่านมาๆ แต่ละค่ายเล่นออกโปรโมชั่นท่วมตลาดจนคนงงไปหมด
งั้นงานนี้เขาเอาใหม่ ... ให้ผู้บริโภคเลือกเองเลยครับ เอาใจยากนักใช่มั้ย
จัดเองเล้ย!
งานนี้นักการตลาดฉลาดมากครับ ให้ผู้บริโภคทำงานแทน สบายโคตรๆ
ในขณะที่คู่แข่งเลือกที่จะทำให้ลูกค้า “รู้สึกดี” ...
ผมว่า GSM เดินหมากได้เจ๋งที่เลือกให้ลูกค้า “รู้สึกฉลาด”
สำหรับผม, “ความฉลาด”
มันจับต้องได้มากกว่าความ “รู้สึกดี” เยอะนะ
เพราะถ้าเราฉลาดเลือก รู้จักหาสิ่งดีๆให้ตัวเอง เราก็เอนจอยและรู้สึกดีกับชีวิตไปโดยปริยาย
(กลยุทธ์ “ฉลาดเลือก” นี่เป็นแคมเปญยอดนิยมของสินค้าวัสดุก่อสร้างด้วยครับ
ยกยกปอปั้นเจ้าของบ้านกันเข้าไป ถ้าใช้ของดี คือฉลาดเลือก ชมกันตัวลอยกันทั้งบ้าน)
ล่าสุดได้เจอเพื่อนที่รับผิดชอบเรื่องแคมเปญนี้(ซะที!) ก็คุยกันเรื่องโปรโมชั่นใหม่
คุยแล้วรู้สึกตะลึงในวิธีคิดโปรโมชั่น เพราะโปรโมชั่นมือถืออันนี้ เปรียบประหนึ่งไปกินไอติม
คือ จ่ายค่าไอติมเป็นขั้นต่ำพื้นฐานก่อน แล้วค่อยเลือกโปรโมชั่นท๊อปปิ้งเพิ่ม
ซึ่งแต่ละคนก็เลือกจัดโปรโมชั่นได้ตามใจชอบ ใช้มากจ่ายมาก ใช้น้อยจ่ายน้อย
ลองนึกภาพดูครับ ว่ามนุษย์เงินเดือนสามคนเดินไปซื้อไอติมกะทิไผ่ทองหน้าออฟฟิศ
ถึงจะกินไอติมกะทิเหมือนกัน แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องใส่ท๊อปปิ้งเหมือนกันนะครับ
คนแรกอาจจะชอบลูกชิดอย่างเดียว ใส่นมท่วมท้นล้นถ้วย ...
คนที่สองอาจจะชอบมันเชื่อม ข้าวเหนียว วุ้นมะพร้าว ข้าวโพด โรยถั่วเยอะๆ...
คนที่สามอาจจะไม่ชอบท๊อปปิ้งอะไรเลย กินไอติมเพียวๆ ออนเดอะร๊อก
ก่อนเปลี่ยนบทสนทนาไปคุยเรื่องอื่น เพื่อนผมบอกว่าปลื้มแคมเปญนี้เป็นการส่วนตัว
“ชีวิตเลือกได้ ... ประโยคนี้เริ่ดเวอร์
เปิดโอกาสให้กับผู้ด้อยโอกาสในสังคม
...ประมาณว่า ใครจะทำไม ชั้นไม่สวย แต่ชั้นก็เลือกได้ ชั้นฉลาด ชั้นไม่แคร์สื่อ...”
จ้ะ ...เชื่อแล้วจ้ะ ว่าไม่สวยก็เลือกได้จ้ะ ... 
ปล. เอนทรี่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับตุ๊ดแม้แต่น้อย แต่ที่มีคำว่า "ตุ๊ดยังมีวันแมน"
เพราะจริงๆแค่อยากได้คำที่คล้องจองเท่านั้นแหละ แหะๆ

#1 By WhiteMapleS on 2009-02-10 22:41