รออะไร... วัยรุ่น...?
posted on 10 Mar 2009 23:01 by bongtao in lifeผมค่อนข้างรู้สึกดีมากกับชีวิตของตัวเองในช่วงนี้ครับ
ถ้านิยามเป็นภาษาอังกฤษ ผมคงใช้คำว่าชีวิตมัน well-organized
แปลว่า มีการจัดระเบียบชีวิตได้เป็นอย่างดี
สามเดือนที่ผ่านมา ชีวิตผมได้ผ่านเรื่องราวสำคัญบางอย่าง
ที่ทำให้ผม “เข้าใจ” อะไรในชีวิตขึ้นเยอะมากๆ
ซึ่งมันทำให้การใช้ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากพอสมควร
ที่เขียนวันนี้ เพราะอยากแชร์ครับ
ผมหวังไว้ลึกๆว่าเอนทรี่นี้น่าจะมีประโยชน์กับใครบ้าง
2.
ผมไม่ได้เดินทางไปเขมรมาสามเดือนแล้วครับ
เนื่องจากช่วงปลายปี มีการ rotate หน้าที่การงานในแผนก
ตอนนี้ผมย้ายมาดูแลงานในตลาดแอฟริกา และอเมริกาใต้แทน
(ประเทศในสองทวีปนี้ชื่อแปลกมาก หลายชื่อไม่เคยได้ยินมาก่อน
พอได้ยินแล้วก็ต้องวิ่งไปยืนดูแผนที่โลกว่ามันอยู่ตรงไหนกันนะ)
ในส่วนของเขมรก็ยังดูแลอยู่ส่วนหนึ่ง แต่เป็นงานส่วนที่เล็กลง
คือจะดูแลเฉพาะในส่วนของสื่อสารการตลาดและส่งเสริมการขายเท่านั้น
ในส่วนของระบบ และฐานข้อมูล มีคนมาดูแทนแล้ว...
การโยกย้ายครั้งนี้ทำให้ผมไม่ต้องไปเขมรบ่อยๆแล้วครับ
สามเดือนที่ผ่านมา ผมจึงนั่งอยู่ที่ออฟฟิศที่กรุงเทพฯไม่ได้ไปไหน
ผลกระทบอย่างหนึ่งที่ผมได้รับก็คือ ...เรื่องเงินครับ ...
ขออนุญาตพูดตรงๆละกันนะครับ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว
บริษัทจะมีการจ่ายเบี้ยเลี้ยงเมื่อมีการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ
ซึ่งสมัยที่ผมไปทำงานที่เขมรบ่อยๆ เบี้ยเลี้ยงพวกนี้ก็เป็นรายได้ส่วนนึงของผม
จะได้มากบ้างน้อยบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับว่าไปนานแค่ไหน ไปหลายวันก็ได้มากบาท
ขอไม่พูดถึงจำนวนเงิน แต่ด้วยความที่ผมไปทำงานที่เขมรกว่าสองปี
ทำให้เบี้ยเลี้ยงกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรายได้ของมนุษย์เงินเดือนอย่างผมทุกเดือน
แล้วอยู่ดีๆ ... ตั้งแต่ต้นปีนี้ เงินส่วนนี้มันก็หายไป...
เพราะผมไม่ได้เดินทางไปทำงานที่ไหนเลยตลอดสามเดือนที่ผ่านมา
ณ แว่บแรก... ผมคิดว่าชีวิตผมคงลำบากแน่ๆ
เพราะรายได้หายไปเยอะขนาดนี้ จะใช้เงินฟุ่มเฟือยคงไม่ได้
ซึ่ง ณ ตอนนั้นแหละครับ ที่ผมนึกขอบคุณตัวเองที่ทำบัญชีรายจ่าย
ทำให้ผมรู้ว่า ผมควรจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผมยังไงให้เข้ากับชีวิตที่เปลี่ยนไป
ผมพบว่า รายจ่ายในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2551 ของผม
เป็นรายได้ค่าอาหารการกินไปถึง 62% ... ซึ่งนั่นเยอะมากนะครับ
ผมเลยต้องมานั่งไล่ดูทีละรายการ ว่ากูยัดอะไรสันตะโรวินาศกันขนาดนั้น
แล้วผมก็บรรลุว่า ที่ค่าอาหารการกินมันเยอะขนาดนั้น มีสาเหตุหลักๆคือ
ผมมักจะกินอาหารเย็นนอกบ้าน ...
มื้อเย็นเป็นมื้อที่ผมกินหนักที่สุดในรอบวัน
ผมจึงมักจะเบิ้ลขอสอง และซัดของหวานปิดคอร์สเสมอ
ค่าอาหารมื้อเย็นของผมจึงพุ่งกระฉูดพรูดพราดอย่างน่าตกใจ
เพราะเดือนๆนึง ผมเสียค่ามื้อเย็นอย่างเดียวเกือบ 3,000 บาท!!!
เมื่อเห็นดังนั้น ผมเลยเปลี่ยนใหม่ ด้วยการกลับมากินข้าวที่บ้านมากขึ้น
ระหว่างขับรถ ผมจะโทรไปหาหม่าม๊า แล้วถามว่าที่บ้านมีอะไรกินบ้าง
แล้วผมก็จะครีเอทเมนูที่อยากกินตามวัตถุดิบที่หม่าม๊าเก็บไว้ให้
พอถึงบ้านก็จะได้กินอาหารฝีืมือหม่าม๊าสดๆร้อนๆจากครัวทันที
แน่นอนว่า พอเข้าเดือนมกราคม รายจ่ายผมลดลงฮวบฮาบ
เพราะผมแทบไม่ต้องจ่ายค่าอาหารมื้อเย็นเลย (หม่าม๊าจ่ายตลาดให้แทน)
แต่สิ่งที่ผมนับว่าเป็นกำไรคือ การค้นพบความสุขใกล้ตัวที่ผมมองข้ามไปตลอด
หม่าม๊าผมทำกับข้าวอร่อยมาก อร่อยทุกอย่าง จะผัดแกงต้มทอด อร่อยหมดอะ!
แล้วนี่หลายเดือนก่อน ผมมัวแต่ไปกินข้าวนอกบ้าน กินฟาสต์ฟู้ดแพงๆ
...ความสุขง่ายๆราคาประหยัดรออยู่ที่บ้านทุกวัน แต่เรากลับมองข้ามไปตลอด
ทุกวันนี้ผมสนุกสนานกับการไปซื้อนู่นซื้อนี่มาให้แม่ทำกับข้าวให้กิน
ช่วงนี้กำลังติดใจมะเขือม่วงกับซูกินี่ ที่แม่ผมทำอะไรก็อร่อยไปหมด
จนถึงวันนึง ผมยอมรับได้แล้วว่าปีนี้ผมต้องมีรายได้ลดลงจริงๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้มากขึ้นมาทดแทนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาคือ “เวลา”
ผมเคยให้ข้ออ้างตัวเองมากมายที่จะไม่ทำไอ้นู่น ผัดไอ้นี่ไปเรื่อย
เพียงเพราะ “ไม่มีเวลา” ... การเดินทางไปๆกลับๆเขมรทำให้ชีวิตผมเดายาก
ผมไม่สามารถรับนัดใครล่วงหน้าได้นานๆเลย เพราะอาจจะต้องเดินทางด่วน
นี่ไง... เคยบ่นนักไม่ใช่รึว่าไม่มีเวลา ...ตอนนี้มีเวลาแล้วไง...มีเยอะด้วย
แต่เวลามันไม่เหมือนเงินตรงที่มันเก็บไม่ได้ มีแล้วมันต้องใช้ทันที...
ปีที่แล้วเป็นปีแห่งการใช้เงินของผม ดังนั้นปีนี้ควรเป็นปีของการใช้เวลาแล้วครับ
นี่คือสาเหตุว่าทำไมปีนี้ผมถึงเรียนภาษาญี่ปุ่น และไปวิ่งออกกำลังกายทุกเย็น
เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมอยากทำมานาน แต่ผมมักอ้างตัวเองมาตลอดว่าไม่มีเวลา
ผมเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้?
หนึ่ง – “ใช้เท่าที่มี” คือ มีเท่าไร ก็ใช้แค่นั้น แทนที่จะหวังว่าเอาอีก อีก และอีก...
ทำไมไม่มองมุมกลับว่า ทำอย่างไรให้ใช้น้อยลง น้อยลง...
สอง - “ใช้สิ่งที่มี” มีอะไร ก็ใช้สิ่งนั้น ไม่ต้องไปขวนขวายหาอย่างอื่น
มีเงินก็ใช้เงิน มีเวลาก็ใช้เวลา ... ตอนนี้มีเวลา อยากทำอะไรให้รีบทำ
สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ รายได้ผมลดลงก็จริง แต่เงินเก็บของผมเกือบจะเท่าเดิม!
...ส่วนความสุขที่ได้ ผมว่ามันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ
3.
ผมเพิ่งทราบข่าวว่า รุ่นพี่ที่ออฟฟิศคนหนึ่งเป็นมะเร็ง!
พี่คนนี้อายุมากกว่าผมสองปี ซึ่งนับว่ายังหนุ่มมาก แต่เป็นมะเร็งซะแล้ว
ความโชคร้ายคือ มันเป็นมะเร็งประเภทลุกลามเร็ว ...
ความโชคดีคือ พี่เขาตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกสุด...
ตอนนี้พี่คนนี้คงกำลังนอนสลบอยู่หลังเข้าผ่าตัดระบบน้ำเหลือง
เพื่อป้องกันไม่ให้เซลมะเร็งลุกลามไปที่ส่วนอื่นได้ง่าย
เรื่องนี้ืำทำให้ผมนึกถึงตัวเองเมื่อสามปีที่แล้ว...
ผมเคยผ่าน “ประสบการณ์มะเร็ง” ในชีวิตมาแล้วรอบนึงครับ
ป่าวครับ... ผมไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ผมไปตรวจพบก้อนเนื้อในปอด
ซึ่งกว่าจะทราบผลว่าก้อนเนื้อก้อนนั้นเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า มันทรมาณมากนะ
เพราะเหมือนบังเอิญ ในช่วงเดียวกัน ญาติที่อายุน้อยกว่าผมคนหนึ่ง
ตรวจพบมะเร็งที่ปอดข้างเดียวกัน และตำแหน่งเดียวกันกับผมไม่มีผิด!
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมหวั่นใจได้ยังไงว่าก้อนของผมมันไม่ใช่มะเร็งน่ะ
(ปัจจุบันน้องคนนี้ของผม ยอมแพ้ศึกมะเร็งไปปีเศษๆแล้วครับ...)
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากก้อนเนื้อในปอดก้อนนี้ เปลี่ยนชีวิตผมไปเยอะมาก
ณ วันที่ผมตรวจพบก้อนเนื้อจากการเอ็กซเรย์ตรวจร่างกายเพื่อเข้างาน
ผมโทรไปบอกแม่ด้วยอารมณ์ดีมาก ผมไม่สนใจว่ามันจะเนื้อดีเนื้อร้ายนะ
แต่ผมเชื่อว่า ผมไม่ตายหรอก เดี๋ยวผมก็หาย เชื่อสิ...
ถึงมันจะไม่ใช่มะเร็ง แต่ผมพบว่าก้อนเนื้อก้อนนี้กัดกินความรู้สึกคนรอบข้างไปเยอะมาก
พ่อแม่ผมกลับกลายเป็นคนที่วิตก และเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
มากกว่าผมซึ่งเป็นเจ้าของก้อนเนื้อซะอีก ...
วันที่ผมออกจากโรงพยาบาลศิริราชโดยไม่มีก้อนเนื้อแล้ว
ผมนึกขอบคุณที่มันไม่ใช่มะเร็ง และผมยังไม่ตาย ...
วันนั้นผมเรียนรู้ว่าชีวิตคนเราแม่งสั้นมากว่ะ ... คือ บทจะตายมันก็ตายอ่ะครับ
เราไม่รู้ล่วงหน้านานหรอกครับ บางคนกว่าจะรู้ก็สายไปทุกอย่างแล้ว
นับจากวันที่ออกจากโรงพยาบาล อะไรที่ผมอยากทำ ผมต้องพยายามทำให้ได้ทันที
เพราะผมคิดว่า ถ้าเก็บไว้ทำวันหลัง ผมอาจไม่มีโอกาสได้ทำอีกเลยก็ได้
ปีนี้เป็นปีที่ผมมีสามสิ่งที่ผมต้องการครบถ้วนในเวลาเดียวกัน ...
นั่นคือ เงิน เวลา และ กำลัง ... (เงินในที่นี้ หมายถึงเงินเก็บส่วนนึงของผมนะ)
ซึ่งนี่คือสามสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการเดินทางท่องเที่ยวครับ
นี่คือสาเหตุว่าทำไมตอนนี้ผมถึง “เที่ยวแหลก” แบบไม่เสียดายเงินและเวลา
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ผมเที่ยวไปแล้วสามทริปสามประเทศ
สิ้นเดือนนี้ ผมกำลังกระเสือกกระสนกลับไปหากรุงโตเกียวที่ผมหลงใหลให้ได้
เดือนหน้า ผมมีไปสัมมนาที่ตูนิเซีย ผมยังแซวเจ้านายเลยว่าจะขอลาพักร้อนต่อ
แล้วนั่งเรือข้ามทะเลเมดิเตอเรเนียนไปเที่ยวอิตาลีก่อนกลับไทยซะหน่อย
ส่วนกรกฎาคมนี้ ผมซื้อตั๋วไปมาเก๊ารอไว้เรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นจะว่างรึป่าวก็อีกเรื่อง ...
มีพี่คนนึงถามผมด้วยน้ำเสียงแกมอิจฉาเล็กๆ เมื่อผมเล่ากำหนดเดินทางข้างบน
“นี่...รู้สึกช่วงนี้จะเที่ยวเยอะเหลือเกินนะ จะรีบไปไหน”
ผมตอบไปสั้นๆว่า “ไม่รู้ว่ะพี่ ...แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องรอนี่ครับ...”
ปล. ขออภัยถ้าเอนทรี่นี้เครียดไป ช่วงนี้ชีวิตผมอยู่ในโหมดจริงจังครับ
มาสเตอร์แชมป์
#1 By ArchmaniaC on 2009-03-10 23:15