หนีเที่ยว ตอนที่ 7: มหากาพย์ของหวานแห่งปารีส
posted on 27 May 2009 22:26 by bongtao in move
1.
ผมเป็นคนชอบกินของหวานครับ
ภาษาอังกฤษเรียกคนประเภทนี้ว่าพวก sweet tooth
ดิกชั่นนารีของ oxford ให้คำนิยามว่า the
great liking of sweet-tasted foods.
ทุกครั้งที่ผมไปต่างบ้านต่างเมือง ผมจะต้องทำ research เรื่องของกินเสมอ
และทุกครั้ง, ร้านที่อยู่ใน must-eat list ของผม
เกินครึ่งเป็นร้านของหวาน
การมาเที่ยวปารีสครั้งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน 
2.
พูดตรงๆว่า ผมไม่ได้ทำ research
มาเลยว่าอาหารคาวในปารีสร้านไหนเด็ด
เพราะผมได้ยินมาว่า อาหารฝรั่งเศสที่อร่อยเริ่ดนั้นก็แพงจนรับไม่ค่อยจะไหว
ถึงแม้ว่าจะมีไอเดียคร่าวๆในใจ ว่าอยากกิน foie gras กับ escargot
แต่สุดท้าย พอท้องหิวทีไร ก็กินไปตามมีตามเกิด ไม่ได้เรื่องมากแต่อย่างใด
ผิดกับของหวาน, ผมมีรายชื่อร้านของหวานหลายประเภทเต็มมือไปหมด
ประมาณว่าถ้ากินของหวานแทนของคาวได้ ผมคงทำไปแล้ว ...
ร้านที่ผมเลือก บางร้านเป็นร้านดังระดับโลก บางร้านเป็นที่รู้จัก
โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยว บางร้านก็ดัง แต่คนไทยไม่รู้จัก
และจากนี้ไปคือมหากาพย์ของหวานและ patisserie ในทริปของผมครับ
3.
ทุกอย่างเริ่มขึ้นในวันที่ 19 ธันวาคม 2551 ที่สนามบินในกรุงพนมเปญ
ผมกำลังรอขึ้นเครื่องเพื่อกลับเมืองไทยอยู่ในเลาจน์ของบางกอกแอร์เวย์
ผมนั่งอ่านหนังสือท่องเที่ยวสัญชาติฝรั่งเล่มหนึ่งเพื่อฆ่าเวลา
ผมอ่านคอลัมน์ 87 ประสบการณ์ในเอเชียที่คุณไม่ควรพลาด
... หนึ่งใน 87 ข้อนั้นเป็นเรื่องของหวานครับ :-D
เขาบอกว่า “อย่าลืมไปกิน macaron ที่ร้าน
Canele ในสิงคโปร์”
ผมควักปากกาจากปกพาสปอร์ตจดชื่อร้านใส่เศษกระดาษเก็บไว้ทันที
เพราะตอนนั้น ผมมีกำหนดจะไปเที่ยวสิงคโปร์ช่วงปลายเดือนกุมภาพอดี
ผมเองไม่ได้ปลาบปลื้ม macaron
หรือมากาฮงมาแต่ไหนแต่ไรหรอกครับ
จริงๆก็รู้จักกันมานาน แต่ไม่ได้เคยลิ้มลองรสชาติ ด้วยสีที่ดูน่ากลัวกว่าน่ากิน
แต่พอได้ไปลองรสชาติมากาฮงของ Canele
แล้วก็ทำให้ผมหลงรักขนมชิ้นจิ๋วนี้ทันใด
ผมเข้าไปนั่งอ่าน review ของสาวกร้าน Canele แล้วพบว่ามีการพูดถึง
ปาติสซิเย่ร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Pierre Herme (ปิแอร์ แอร์เม่)
อยู่หลายหน
อ่านไปอ่านมาถึงรู้ว่า Pierre Herme คือเทพเจ้าแห่งมากาฮง
...
ทุกวันนี้เขาได้ชื่อว่าเป็นปิกัสโซ่แห่งวงการขนมหวานที่ใครๆในปารีสก็รู้จัก
แต่แปลก, หนังสือนำเที่ยวปารีสของเมืองไทยกลับไม่ได้ไฮไลท์ร้านนี้สักเท่าไร
ก็เพิ่งเห็นมีเล่มใหม่ๆไม่กี่เล่ม ที่พอจะพูดถึงร้านนี้อยู่บ้าง ...
จากการพูดคุยกับเจ๊โบ ซึ่งเป็นสาวกขนมหวานและ Patisserie
เหมือนกัน
เจ๊คอนเฟิร์มว่า Pierre Herme
คือร้านขนมหวานที่เริ่ดที่สุดในปารีส ฟันธง!
ณ วันที่ผมกินมากาฮงของ Canele ที่สิงคโปร์
ผมคิดว่าคงดีถ้าได้กินมากาฮง
ของ Pierre Herme ด้วย แต่ตอนนั้น ใครจะไปคิดล่ะครับว่าปีนี้ผมจะได้มาปารีส!
ทันทีที่ผมรู้ว่าจะได้ไปปารีส, Pierre Herme คือชื่อแรกที่ผมนึกถึง
Pierre Herme เปิดร้านแรกอยู่ที่ St.
Germain de Pres (โซน 7)
ก่อนที่ตอนนี้จะมีสาขาทั้งหมด 4 ที่ในปารีส
และอีกหลายในโตเกียว
(ตอนไปโตเกียวเมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่างทำ research ขนมหวานเลยครับ
อดกินเลย)
ฟังดูเหมือนเป็นเชฟผู้ยิ่งใหญ่ ฟังดูเหมือนเป็นร้านที่เป็นตำนานเก่าแก่
แต่จริงๆ Pierre Herme
เป็นปาติสซิเย่ร์ที่เพิ่งแจ้งเกิดในช่วงไม่กี่ปีนี้เองครับ
แถมร้านก็เป็นเพียงร้านเล็กๆหนึ่งห้องแถว แต่งร้านสีดำขรึมเรียบง่ายแต่มีระดับ
ใครที่เดินผ่านไปผ่านมา อาจจะไม่รู้ว่า ร้านนี้แหละ
คือร้านที่ดังมากในวงการของหวาน

ตาลุงนั่นยืนบังร้านนานมาก ขี้เกียจรอ เลยถ่ายมาในที่สุด

บรรยากาศในร้านครับ จริงๆคนต่อแถวยาวมากเลยละ
Pierre Herme ไม่ใช่ร้านที่มีโต๊ะให้นั่งกินในร้าน
แต่มีให้ซื้อกลับบ้านเท่านั้น
ในร้านคนเยอะมาก มีลูกค้าญี่ปุ่นหลายรายจนต้องมีพนักงานญี่ปุ่นโดยเฉพาะหนึ่งคน!
ตอนที่อยู่ในร้าน รู้สึกเหมือนขึ้นนิพพานครับ ในที่สุด...i made it here!
เค้กหน้าตาสะสวยละลานตาเต็มร้าน มากาฮงหลากสีจนเลือกไม่ถูก
ผมเลือกมากาฮงทั้งหมด 6 ชิ้น (8.80 ยูโร
= 410 บาท) ถึงแม้จะแพงแทบไส้ลาก
แต่มาถึงปารีสทั้งที ก็ต้องยอมละครับ



เยินไปหน่อย กว่าจะถึงโรงแรม แต่ยังอร่อยอยู่นะ 
หกชิ้นที่ผมเลือกคือ Rose, Pistache, Menthe (mint), Cassis (Blackcurrent)
Fruit de la Passion with milk chocolate และ Salty
Caramel ครับ
มันเป็นขนมที่บอบบางมาก กว่าผมจะหอบหิ้วมาถึงโรงแรมได้จึงเยินไปนิดหน่อย
ระหว่างที่นั่งรถไฟกลับ เห็นคนฝรั่งเศสหลายคนมองมาที่ถุงขนมของผมด้วย
อยากกินล่ะเซ้ ... โฮะๆๆ ...
พิธีกรรมการกินของผมนี่แรดมากครับ (แรดมากจนต้องกินคนเดียวในห้องพัก)
คือต้องเตรียมน้ำเปล่าหนึ่งขวด พอกินชิ้นนึงแล้ว ต้องกินน้ำเปล่าล้างรสที่ค้างในปาก
ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยๆกินชิ้นอื่นตามลงไปเรื่อยๆ
เวลาต้องเคี้ยวต้องเคี้ยวช้าๆด้วยนะ
จะได้รับรู้ถึงรสสัมผัสของมัน ยิ่งถ้าหลับตากิน ให้จิตไปจดจ่อที่ชิ้นขนมในมือ
จะได้ดื่มด่ำกับรสชาติของขนมถึงขีดสุด (อาห์... เขียนไปก็อายตัวเองไป...)
เป็นอีกครั้งที่ผมได้รู้จักคำว่า “อร่อยแสงพุ่ง” ครับ ...ไม่รู้มันจะอร่อยไปไหน
กรอบนอก นุ่มใน รสละมุนไม่หวานเกิน ในบรรดา 6 ชิ้นนี่รส Rose
เริ่ดที่สุดครับ 
ส่วนตระกูลเค้ก น่าเสียดายที่ไม่ได้ซื้อ เพราะตอนนั้นยังอิ่ม
และต้องกระเตงไปหลายที่
เกรงว่ากว่าจะถึงโรงแรมคงเละพอดี เลยตัดสินใจไม่ซื้อ
โดยชิ้นที่ดังที่สุดคือชิ้นนี้ครับ

มันชื่อ Isaphan เป็นมากาฮงรสกุหลาบ
ไส้ข้างในเป็นลิ้นจี่เชื่อม ล้อมด้วยราสพ์เบอรี่สด
สนนราคาชิ้นนี้ ไม่เท่าไรเล้ย ... แค่ราวๆ 6.5 ยูโรเท่านั้นครับ
ผมเห็นใครๆที่เข้าร้านนี้
มีอันต้องซื้อ Isaphan กลับไปด้วยกันแทบทุกคนเชียวล่ะ ...
อย่าลืมครับ ใครรักของหวานและได้ไปปารีส Pierre Herme คือสถานที่ที่ต้องไปสักการะ
ไม่ต่างจากนัดช้อปปิ้งที่ต้องไปสักการะร้าน Louis Vuitton ที่ถนน
Champs Alysse นั่นล่ะครับ
4.
เรื่องมากาฮงยังไม่จบเพียงแค่นี้,
จริงๆผมกินมากาฮงตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่ถึงฝรั่งเศสเลยละ
ตอนที่ผมรอเปลี่ยนเครื่องขาไปจาก Paris ไปหาลูกค้าที่
Marseille
คนอื่นๆเขาไปหาพวกกาแฟและของว่างกินรองท้อง แต่ผมเห็นเป้าหมายของผมแล้ว
มันคือร้าน Laduree
ที่โด่งดังไปทั่วโลกที่มาเปิดสาขาในสนามบิน
ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยคุ้นชินกับราคาอันแสนโหดของประเทศนี้ครับ
เลยซื้อมากาฮงมาลองแค่ 3 ชิ้น (ชิ้นละ 1.5 ยูโร หรือราวๆ 70 บาทครับ)
รสที่เลือกคือ Rose, Pistache และ Framboise ซึ่งก็อร่อยใช้ได้นะครับ
แต่ Rose นี่ถ้าเทียบกับ Pierre Herme
แล้วผมถือว่ายังห่างชั้นกันอีกมาก

ชิ้นนี้รส pistache ครับ รสชาติไม่เลว
ชิ้นนี้ rose ครับ สีสวยดีเนอะ
Laduree เป็นร้านน้ำชาหรือ Salon the The มีสาขาอยู่หลายที่ในปารีส
หนังสือท่องเที่ยวปารีสทุกเล่มมีพูดถึง ถ้าสนใจก็ลองไปหากินกันได้ครับ 
5.
เคยดู TV Champion ตอนเจ้าแห่งขนมหวานในช่อง UBC
Xzyte มั้ยครับ
ถ้าเคย, ผมเชื่อว่าคุณต้องรู้จัก หรืออย่างน้อยก็คุ้นชื่อขนมที่ชื่อ Mont
Blanc แน่ๆ
เอ่อ ...ผมไม่ได้หมายถึงชื่อยี่ห้อปากกานะครับ ...อย่าเข้าใจผิดไป...
มันคือขนมเค้กที่ด้านบนเป็นครีมเกาลัดบีบเป็นเส้นๆเหมือนซ่าหริ่มบ้านเราอ่ะครับ
ซึ่งจริงๆมันเป็นขนมฝรั่งเศส แต่ไปฮิตกันระเบิดที่ประเทศญี่ปุ่นนู่นครับ
และร้านที่เป็นต้นตำรับของขนม Mont Blanc ในปารีสคือร้าน Angelina
ครับ
ร้าน Angelina เป็นร้านที่ดังโคตรๆ
เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
พิกัดร้านอยู่ที่ถนน Rivoli ห่างจาก Musee de Lourve ไปหนึ่งเหนิ่อยเท่านั้น
โดยเมนูที่ขึ้นชื่อในร้านมีสองอย่าง หนึ่งคือ Mont Blanc
ที่พูดถึงไปแล้ว
และสองคือ Hot Chocolate ซึ่งใช้เม็ดโกโก้จากแอฟริกา...
หลังจากที่ผมไปวิ่งเก็บ RC ใน Lourve จนเหนื่อย
ผมก็ชวนไอ้ป๊อปไปกินขนมร้านนี้ครับ
เห็นในเว็บบอกว่า ช่องบ่ายโมงเป็นช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะคนจะเยอะมาก
แต่ผมไปเกือบหกโมงเย็น ตอนนั้นคนก็ยังพอมี แต่ไม่ต้องรอคิวแล้วครับ
และของขึ้นชื่อในตำนานของ Angelina มีหน้าตาเช่นนี้ครับ


Mont Blanc ชิ้นละ 6.9 ยูโร หรือชิ้นละ
324 บาทครับ
ครีมเกาลัดเข้มข้น ด้านในเป็นครีมสดเบาๆ ฐานเป็น meringue หอมอร่อยมาก
แต่ติดว่าหวานแสบคอไปหน่อยครับ ใครไม่ชอบหวานอาจจะไม่ปลื้ม
ถ้าใครติดใจ สามารถซื้อกลับบ้านได้ในสนนราคาชิ้นละ 5 ยูโรครับ

Mifffeuille with layer of strawberry and pistachio crème
ชิ้นนึงแพงกว่าอีกครั้ง เพราะตั้ง 7.5 ยูโร
หรือ 350 บาทครับ
รสชาติจืดไปหน่อย แต่แป้ง millfeuille กรอบใหม่ดีมาก
ให้ผ่านได้ครับ

Hot Chocolate เสิร์ฟพร้อม whipped cream เหยือกละ 6.9 ยูโรเช่นกัน
ขอบอกว่า มันเจ้มจ้นมากครับ คือมันข้นคลั่กเหมือนเอาช๊อกโกแลตก้อนมาต้มเลยอะ
จริงๆผมไม่ค่อยปลื้มอันนี้เท่าไร เพราะผมก็ไม่ใช่ choco lover ซะด้วยสิ
แถมพอกินกับ Mont Blanc แล้วรสชาติตีกันจนไม่รู้รสอะไรเลย
แต่ถ้าใครชอบกิน chocolate ผมว่าเมนูนี้ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง 
6.
หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทีดังที่สุดในปารีสคือ Notre Dame
Cathedral
ซึ่งอยู่บนเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำ seine ที่ผ่าใจกลางเมืองปารีส
และบนเกาะเพื่อนบ้านที่ชื่อ ile St. Louis ที่ห่างกันไปสะพานข้ามนั้น
ก็เป็นที่ตั้งของร้านไอติมที่ดังที่สุดของปารีสนาม Berthillon (แบร์ติยง)


Berthillon เป็นที่โด่งดังในเรื่องไอติม sherbet คุณภาพเยี่ยม
เพราะใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติล้วนๆ ไม่ใส่สารเคมีปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น
แถมยังมีรสชาติให้เลือกละลานตาไม่ต่ำกว่า 30 รสชาติในแต่ละวันด้วย
วันที่ผมไปหาร้าน Berthillon เป็นวันแรงงาน
ซึ่งร้านส่วนมากปิดทำการ
แต่โชคดีมากที่ Berthillon ยังเปิดบริการเหมือนเดิม
และคนเยอะเหมือนเดิม
ผมเลือก 3 รสเชอร์เบทคือ Melon, Framboise, wild
strawberry

สนนราคาโคนนี้ 200 บาทพอดีเด๊ะครับ แต่ไอติมลูกเล็กพอควร
ถ้าใครชอบเชอร์เบท ผมว่าร้านนี้ถูกใจแน่ๆ เพราะรสชาติธรรมชาติมากๆ
อย่างรส wild strawberry นี่มีสตรอเบอรี่ลูกเล็กๆอยู่ในเนื้อไอติมทั้งลูกเลยนะ
แต่ถ้าใครที่ชอบไอติมแบบครีมๆ ข้นๆ ร้านนี้อาจจะมีให้เลือกน้อยหน่อยครับ 
7.
ผมขอเรียกย่านวิหาร Medeliene ว่าเป็นย่านอร่อยแบบไฮโซ
เพราะมันคือที่ตั้งของร้านน้ำชาและอาหารสำเร็จรูปสุดหรือถึงสองร้าน
ที่ตั้งหน้าประชันกันคนละฝั่งถนนกันเลยทีเดียว

หนึ่งร้านคือ Fauchon ที่ผมรู้จักครั้งแรกตอนกินไอติมยี่ห้อนี้
ตอนนั่งเครื่องของ Singapore airlines ขากลับจากโตเกียวเมื่อปีที่แล้ว
ถึงจะเป็นไอติมวานิลลาธรรมดา แต่อร่อยจนจำชื่อแบรนด์ติดตรึงทันใดครับ
Fauchon ที่มาพร้อมกับร้านโทนสีบานเย็นเปรี้ยวจี๊ดสุดใจ
เป็นร้านขายของไฮโซ ทั้งไวน์ แยม ขนม ชา กาแฟที่คัดมาแล้วว่าเริ่ดที่สุด
ได้ยินมาว่าชาของ Fauchon ก็นับว่าเริ่ด (กระปุกนึงตกประมาณ 10 ยูโร)
จริงๆก็อยากซื้อมา แต่ที่บ้านยังมีชาอีกเพียบ เลยขอไว้โอกาสหน้าดีกว่า
ของที่น่าซื้อกลับสำหรับผมคือแยมครับ เพราะแยมเขาใช้ผลไม้จริงๆ
มีให้เลือกหลายรสชาติมาก กระปุกนึงตกราวๆ 7-8 ยูโรครับ ...
ผมซื้อแยมกุหลาบ เพราะคิดว่าอันนี้ unique สุดๆแล้ว
อร่อยดีครับ
ที่แปลกคือ มาถึงสาขาต้นตำรับ แต่กลับไม่มีไอติมเหมือนที่ญี่ปุ่นแหะ..

ส่วนฝั่งตรงข้ามคือร้าน Hediard ที่มาพร้อมกับโทนสีแดงแรงฤทธิ์
ถ้านับตามอายุแล้ว Hediard นั้นมาก่อน Fauchon อยู่เป็นสิบๆปี
แต่ Fauchon คงอาศัยความแรด และแรง (ดูสีของร้านก็รู้)
นำหน้าไปได้
ทั้งที่สินค้าที่ขายก็จัดว่าเป็นของประเภทเดียวกันทั้งนั้นแหละครับ
ของดังร้าน Hediard มีสองอย่างคือชา ซึ่งเมื่อเข้าไปในร้าน
เราจะเห็นถังเหล็กสีแดงใส่ใบชาเรียงเต็มร้านไปหมดเลยล่ะครับ
และอีกอย่างคือเยลลี่ผลไม้ ที่ทำมาจากเนื้อและน้ำผลไม้จริงๆ
แต่เห็นราคาแล้วแพงไปหน่อยครับ แหะๆ .. ชิ้นจิ๋วเดียวตั้งเกือบร้อยบาทแน่ะ
ใครที่นิยมของกินระดับหรู เชิญนั่ง metro ไปที่สถานี Medeliene
รับรองว่าสองร้านนี้ ต้องถูกใจคุณจนต้องเสียตังค์แน่ๆครับ 
8.
ผมว่าปารีสเป็นอีกเมืองที่มีของกินอร่อยๆเป็น hidden gem
เต็มเมืองไปหมด
เพราะนอกจากร้านดังๆข้างบน ผมก็ยังไปเจอร้านเครป และร้านขนมปังอร่อยๆ
ประเภทที่หิวแล้วก็ลองเดินเข้าไปหาอะไรมาประทังความหิว แต่ดันอร่อยเว่อร์!

เครปชิ้นนี้ชื่อว่า Pont Neuf ซึ่งเป็นชื่อสะพานแห่งหนึ่งในปารีสครับ
เป็นเครปสอดไส้ครีมเกาลัด ราดคาราเมล แอลมอนด์ วอลนัท
เสิร์ฟพร้อมกับไอติมวานิลลา และไอติมเกาลัดอย่างละลูกครับ
สนนราคาอันนี้ 7.5 ยูโร หรือเกือบ 400 บาท แต่อร่อยพระเจ้าช่วยจริงๆ
เพราะเครปชิ้นนี้แหละครับ ที่ทำให้ผมไม่ได้ซื้อ isaphan ของ Pierre Herme
เพราะว่ามันเยอะและอิ่มมากครับ


สองภาพนี้ถ่ายจาก boulangerie หรือร้านขนมปังตรงข้ามโรงแรมผมเองครับ
ของขึ้นชื่อร้านนี้คือ Millfeuille แต่ผมไม่ได้ซื้อครับ เพราะกินลำบาก
ที่อยู่ในถุงนั่นเป็น Pain au Chocolat หรือขนมปังสอดไส้ช๊อคโกแลต (0.8 ยูโร)
กับ croissant อีก 3 ชิ้น (ชิ้นละ 0.75 ยูโร) ถึงจะดูเป็นขนมปังหน้าตาธรรมดา
แต่ด้วยความสดใหม่แบบเพิ่งออกจากเตาจริงๆ ขอบอกว่าโคตรอร่อยจริงๆครับ
ทั้งหมดนี่เป็นอีกสาเหตุนึงครับ ที่อยากเชิญชวนให้เราลองเที่ยวด้วยตัวเองกันบ้าง
หากไม่ได้ยุ่งจนเกินไป สุขภาพย่ำแย่จนเกินไป หรือคุณแม่ขอร้องจนเกินไป
การไปเที่ยวเองแบบไม่ง้อทัวร์ จะได้เจอของกินอร่อยๆริมทางอีกเพียบเลยนะ
ผมฟังรุ่นน้องคนนึงที่ไปเที่ยวฝรั่งเศสกับทัวร์ แต่ต้องกินอาหารจีนทุกมื้อ
ฟังแล้วเศร้าพิลึกครับ ...
อย่างน้อย, ร้านเกือบทั้งหมดที่ผม list มาในวันนี้
เป็นร้านดังก็จริง แต่พื้นที่ไม่ได้ใหญ่โต
บางร้านต้องเดินเท้าเข้าไปเท่านั้น นั่งรถเข้าไปไม่ได้ด้วยนะครับ
ถ้าไปทัวร์นี่หมดสิทธิ์แน่ๆ
ยอมเดินให้เหงื่อไหลสักนิด ... ก่อนที่จะได้อร่อยจนน้ำลายไหลเป็นทาง
ผมว่าคุ้มนะ ...
มาสเตอร์แชมป์
รออ่านอยู่เรื่อยๆนะครับ.......อิๆๆๆ
#1 By ตะลุยเรียน & ตะลอนเที่ยวแดนผู้ดี Study in UK ! .....By นักศึกษามีเครา..... on 2009-05-27 22:47