มนุษย์เงินเดือนเยือนสิงคโปร์ (2)
posted on 07 Mar 2009 01:23 by bongtao in move
1.
มือถือปลุกผมเวลา 8.30 น.ตามเวลาสิงคโปร์
อ้าว.. ทำไมห้องมันยังมืดสนิทอยู่เลยล่ะเนี่ย..
จริงด้วย ห้องพักผมมันไม่มีหน้าต่าง!
ผมเลยไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่าข้างนอกตอนนี้เป็นยังไงบ้าง
จะฝนตกแดดออก รถติด เสียงดังหรือเปล่าก็ไม่มีทางรู้
สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ชอบในประสบการณ์โฮสเทลหลายๆครั้งที่ผ่านมาคือ
โอกาสที่เราจะได้ห้องพักที่มีหน้าต่างนั้นไม่ง่ายเอาซะเลย
เพราะโฮสเทลส่วนมากไม่ได้เป็นเหมือนโรงแรมใหญ่โตโอ่โถง
แต่มักจะเป็นแค่ห้องแถวเล็กๆที่ถูกซอยย่อยให้เล็กลงไปอีก
ซึ่งแน่นอนว่า มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหน้าต่างแถมให้ทุกห้อง
ตอนไปฮ่องกง ห้องที่ผมนอนคืนแรกไม่มีหน้าต่าง
ถึงคืนที่สองจะย้ายไปอีกห้องที่มี มันก็ได้เห็นแค่กำแพงตึกข้างๆ
ตอนไปโตเกียว หน้าต่างบานเล็กๆที่เจาะไว้ให้มีประโยชน์มากๆ
อย่างน้อยตื่นมาผมก็ยังได้รู้ว่า อากาศโตเกียววันนั้นฝนตกหรือเปล่า
หลังจากงัวเงียงอแงไม่ยอมลุกจากเตียงกันพักใหญ่
กว่าจะได้โผล่กบาลออกมารับแสงแดดสิงคโปร์ก็สิบโมงพอดี
ไม่เป็นไร ...ผมไม่รีบ
2.
ผมเป็นนักท่องเที่ยวประเภทค่อยๆไป ไม่เน้นว่าต้องเก็บทุกอย่างให้ครบ
ถ้าเก็บครบทันก็ดี แต่ถ้าไม่ทันก็ไม่เป็นไร เอาเท่าที่ได้ ไม่กดดันตัวเอง
ผมกับไอ้ยูเลยตกลงกันว่า เราจะเดินเที่ยวตามแผนที่ไปเรื่อยๆ
ที่ไหนน่าสนใจก็อยู่นานหน่อย ที่ไหนไม่น่าสนใจก็อยู่แป๊บเดียวพอ
แต่ก่อนอื่น ... กรูหิวมากอะมึง ... เมื่อคืนเล่นเดินกันถึงตีสอง
ไปหาอะไรกินกันก่อนดีไหม ไม่งั้นอาจขาดใจตายอนาถอยู่กลางเมือง
รอนนี่แนะนำให้ไปลอง prawn noodle แถวๆที่พัก
อืม...ฟังดูน่ากิน
กะเหรี่ยงไทยเดินงมตามลายแทงไปจนเจอร้านก๋วยเตี๋ยวกุ้งในที่สุด
เป็นก๋วยเตี๋ยวที่หน้าตาธรรมดาๆ น้ำซุปสีประหลาดจนไม่แน่ใจในรสชาติ
เสิร์ฟพร้อมกับกุ้งขนาดอึ๋มคัพเอฟสองตัว ... ยิ่งใหญ่มาก
กุ้งอึ๋มคัพเอฟเนื้อแน่นๆเด้งๆ
ถึงหน้าตาจะดูแปลกๆ สีน้ำซุปก็ดูท่าทางไม่น่าไว้วางใจ
แต่รสชาติกลับอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ! ต้องเชื่อรอนนี่เค้า...
ของเค้าดีจริง!
จากการงมแผนที่ เชื่อว่าเราน่าจะเดินไปแถวๆ suntec city ได้ในเวลาอันใกล้
แต่ยังเดินไปไม่ทันไร ก็เจอร้านอาหารเช้าดูน่ากิ๊นน่ากิน ต้องขอแวะสักหน่อย
(ผมพบว่า ตลอดทริปนี้ผมสามารถหาของกินยัดใส่ท้องได้ทุกสองชั่วโมง)
อีกเมนูนึงที่ใครๆก็บอกว่ามาสิงคโปร์แล้วอย่าให้พลาด นั่นคือ “ขนมปังสังขยา”
คนที่นี่เขาเรียกกันว่า Kaya Bread (แปลเป็นไทยว่า
ขนมปังขยา...แล้วสังหายไปไหน)
บรรยากาศร้านอาหารเช้า
ถึงหน้าตาขนมปังในรูปจะออกแนวขนมปังให้อาหารปลาวัดไร่ขิงไปซะหน่อย
แต่ขอบอกว่าขนมปังนุ่มเว่อร์ครับ เคี้ยวไปแล้วยวบลงไปเลย (สรุปมันดีมั้ยวะเนี่ย)
สังขยาก็หวานกำลังดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ตัดกับรสเนยเค็มๆ โอ้วเริ่ดครับ!
นี่ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นอาหารประเภทซูเปอร์ไฮเปอร์คาร์โบไฮเดรต ได้สั่งเบิ้ลแน่ๆ!
การได้ค้นพบร้านอร่อยๆในต่างประเทศที่ในไกด์บุ้กไม่ได้แนะนำไว้
นับว่าเป็นความสุขอันล้นพ้นของผมครับ เพราะเป็นการประกาศอิสรภาพให้ตัวเอง
ว่ากูไม่ต้องก้มหน้าก้มตาเดินตามหนังสือ ก็มีปัญญาหาของกินอร่อยๆเองได้เว้ย!
3.
ก่อนผมมาสิงคโปร์ อีพีช – เพื่อนสนิทของผมบอกว่า ชอบสิงคโปร์
ชอบมาดูบ้านเมือง เพราะมันสะอาด สวยงาม เป็นระเบียบ...
ซึ่งผมโคตรเห็นด้วยครับ ประเทศนี้เป็นประเทศที่บ้านเมืองโคตรสวย
และที่สำคัญคือ มีพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเยอะมากถึงมากที่สุด ...
ซึ่งนี่เป็นอะไรที่แตกต่างจากฮ่องกงราวหน้ามือกับหลังตีนเลยล่ะครับ
ต้นไม้ส่วนใหญ่ในเมืองก็เป็นต้นบิ๊กๆเบิ้มๆ อายุแก่กว่าผมทั้งนั้นแน่ๆ
แสดงให้เห็นเลยว่าเขาคิดเรื่องการวางแผนสิ่งแวดล้อมมานานมากแล้วจริงๆ
การได้เดินดูบ้านเมืองดูคน เลยเป็นสิ่งที่เพลิดเพลินเจริญใจอย่างไม่น่าเชื่อ
นี่มันเมืองหรือป่าดงดิบ?
โรงแรมราฟเฟิลส์ (ไฮโซพอๆกับที่เขมรแหะ)
ตึกทุเรียนในวันฟ้าครึ้ม
ผมชอบตึกนี้มากครับ ใครรู้บ้างว่าชื่อตึกอะไรอะ
ครบสองชั่วโมง ได้เวลาหาของเข้าปากอีกแล้วครับ
คราวนี้ขอเสนอไอติมส่งตรงจากเกาะฮอกไกโดเลยทีเดียว
Azabu Sabo
เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่โดดเด่นเรื่องของหวานมากกว่าของคาว
และที่โดดเด้งที่สุด ต้องเป็นไอติมครับ มีขายทั้งแบบซอฟท์ครีม
และแบบเจลาโต้ ทั้งสองอย่างใช้นมวัวฮอกไกโด รสชาติเลยเจ้มจ้นสะใจมาก 
รสชาติที่เป็น signature flavor ของ Azabu Soba คือรส Sea Salt Caramel
รสชาติมันบรรยายย้ากยากว่ะครับ คือ สัมผัสหลักๆมันเป็นรสหวานคาราเมล
แต่มันจะมีรสเค็มเกลือปะแล่มติดปลายลิ้นด้วย เหมือนจะไม่เข้า แต่เข้ากันมาก
ส่วนรสชาเขียวก็ทำได้ดีมาก ได้รสขมและกลิ่นชาเขียวแบบผู้ใหญ่ๆเต็มที่
ไม่หวานเหมือนของบาสกิ้นรอบบิ้น และกลิ่นนมไม่แหลมเหมือนไอติมสำเร็จรูป
รสหวานไม่บาดลิ้น แต่ราคาจะบาดใจพอสมควร โคนนี้คิดเป็นเงินไทย 135 บาท 
4.
หลังจากเดินดูนม เอ้ย... ดูวิวถ่ายรูปบ้านเมืองแถวนั้นจนทั่วหมดแล้ว
ก็ได้เวลาไปหาเป้าหมายแห่งเดียวที่ผมวางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทาง
นั่นคืออัครมหาสถานที่มีชื่อว่า IKEA ครับ
IKEA คือร้านขายเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน สัญชาติสวีดิช
บ้านเรายังไม่มีสาขา แต่ก็ได้ยินมาแว่วๆว่ากำลังจะมาเปิดเร็วๆนี้แหละ
ที่สิงคโปร์มี IKEA สองสาขา ซึ่งทั้งสองสาขาอยู่นอกเมืองครับ
ต้องนั่ง MRT ออกไปนิดนึง แล้วต่อรถเมล์ไปอีกหน่อย
(ทุ่มทุนนิดนึง)
นั่ง MRT ในสิงคโปร์ว่าง่ายแล้ว (พอๆกับฮ่องกงครับ
ไม่ซับซ้อนเท่าไร)
ผมว่าการนั่งรถเมล์ในสิงคโปร์ก็ง่ายไม่ต่างจากนั่ง MRT
ล่ะครับ
เพราะที่ป้ายรถเมล์มีข้อมูลบอกหมดเลยว่าป้ายนี้มีรถสายไหนผ่านบ้าง
แต่ละสายผ่านที่ไหนบ้าง มีบอกเรียงป้ายตลอดสายให้หมดเลยครับ
แถมมีป้ายบอกด้วยว่าสายไหนอีกกี่นาทีจะมา ชีวิตนี้จะง่ายไปไหนครับพี่
การเดินทางไป IKEA ซึ่งตอนแรกนึกว่าจะยาก กลายเป็นง่ายไปเลยครับ
ตอนแรกผมนึกว่าจะมาเดิน IKEA ขำๆ คงไม่ได้ซื้ออะไรมากมาย
แต่บังเอิญดันมาช่วงเซลล์ครับ กลายเป็นเหยื่อโปรโมชั่นไปโดยปริยาย
ก็ได้ของจุกๆจิกๆ ชิ้นเล็กๆกลับมาเยอะนะครับ อาทิเช่น
ถ่านไฟฉาย IKEA สีเหลืองสวยงาม ก้อนละ 6 บาท (เอาไว้ใส่รีโมททั้งบ้าน)
กระแป๋งเหล็กขนาดจิ๋ว ไว้ใส่ที่หนีบกระดาษบนโต๊ะ (ได้ข่าวว่ามีแล้ว ซื้ออีกทำไม)
ช้อนใส่รองเท้ายาวยืด ไม่ต้องก้มตัวลงไปสวม (ได้ข่าวว่าที่บ้านมีแล้ว แต่ไม่ใช้
ซื้อทำไม)
เขียงพลาสติก แบบงอได้ อันนึงไม่กี่สิบบาท (ได้ข่าวว่าที่บ้านมีแล้ว ซื้อทำไม)
ชุดตะหลิวพลาสติกสีดำ กะเอาไว้คลุกสลัดเก๋ๆ (ได้ข่าวว่ามึงไม่กินผัก ซื้อทำไม)
กระเป๋าใส่อุปกรณ์อาบน้ำ สำหรับเดินทาง (ได้ข่าวว่ามึงไม่ได้เดินทางบ่อยๆแล้ว
ซื้อทำไม)
สรุปว่า ได้ของมาแต่ละอย่าง เป็นของไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งสิ้นครับ
แต่มันลดราคาแบบพลีชีพ ลดราคาเหมือนเล่นไพ่ป๊อกเด้งแล้วได้ป๊อก 3 เด้ง
คือลดแล้วลดอีก ในป้ายมันจะเขียนเลยว่า 20
SGD 12 SGD 9SGD
ช่างดูน่าตื่นตาตื่นใจมากมายครับ รู้สึกว่าได้ของที่โคตรถูก
(แต่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้
)
ไม่น่าเชื่อจริงๆว่าผมจะเดินวนไปวนมาอยู่ใน IKEA เกือบสามชั่วโมง
นี่ถ้าพวกของชิ้นใหญ่ๆมันแบกกลับบ้านได้ ผมคงซื้ออ่างล้างหน้า
ตู้เสื้อผ้า ชุดชามสังคโลกกลับบ้านมาด้วยแล้วละ เพราะมันถูกจริงๆ
หลังจากช้อปปิ้งเสร็จ เดินออกมาเราจะพบกับ IKEA food ครับ
มีทั้งที่เป็นศูนย์อาหาร (หน้าตาน่ากิน แต่ผมยังไม่ค่อยหิวเท่าไรน่ะสิ)
และที่เป็น fastfood แดกด่วนรองท้องง่ายๆด้วย ใครที่เดินจนหิว
ก็สามารถมาเติมพลังกันที่นี่ได้ ได้ข่าวมาว่าอร่อยใช่เล่นนะครับ
โฉมหน้า IKEA Food
บีบหนูเบาๆนะเคอะ
ได้ของจุกจิกๆที่โยนใส่จนเต็มตะกร้า คิดตังค์ออกมาแค่พันกว่าบาท ถูกมาก
เดินออกมาแบบงงๆ ถึงจะยังไม่หิว แต่ก็ครบสองชั่วโมงต้องหาของใส่ท้อง
บังเอิญว่าตอนขามา ผมก็นั่งรถตามที่พรินต์ออกมาจากเว็บ IKEA นี่แหละ
แต่ในนั้นมันดันไม่มีบอกว่า แล้วจะกลับเข้าเมืองกูต้องทำยังไงครับ? 
คือ ถ้าโดยสัญชาติญาณเนี่ย จะกลับเมืองก็ควรจะเดินไปฝั่งตรงข้าม
แล้วนั่งรถเมล์สายเดิมย้อนศรกลับไปเรื่อยๆจนถึงจุดเริ่มต้นใช่มะ
แต่ไอ้ฝั่งตรงข้ามมันก็ดันไม่ได้ป้ายรถเมล์เนี่ยสิ แล้วผมต้องไปทางไหน
ก็ได้เวลาลูกมั่วอีกครั้ง เอาวะ ซ้ายละกัน ... เดินไปจนเจอป้ายรถเมล์
แล้วก็ใช้วิธียืนอ่านที่ป้ายเอา งมๆเอาสักสาย แล้วเดินต่อเอาละกัน
ผมหารถเมล์จากสายนึงที่ผ่านโรงแรม Raffles ที่เพิ่งเดินผ่านเมื่อเช้า
อ่ะ ...ไปก็ไป เพราะฟ้าครึ้มไล่หลังมาแล้ว ขึ้นรถไม่ถึงห้านาที
ฝนก็ถล่มลงมา เป็นครั้งแรกในรอบปีที่ผมได้เห็นฝนถล่มทลายขนาดนี้
ระหว่างนั้นผมก็เปิดแผนที่ดูลายแทงว่าแถวนั้นมีอะไรกินบ้าง
เหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตครับ, รถเมล์ผมจะจอดที่หน้าปากซอย
ของร้านข้าวมันไก่ที่รอนนี่วงแนะนำไว้ในแผนที่แบบพอดิบพอดี
มันต้องเป็น destiny แน่ๆครับ ... มันคือ destiny 
5.
ของกินสิงคโปร์ที่โด่งดังอันดับหนึ่งในชาร์ตบิลบอร์ดของคนไทย
เห็นจะไม่พ้นเมนู “ข้าวมันไก่”
เป็นแน่แท้ใช่มั้ยครับ...
ผมไม่รู้ว่าข้าวมันไก่ที่โคตรอร่อยของสิงคโปร์ที่คนไทยชอบไปกิน
ร้านมันชื่ออะไร หรืออยู่ตรงไหนของเกาะ แต่ร้านที่รอนนี่แนะนำ
ชื่อร้าน Swee Kee ครับ ย้ำนักย้ำหนาว่าอร่อยเหาะ ห้ามพลาด
ถึงขนาดโชคชะตาและรถเมล์พาเรามาถึงหน้าร้านขนาดนี้แล้ว
ยังไม่ก็ต้องลองแล้วละครับ (จริงๆคือหิว ...มาอ้างโชคชะตาอะไรวะ)
รสชาติไก่ ผมว่าอร่อยเลยครับ เพราะเนื้อนุ่มชุ่มน้ำดีทีเดียว
ส่วนข้าวก็ทำออกมาได้ถูกปากคนไทยนะ เสียอย่างเดียวคือน้ำจิ้ม
รสชาติสถุลมาก ถ้าได้น้ำจิ้มร้านดังๆจากเมืองไทยมากินด้วย

มื้อนี้ผมสั่งเป็นชุดเคียงกับผัดผัก (อร่อยอ้ะ!) และปอเปี๊ยะทอด
(ไม่มีรูป เพราะหิวมากจนลืมถ่ายรูป รู้ตัวอีกที เห็นแต่เศษวุ้นเส้นบนจานแล้ว)
ส่วนเครื่องดื่มเป็นน้ำ barley ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร ตอนแรกได้ยิน
ว่าเป็นน้ำ “ไบเล่ย์” ...อ๋อ ...น้ำส้มๆ ดีๆ กำลังอยากกินอะไรหวานๆ
ปรากฏว่าได้เป็นน้ำขาวขุ่นๆ (เอ่อ ... ผมรู้นะว่าคิดอะไรกันอยู่น่ะ...)
กินแล้วก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่ามันคืออะไรวะ ...มารู้เอาทีหลังตอนเปิดดิก
พบว่าบาร์เลย์มันคือ ...เอ่อ ...ข้าวฟ่างน่ะครับ ...

ข้าวฟ่างนี่มันเอาไว้ให้นกพิราบกินไม่ใช่เรอะ ... มันมีน้ำด้วยเรอะ

6.
เหมือนฟ้ากลั่นแกล้งครับ กินข้าวเสร็จฝนก็ตกลงมาอีกโครมใหญ่
ฝนที่สิงคโปร์ก็เลวมาก มีทั้งแบบเป็นหยดน้ำและฟุ้งฝอยลงมาพร้อมๆกัน
กล่าวคือ ถึงจะกางร่มก็ยังเปียกม่อล่อกม่อแล่กอยู่ดีนั่นแหละ ...
ผมตัดสินใจหาห้างที่ใกล้ที่สุดเพื่อหนีเข้าไปหลบฝน
ซึ่งก็พบว่ามีห้าง Raffle city อยู่ไม่ไกล น่าจะฝ่าฝนไปไหว
เอาวะ ไปก็ไป ดีกว่ายืนเปียกอยู่ตรงนี้ให้เปลืองเวลา
ห้าง Raffle City ก็เหมือนห้างทั่วๆไปอย่างที่ห้างควรจะเป็นน่ะครับ
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเป้าหมายของผมในทริปนี้ มันอยู่ในห้างนี้ด้วยครับ
มันคือไอ้นี่ ...
อ่ะเหะ ...กล่องน่ารัก ชมพูแรดได้ใจผมมาก
นี่ครับ ... สีสันตอแหลขนาดนี้ มันคือ “มากาฮง” (macaron) ครับ
(อ่านว่า “มาการอน” ก็ไม่ผิดครับ แต่ด้วยความกระแดะในสายเลือด
ขออ่านชื่อขนมเป็นภาษาฝรั่งเศสตามสัญชาติของมันในที่นี้ครับ)
อันนี้ต้องย้อนกลับไปนู่นน่ะ เมื่อเดือนธันวาคม วันหนึ่งที่ผมกำลังกลับจากเขมร
ผมหยิบหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่งมานั่งอ่านรอใน lounge ระหว่างขึ้นเครื่อง
ก็พบบทความนึงน่าสนใจครับ มันคือ 87 ประสบการณ์แห่งเอเชียที่ควรสัมผัส
หนึ่งในนั้นบอกว่า ให้ไปลองชิมมากาฮงที่ร้าน Canele ที่สิงคโปร์
ผมจดชื่อร้านไว้ในเศษกระดาษแล้วแนบไว้ในปกพาสปอร์ต
ก่อนจะกลับมาเมืองไทยแล้ว google หาข้อมูลเกี่ยวกับร้านนี้
ก็พบว่ามันเป็นร้านปาติสเซอรี่ของเชฟชื่อดังคนหนึ่งแห่งสิงคโปร์
โดยเมนูที่เด่นที่สุดในร้านก็คือ มากาฮง หลากรสหลายสีสเปรกตัมนี่แหละ
ในรีวิวร้านอาหารหลายที่ถึงกับบอกว่า รสชาติมากาฮงของ canele
ถือว่าสูสีกับมากาฮงฝีมือเชฟเทพเจ้าแห่งฝรั่งเศสนาม Pierre Herme เลยทีเดียว
สนนราคากล่องนี้ก็ไม่แพงครับ ... แค่เอ่อ ...365 บาทเอ๊งงงงงงงงง

สิริรวมแล้วมี 6 ชิ้น ชิ้นละ 60 บาท แดกสองคำหมดคร้าบบบบบบบบ
เอาล่ะ... ไหนๆก็ตั้งหน้าตั้งนมรอคอยจะมากินถึงสองเดือนกว่าแล้ว
มาถึงร้านแล้วจะมายอมแพ้กันตอนนี้ได้อย่างไร ไม่ด๊ายยยยยยยยย
ชิ้นละ 60 บาท ผมก็สวมวิญญาณป๋ายอมจ่ายครับ จัดมา 6 ชิ้นเน้นๆ
เรียงตัวตามหน้ากระดานจากซ้ายไปขวาคือ Bergamot
(เอ่อ... กินแล้วผมจะดกดำชิมิครับ ...) รส Salty Caramel
รส Pistachio, rose, raspberry, และ chocolate (จริงๆชื่อยาว จำไม่ได้...)
ผมได้กินไป 3 รสคือ bergamot, rose, raspberry (สีแรดๆทั้งน้านนน)
ขอบอกครับว่าโคตรอร่อย อร่อยแสงพุ่งกันเลยทีเดียว อร่อยแบบ le notre ตายไปเลย
ส่วนอีกสามชิ้นหิ้วกลับมาฝากพี่ๆที่ออฟฟิศ แสงแห่งความอภิเชษฐ์ก็พุ่งพวยไปตามกัน
ใครจะไปสิงคโปร์แล้วเป็นพวกมนุษย์ของหวาน ไปลองกันได้นะครับ
แต่ราคาก็อย่างที่บอก หลังจากเคลิ้มกับรสชาติของหวานอลังการในร้านนี้
ก็จะได้เวลารับกรรมจ่ายค่าเสียหายในจำนวนอักโขอยู่เหมือนกัน

7.
เย็นย่ำ, ผมกลับมาตั้งหลักที่ hostel อีกครั้งก่อนจะไปตะลุยราตรี
โดยมื้อเย็นตัดสินใจจะกินง่ายๆ คือไปกินที่ food center ใน Bugis junction
เพราะวันก่อน แอบแวะลงมาดูแล้วพบมหกรรมของกินมากมายครับ
ตัดสินใจกิน Yoshinoya เพราะอยากกินเมนูข้าวหน้าเนื้อใจเสืออันโปรดปราน
แต่ปรากฏว่า รสชาติไม่ดีอย่างที่เคยกินที่ฮ่องกงและโตเกียวแฮะ ...
แถมเวอร์ชั่นสิงคโปร์ยังมีผักมาวางให้เกะกะรกหูรกตาอีก ไม่ไหวๆ
อันนี้ไม่ประทับใจ เลยไม่ได้ถ่ายรูปมา ...
เป้าหมายคืนนี้ของเราคือที่ Clarke Quay ครับ...
ต้องขอบคุณเพื่อนที่ส่งมอบหนังสือไกด์บุ้กมาให้ศึกษาก่อน
จึงได้ทราบว่าสถานที่ย่านนี้เขาอ่านออกเสียงว่า “คล้าก คีย์”
คือ ถ้าให้ผมอ่านโดยไม่มีตัวช่วยเนี่ย ...รับรองได้เลยครับ
ว่างานนี้ได้มีอวัยวะเพศชายลอยไปทิ่มหูคนฟังแน่ๆ
คล้าก คีย์
Clarke Quay เป็นย่าน night entertainement ยิ่งใหญ่ของสิงคโปร์
และดูเหมือนจะเป็นดง expat ที่พวกชาวต่างชาติมารวมตัวกันด้วย
เพราะเดินๆไปก็เห็นแต่ฝรั่งหัวแดงนมดำนั่งกันเต็มพรืดไปทุกร้าน
ร้านแถวนี้ก็เก๋ไก๋ ตกแต่งอย่างวิจิตรทุกร้าน ที่สำคัญคือแพงชิบหายครับ!

จริงๆอยากจะมานั่งกินเบียร์เก๋ๆริมแม่น้ำสิงคโปร์
แต่เจอราคาเบียร์ไทเกอร์ เหยือกละ 600 บาทเข้าไป
ผมยอมมานั่งกินเบียร์ทาวเวอร์ยักษ์หลอดใหญ่บึ้มที่บ้านเราดีกว่า
อีร้านนี้ตลกมาก เอาเตียงโรงพยาบาลมาทำคลับเก๋ไก๋
หลังจากเดินสำรวจราคาและบรรยากาศแล้วก็พบว่า
Clarke Quay ไม่ใช่สถานที่สำหรับมนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลาง
ซึ่งเดินทางมาจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างกระผมหรอกครับ

ด้วยเหตุผลด้านงบประมาณ ผมจึงเห็นควรว่า เราควรจะอพยพย้ายถิ่นไปย่านอื่นดีกว่า
ซึ่งเมื่อกางแผนที่แล้วก็เลยคิดว่าไป Chinatown น่าจะดี เพราะใกล้แค่สถานีเดียว
แต่ความซวยก็มาเยือนครับ นั่นคือออกมาจากสถานีแล้วฝนตก!
ก็เลยได้แต่เดินลัดเลาะซอกตึก จะงัดกล้องถ่ายบรรยากาศก็ไม่สะดวก
ฝนก็ดูท่าที่จะไม่หยุดตกซะที จึงต้องตัดใจกลับที่พักตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน

ตอนแรกกะว่าน่าจะปิดทริปได้ภายในสองตอน ก็ปิดไม่ได้แหะ
เหลืออีกตอนนึง สำหรับวันสุดท้ายตะลุยออชาร์ดและสรุปทริปเล็กๆนะครับ
)
#1 By
มาสเตอร์แชมป์ on 2009-03-07 01:46