ปรัชญาของการกินผัก
posted on 02 Apr 2009 22:43 by bongtao in lifeเมื่อเช้าผมไปถึงออฟฟิศก่อนเวลาเข้างานเล็กน้อย
ผมเลยแวะเข้าไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหารก่อนขึ้นออฟฟิศ
โรงอาหารในบริษัทผม มีร้านทำอาหารตามสั่งฝีมือเด็ด อร่อยมาก!!!
ไม่รู้ว่าเป็นแม่ครัวเทพเจ้าหัตถ์เทวะ หรือไปเรียนทำอาหารหลักสูตร Le Cordon Blue
หรือเป็นญาติกับแม่ช้อยนางรำหรืออย่างไร ทำอะไรก็อร่อยไปซะหมด
วันนี้ผมเริ่มจนตรอกกับการสั่งอาหารตามสั่งเมนูเดิมๆแล้ว
ผมเบื่อกะเพรา ผมเบื่อข้าวผัด ส่วนหมูกรอบกระเทียมที่แสนอร่อยนั้น
ก็เป็นเมนูที่มันเลี่ยนเกินกว่าจะกินเป็นอาหารมื้อแรกของวันได้
วันนี้ผมสั่ง “ข้าวผัดหมูกรอบ” เป็นครั้งแรก...
เป็นอาหารฟิวชั่นจากความสร้างสรรค์ของผมเอง
และแม่ครัวหัตถ์เทวะก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง... มันอร่อยมาก!
หลังจากสำเร็จโทษข้าวจานนี้ด้วยเวลาไม่ถึงสิบนาที
ผมนั่งดูซากความเสียหายบนจานที่ว่างเปล่า แล้วรู้สึกแปลกใจ
แปลกใจว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ผมกินข้าวเปล่าหมดจานจนไม่เหลืออะไรเลย
ตามมาตรฐานข้าวผัดก้นครัวไทย นอกจากข้าว เครื่อง และไข่แล้ว
เราจะได้พบกับผักอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งผักยอดนิยมที่เป็นมาตรฐาน
น่าจะหนีไม่พ้นสามผัก ได้แก่ ต้นหอมซอย หัวหอมใหญ่ และมะเขือเทศ
ข้าวผัดร้านนี้ยังโยนคะน้าใส่กะทะให้ผมอีกหอบใหญ่อีกต่างหาก
ผมจึงยังแปลกใจเข้าไปอีก ว่าผมกินผักพวกนี้ลงไปหมดได้ยังไง
2.
ผมเป็นคนกินผักไม่เก่งนัก แต่ก็ใช่ว่ากินไม่เป็นเลย
ส่วนใหญ่ผักที่ผมกินไม่เป็น คือผักที่มีกลิ่นฉุนมากๆ
พวกผักเบสิกอย่างผักบุ้ง ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ผมจัดการได้ไม่มีปัญหา
ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนที่บรรจงประณีตในการเขี่ยผักมาก
ไม่ว่าจะเป็นอาหารอะไร ผมก็สามารถสกัดกั้นความหิวโหยของตัวเอง
แล้วก้มหน้าก้มตาเขี่ยผักไปอยู่ข้างๆจานอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว
แน่นอนว่าผักที่ผมเขี่ยตอนเด็กๆนั้นมีต้นหอมซอย หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศรวมอยู่ด้วย
ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมผมถึงไม่กินผักพวกนี้
เข้าใจว่าเกิดจากจิตใต้สำนึกของตัวเอง ที่บอกผมว่ามันไม่อร่อย อย่ากินนะ!
แล้วผมก็เชื่อตัวเองว่าผักมันไม่อร่อย งั้นกูไม่กินดีกว่า เขี่ยมันออกไปซะ!
จนมีอยู่วันหนึ่ง ผมต้องกินโต๊ะจีนร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน
หนึ่งในอาหารที่เสิร์ฟบนโต๊ะนั้นคือ ข้าวผัด!
ข้าวผัดจีนไม่เหมือนข้าวผัดไทย ตรงที่มันเรียบง่ายมาก เครื่องน้อยกว่า
มันมีเพียงแค่ข้าว ไข่ และต้นหอมซอยเท่านั้น ...
วันนั้นผมไม่สามารถบรรจุเขี่ยเศษต้นหอมซอยได้เหมือนทุกๆวัน
เพราะผมไม่ได้กินนั่งกินข้าวคนเดียว แต่ผมกำลังกินข้าวกับผู้ใหญ่หลานท่าน
ผมเลยต้องขืนใจตัวเอง ตักข้าวที่มีเศษต้นหอมซอยเข้าปากไป...
...เคี้ยวตุ้ยๆ ...
แล้วผมก็พบว่า รสชาติมันไม่เห็นจะต่างกับข้าวผัดที่เขี่ยต้นหอมออกแล้ว
อ้าว... นี่กูเสียเวลาเขี่ยต้นหอมออกจากข้าวผัดมาเป็นร้อยๆจานตลอดชีวิตทำไม
ในเมื่อเขี่ยแล้วมันไม่ได้อร่อยขึ้น และต้นหอมก็ไม่ได้ทำให้รสชาติมันแย่ลง
หลังจากวันนั้นมา, ต้นหอมซอยกลายเป็นผักที่ผม “ต้องใส่” ในข้าวผัดทุกครั้ง
จนทุกวันนี้ ผมแทบจะบอกให้แม่ครัวใส่ให้เยอะเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ
3.
วันหนึ่ง, ผมนั่งกินพิซซ่าอยู่กับเพื่อนที่หิวโหยหลายคน
หนึ่งในเมนู side dish ที่ถูกสั่งมากินแก้หิวก็คือ หัวหอมทอด (Onion Ring)
ตอนแรกผมเองก็ไม่ได้สนใจจะหยิบกิน เพราะเดี๋ยวพิซซ่าก็ตามมาแล้ว
แต่ด้วยความที่จำนวนคน กับจำนวนหอย เอ้ย...หอม มันดันเท่ากันพอดี
เพื่อไม่ให้เกิดความลำบากใจว่าใครจะเป็นผู้โชคดีได้กินหอมของผม
ผมก็ตัดสินใจลองกินหอยทอด ...เอ้ย หอมทอดชิ้นนั้นเอง
จิตใต้สำนึกมันโกหกผมอีกแล้ว...
มันบอกว่า “หัวหอม” มันเป็นผักมีกลิ่น เอ็งกินไม่ได้หรอก อย่ากินมันนะ!
แถมหน้าตามันก็เป็นญาติของพวกกระเทียม หอมแดง มันต้องเผ็ดซ่าแน่ๆ
คนกินผักไม่เก่งอย่างแกกินไม่ได้หรอก ...ผมจึงไม่เคยแตะมันสักครั้ง
ปรากฏว่าเคี้ยวตุ้ยเข้าไปคำแรกแล้วอยากจะจิกจิตใต้สำนึกออกมาจากกบาล
แล้วตบหลังแหวน แล้วเอาไฟช๊อตหัวนมอีก 3 นาที ข้อหาหลอกลวงกู
ทำให้พลาดโอกาสการกินของอร่อยในอดีตวัยเด็กไปหลายปีดีดัก...
หอมทอดชิ้นนั้นทำให้ผมรู้ว่า หัวหอมไม่ได้เหมือนฉุนอย่างที่ผมคิด
และมันก็ไม่ได้มีรสเผ็ดซ่าอย่างที่คิดเช่นเดียวกัน
หลังจากวันนั้นมา, หัวหอมขึ้นแท่นเป็นผักที่ผมชอบกินมากที่สุด
ทั้งๆที่เคยเป็นผักคู่อริอันดับหัวตารางกันมามากกว่าสิบปีในวัยเด็กของผม
4.
เมื่อวันก่อน ผมนั่งคุยโทรศัพท์ในออฟฟิศกับ “เพื่อนใหม่” ของผมคนหนึ่ง
เพื่อนคนนี้ผมเพิ่งรู้จักประมาณเดือนนึง เจอหน้ากันและคุยกันไม่กี่ครั้งนัก
มันบอกผมตรงๆว่า ครั้งแรกที่เจอผม มันรู้สึกว่าผมเป็นคนหยิ่งมาก
ดูเป็นคนนิ่งๆ ไม่ค่อยยิ้ม และถามคำตอบคำจนรู้สึกน่าอึดอัด
แต่หลังจากที่เราเริ่มมีเรื่องต้องคุยกันมากขึ้น ทั้งเจอหน้ากัน และทางโทรศัพท์
มันก็ยอมรับว่า ผมเป็นคนคุยสนุก กวนตีน และไม่ได้ดูหยิ่งอย่างที่คิดในตอนแรก
ใช่ครับ, จริงๆคือตอนนี้มันเข้ามาถึงขอบเขตความแรดของผมแล้วนั่นเอง
ผมรู้ตัวครับว่าครั้งแรกที่ผมเจอคนแปลกหน้า ผมไม่ใช่คนที่จะคุยกับใครสนุกๆตั้งแต่ทีแรก
แต่ถ้าเราได้เจอกัน คุยกัน พัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นเรื่อยๆ ผมจะเปิดเผยความรั่วของออกมา
จนพักหลังเพื่อนสนิทบางคนถึงกับกุมขมับเอือมระอาในความแรงของผมไปแล้ว
อันที่จริง, ตอนที่ผมเห็นหน้าไอ้หมอนี่ครั้งแรก ผมก็หมั่นไส้มันครับ
นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ตอนเราคุยกันครั้งแรกๆ มันถึงมีความเย็นชาอยู่เล็กๆ
แต่หลังจากที่เราได้เจอกันบ่อยขึ้น คุยกันในต่างวาระมากขึ้น
เราก็ได้เห็นว่า มันก็ไม่ได้น่าหมั่นไส้อย่างที่เราคิดในตอนแรกซะหน่อย
ซึ่งถ้าหลังจากเจอกันครั้งแรก เราไม่ได้คุยกัน เจอกันที่เป็นครั้งที่สองและสามอีก
ตอนนี้ ผมกับมันก็จะเป็นคนแค่คนรู้จัก ที่ไม่ใช่เพื่อนกัน
และที่สำคัญ, มันก็ยังคิดว่าผมหยิ่ง และผมก็ยังคิดว่ามันน่าหมั่นไส้
5.
ลองคิดดูครับ ว่าจนถึงตอนนี้มีผักอะไรที่เราไม่ชอบกิน หรือกินไม่เป็นบ้าง
แล้วนึกย้อนกลับไป ว่าเราได้เคยเอาผักนั้นเข้าปากสักครั้งหรือยัง
หรือว่ามันเป็นแค่จิตใต้สำนึกที่คอยบอกเราว่ามันไม่อร่อย อย่าไปกินมัน!
แล้วลองคิดดูครับ ว่าตอนนี้มีคนใกล้ตัวเราคนไหน ที่เราเกลียดหรือหมั่นไส้
แล้วลองนึกย้อนกลับไป ว่าเราได้คุย ได้ใช้เวลากับเขามากขนาดไหน
เราได้เห็นตัวตน ได้เห็นแง่มุมของเขาแค่ด้านเดียวหรือหลายด้าน
หรือว่ามันเป็นแค่ความรู้สึกของเราที่คอยบอกเราว่าเรา “ไม่ถูกโฉลก” กับคนคนนั้น
6.
ผมเชื่อเสมอว่าการตัดสินคนหรือสิ่งของ เราสามารถใช้ first impression ของเราได้
แต่เราต้องใจกว้างพอที่จะให้สิ่งที่เรียกว่า second chance กับคนหรือสิ่งนั้นด้วย!
ปล.1 ย้ำอีกครั้ง ว่าผมกินยังผักไม่เก่ง แต่ตอนนี้เริ่มกินได้มากประเภทขึ้นเรื่อยๆนะ
ปล.2 ช่วงนี้ผมจะเขียนบล๊อกนานๆครั้งนะครับ คงไม่ได้มาอัพบ่อยๆ
เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ ทำให้ใช้คอมพิวเตอร์นานๆไม่ได้ครับ

ไม่ค่อยชอบทานผัก ช่างเลือกเหมือนกันค่ะ
แต่ตอนนี้ก็พยายามฝืนใจกินไป เพราะเพื่อสุขภาพ
#1 By อินี่มันรั่ว อินี่มั่นบ้า on 2009-04-02 22:54