เรียกผมว่า "ท่าน" สิครับ
posted on 18 Jun 2008 22:19 by bongtao in etcมีเรื่องระหว่างเดินทางมาเขมรวันนี้มาเม้าธ์ให้ฟังกันครับ...
ถึงจะเป็นการเดินทางในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับมีเรื่องราวคันๆ
ให้เอามาเขียนเล่าได้ตั้งหลายหน้ากระดาษ
ปกติผมมักจะเดินทางจากกรุงเทพฯมาพนมเปญด้วยไฟลท์เช้า
ซึ่งบรรยากาศทุกอย่างรอบตัวจะดูง่วงเหงาหาวนอนมากๆ
ผมจะรีบๆเช็คอิน ผ่านด่าน ตม. แล้วพุ่งไปที่เลาจน์บางกอกแอร์เวย์
แล้วหลับบนโซฟาหนานุ่มซึ่งเป็นที่ประจำของผมอย่างรวดเร็ว
บางวันที่ง่วงจัดๆ พอขึ้นเครื่องก็จะบอกแอร์สุดสวยทันทีว่า
“ไม่ทานอาหารนะครับ ไม่ต้องปลุก ...”
แล้วก็จัดการ shut down ตัวเองหลับคาที่นั่งไปจนถึงพนมเปญ ...
เดี๋ยวพอล้อเครื่องบินกระแทกรันเวย์ ผมก็จะตื่นโดยอัตโนมัติ
หลับบนเครื่องบิน รับรองได้ว่าไม่มีการแถมป้ายแน่นอน

ถ้าบินตอนเช้า, เรียกได้ว่า นับตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงสนามบินพนมเปญ
ผมอาจจะไม่ได้ปริปากพูดกับใครเลยแม้แต่คำเดียวด้วยซ้ำ
แต่วันนี้ ผมบินมาที่นี่ด้วยไฟลท์เย็น เพราะมีประชุมที่ออฟฟิศก่อน
ผมจึงนั่งแท๊กซี่จากบ้านมาที่ออฟฟิศ แล้วนั่งอีกทอดจากออฟฟิศไปสนามบิน
พอถึงเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง อันเป็นเวลาอันควรแก่การเดินทาง
ผมเก็บของแล้วเดินลงไปเรียกแท๊กซี่ที่หน้าตึกสำนักงาน
คนขับแท๊กซี่คนนี้ แต่งตัวน่ากลัวมาก เพราะใส่หมวกไอ้โม่งขับแท๊กซี่
ผมจึงตัดสินใจไม่พูดจาอะไรกับคนขับ แต่นั่งอ่านหนังสือ TIME เงียบๆที่เบาะหลังแทน
รถเคลื่อนตัวออกจากเขตออฟฟิศผมไปได้ไม่นานนัก
คนขับก็ถามผมด้วยสำเนียงที่กลบภูมิลำเนาได้ไม่มิดชิดนัก
“ท่านจะขึ้นทางด่วนมั้ยครับ” ...
ผมเงยหน้าจากหนังสือ มาสบตากับคนขับผ่านกระจกมองหลัง
“อะไรนะครับ? ...
” ผมยังงงๆเพราะไม่ได้ตั้งใจฟัง“ท่านจะขึ้นทางด่วนหรือเปล่าครับ”
ผมอึ้งไปนิดนึง ด้วยความไม่คุ้นเคยกับการถูกเรียกว่า “ท่าน”
“ขึ้นครับ”
“ครับท่าน” ... แน่ะ ...ยังจะท่านอีกแฮะ

พอไปถึงด่านเก็บเงินทางด่วน ผมก็ยื่นแบงค์ห้าร้อยให้คนขับ
เพราะกะว่าแตกแบงค์เพื่อจ่ายค่าโดยสารตอนถึงสนามบินด้วย
ผมเห็นคนขับหยิบแบงค์ห้าร้อยไป แล้วพนมมือไหว้ท่วมหัว (ยังดีที่ไม่หลับตา)
ก่อนจะเอากระดาษสีม่วงใบนั้นแปะๆลงไปที่กลางพวงมาลัย
“ประเดิมเหรอครับ” ผมถามอย่างสงสัย
“ใช่ครับ เพิ่งออกรถมาไม่ถึงห้านาที ก็มาเจอท่านเลย โชคดีมาก”
พอถึงสนามบิน ผมก็จ่ายค่าโดยสารพร้อมทิปให้อีกยี่สิบบาท
ก่อนลงจากรถ ผมหันกลับไปบอกกับพี่คนขับว่า
“วันหลังถ้าเจอกัน, เรียกผมว่าน้องก็ได้นะครับ เรียกท่านแล้วมันแปลกๆครับ”
“ครับท่าน ...”
เอ๊า ...

2.
ตอนแรกผมนึกว่านี่จะเป็นการบิน “ตัวเปล่า” ครั้งแรกของผม
เพราะผมไม่ต้องเอาสัมภาระอะไรมา นอกจากเป้โน้ตบุ้กใบเดียว
แต่บังเอิ๊ญญญ เมื่อคืนมีโทรศัพท์เบอร์ไม่คุ้นโทรเข้ามาตอนสามทุ่ม
ปรากฏว่าเป็นไอ้ตี้ – เพื่อนลูกครึ่งเขมร – สวีเดนที่รู้จักกันตอนไปเที่ยวปักกิ่งปีที่แล้ว
มันมาเที่ยวเมืองไทยกับแฟนมันแบบไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ...
แต่ที่มันโทรมา มันต้องการความช่วยเหลือ
เพราะตอนนี้ มันกำลังจะกลับมาปักหลังอยู่ที่เขมรระยะยาว
แต่ก่อนจะไปพนมเปญ มันเลยขอแวะมาเที่ยวทะเลกระบี่ก่อน
มันเลยอพยพขนข้าวของจากเมืองจีนกลับมาถึง 29 กิโลกรัม
ซึ่งเกินกำหนดของแอร์เอเชีย ที่มันจะบินจากกรุงเทพฯไปพนมเปญ
มันเลยโทรมาถามผมว่า พอจะมีทางไหนที่ผมจะช่วยมันได้บ้าง ...
ต้องบอกไว้ก่อน ว่าปกติผมเป็นคนที่ค่อนข้างเคร่งครัด
ในเรื่องการรับฝากหรือรับหิ้วของข้ามประเทศ ถ้าไม่จำเป็นก็จะเลี่ยง
แต่เคสนี้, ผมจำเป็นต้องสวมวิญญาณฑูตสัมพันธไมตรี ไทย – สวีเดน - เขมร
อันจะนำไปสู่การช่วยเหลือของไอ้ตี้ ถ้าผมอยากไปเที่ยวแถบยุโรปในอนาคต
ผมเลยบอกมันไปว่า
“เอางี้ ... กูจะบินไปพนมเปญเย็นวันพรุ่งนี้พอดีเลย
เอ็งจะบินไปกระบี่เช้าพรุ่งนี้ชิมิ ... งั้นเอ็งก็ไปฝากกระเป๋าไว้ที่สนามบิน
แล้วบอกพนักงานเค้าว่า กูจะไปรับแล้วหิ้วไปพนมเปญให้เอ็งก่อนละกัน
แล้วพอเอ็งไปถึงพนมเปญแล้ว ก็ค่อยโทรหากูนะ แล้วมาเอาของกันที่นั่น
เอ็งก็แบ่งๆของที่ไม่ต้องรีบใช้มาสัก 10 กิโลละกัน เดี๋ยวกูแบกไม่ไหว”
วันนี้พอไปถึงสนามบิน ผมเลยต้องไปที่ห้องเก็บสัมภาระของ CHUBB
เอากระเป๋าของเพื่อนผมที่ฝากไว้มาใบนึง (แถมยังต้องจ่ายให้มันอีก 100 บาทอีกแน่ะ)
ในใจก็คิดแบบป่วงๆไปเรื่อย ว่าถ้าในกระเป๋ามันเสือกมีเฮโรอีน
หรือว่า วัตถุระเบิด ไดนาไมท์ หรือคลังหนังสือโป๊สวีเดน ก็จะทำยังไงเนี่ย ...
ถ้าเป็นเฮโรอีนก็ซวยสิครับ ติดคุกเขมรอีก บัดซบที่สุด
แต่ถ้าหนังสือโป๊ก็ ...
...เสร็จกูสิมึง

3.
เนื่องจากสองสามวันที่ผ่านมา ฝนตกตอนเย็นทุกวัน
ผมจึงเสียวๆว่า ถ้าวันนี้ฝนตกเวลาเดิมอีก เครื่องผมจะต้องดีเลย์แน่ๆ
ผมเลยแวะเข้าร้านนายอินทร์ ก่อนจะเข้าไปผ่านด่าน ตม.
เพื่อหาหนังสือไว้อ่านเผื่อฆ่าเวลา ถ้าเกิดเครื่องเกิดดีเลย์จริงๆ
ช่วงที่กลับไทยสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมบ้าออกกำลังกายโคตรๆ
เลิกงานเสร็จก็เปลี่ยนชุดไปออกกำลังกาย วิ่งวันละ 4 กิโลเมตรแทบทุกวัน
กะจะให้ร่างกายมันเฟิร์มขึ้นหน่อย หลังจากไปเขมรแล้วย้วยเหลือเกิน
ไม่ได้กะจะล่ำกล้ามปูอะไรหรอกครับ แต่ผมไม่ได้เสียเหงื่อเยอะๆมานานแล้ว
ผมเห็น Men’s Health เล่มใหม่ออกพอดี (หน้าปก ป้อง-ณวัฒน์ กับ เจน-เจนสุดา)
ก็เลยซื้อมาอ่าน เผื่อว่าอยู่เขมรสี่ห้าวัน จะหาทางออกกำลังกายแบบง่ายๆ ในห้อง
พอจ่ายตังค์เสร็จ กำลังจะเดินออกจากร้าน ผมก็รู้สึกได้ว่าแคชเชียร์
กับพนักงานร้านมันกำลังนินทาผมคิกคักไล่หลังอยู่ ...
พอผมหันไปมอง เธอสองคนเลยหยุดหัวเราะ...แล้วแยกย้ายไปทำงาน
ทำไมครับ ... เป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วอยากสุขภาพดีไม่ได้เหรอวะ?
หรือเพราะหน้าปกมันเป็นรูปผู้ชายถอดเสื้อโชว์หัวนม ต้องเป็นตุ๊ดซื้อเท่านั้นเหรอวะครับ?
แล้วถ้าผมซื้อ FHM หรือ MAXIM ผมก็เดาว่าเจ๊สองคนนี้จะต้องนินทาประมาณว่า
“หูย ...ไอ้นี่แม่งหื่นว่ะ ...” อย่างนั้นสินะครับ ...
จะนินทาอะไร ไม่ว่าหรอกครับ แต่รอลูกค้าเดินผ่านพ้นร้านไปหน่อยก็ได้
ทำหยั่งกับกำลังอมลูกชิ้นปลาร้อนๆไว้เต็มปาก ต้องรีบสำรอกออกมาซะให้ได้

(แอบสปอยล์ FHM ปีนี้ เจสสิก้า อัลบ้า แชมป์เก่าได้ที่ 2 ในการจัดอันดับผู้หญิงเซ็กซี่ที่สุดครับ
ส่วนที่หนึ่งตกเป็นของม้ามืด เมแกน ฟ๊อกซ์ ...)
4.
ด่าน ตม. วันนี้ช่องคนไทยคนน้อยมากครับ ผิดกับช่องคนต่างชาติ
ทุกวันนี้ผมก็ยังอดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมเขาถึงไม่จัดคิว ตม. แบบ one-to-many
แบบที่เขาใช้กันตามธนาคาร หรือสนามบินอื่นๆก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น
เพราะคิวแบบ one-to-one มันจะเกิดเหตุการณ์ประมาณว่า
“อ้าว ทำไมแถวนั้นมันเร็วกว่ากูวะ อีคนนี้แม่งทำงานช้าชิบหาย”

ขนาดวันนี้คนน้อยๆ ผมก็ยังเจอพวกผู้โดยสารเห็ดสดอีกแล้วครับ
นั่นคือพวกคนที่ไม่กรอกใบ ตม. มาก่อน แล้วก็ต้องมายืนกรอกที่เคาน์เตอร์
ถ้าเป็นช่วงเช้าๆที่คนเยอะๆ มันจะน่าหงุดหงิดมากเลยนะ ...
วันนี้มีอยู่ไม่กี่คิว ก็พอจะให้อภัยกันได้บ้าง ...
ตม. ช่องของผมวันนี้ เป็นคุณผู้หญิงครับ
หลังจากที่ตรวจพาสปอร์ต บอร์ดดิ้งพาสของผม เธอก็ถามผม
“ไปเขมรเหรอคะ ...” เธอคงเห็นในบอร์ดดิ้งพาสของผม
“ครับ” ผมตอบสั้นๆ
“ไปทำอะไรคะ”
“ไปทำงานครับ”
“นึกว่าไปดูเขาพระวิหาร เห็นช่วงนี้ข่าวกำลังฮอต”
ผมได้ยินแล้วแทบจะหลุดก๊ากออกมาเลยครับ เจ๊คิดได้ไงครับเนี่ย

“ประมาณว่าไปดูว่าต้องขึ้นทางไหน ... เรียบร้อยแล้วค่ะ”
เธอยังปล่อยอีกดอก ก่อนจะคืนเอกสารทุกอย่างให้ผม
นานๆผมจะได้เจอ ตม. ชวนคุยอย่างนี้สักทีครับ ...แถมยิงมุขได้อัพเดทบ้านเมืองสุด
แบสงสัยเหมือนกันว่าถ้าผมไปพม่า เธออาจจะถาม “ไปช่วยเหยื่อนาร์กิสเหรอคะ”

4.
ผมเพิ่งมาเห็นว่า วันนี้เครื่องผมบอร์ดที่เกท D5 ซึ่งอยู่ตรงกลางสนามบิน
และอยู่คนละมุมโลกกับเลาจน์ของบางกอกแอร์เวย์เลยด้วยซ้ำ
แต่ผมก็ยังพยายามเดินไปถึงเลาจน์จนได้ เพราะหิว อยากกินขนมไทยอร่อยๆฟรีๆ
ผมดูจากเลข sequence ในบอร์ดดิ้งพาส เห็นว่าผมเช็คอินคนที่ 36
ผมก็พอเดาออกว่า ไฟลท์วันนี้ คนน่าจะอยู่ที่ราวๆ 1 ใน 3 ของลำเท่านั้น
ซึ่งพอไปถึงเลาจน์ก็ตามคาดครับ มีผมคนเดียวอยู่ในฝั่ง Blue Ribbon Club
ผมก็จัดการลงไปนั่งแหมะที่โซฟาตัวประจำทันที
แล้วพนักงานสาวสวยก็เดินตามมาถามผม
“ท่านจะรับน้ำอะไรดีคะ”
...แน่ะ ท่านอีกแล้วเว้ย ... “เอ่อ น้ำส้มกับชาจีนใส่น้ำแข็งละกันครับ”
“จะรับขนมไทยเพิ่มด้วยมั้ยคะ”
“อ๊ะ ดีครับ กำลังหิวเลย”
...ผ่านไปสองนาที ขนมไทยสี่ห้าชิ้นก็มาเสิร์ฟพร้อมน้ำอีกสองแก้ว
ที่เลาจน์นี้แทบจะเป็นเอกลักษณ์เลยนะครับ ที่พนักงานแทบจะคลานเข่ามาเสิร์ฟ
บางทีผมไม่อยากกินขนม ยังมีการมาคะยั้นคะยอ “วันนี้ขนมกล้วยอร่อยมากนะคะ”
จนสุดท้ายก็อดไม่ได้ ต้องรับมากินไม่ให้เสียน้ำใจอยู่หลายครั้ง ...
“ถ้าท่านต้องการอะไรเพิ่ม เรียกดิชั้นที่เคาน์เตอร์ได้เลยนะคะ”
... “อะครับ ...ขอบคุณครับ”
มันรู้สึกจั๊กกะจี้ยังไงไม่รู้สิครับ เวลามีคนมาเรียกผมว่า “ท่าน” เนี่ย
ยิ่งอยู่ในเลาจน์ที่บริการกันสุดตีนแบบนี้ ให้อารมณ์ท่านเจ้าคุณเรื่องนางทาสจริงๆ
แถมโดนเรียกแบบนี้สองครั้งในวันเดียว ท่าทางวันนี้บารมีผมจะเปล่งประกาย
5.
โชคดีที่เครื่องวันนี้ไม่ดีเลย์ แถมยังบอร์ดโดยไม่ต้องนั่งรถบัสด้วย
วันนี้ได้นั่ง window seat สมใจอยากครับ ยังไงก็ขอโทษพี่แอร์สุดสวยด้วย
ที่ผมเสือกกระแดะอยากกิน Coke Zero พี่เลยต้องวิ่งกลับไปหยิบในแกลเลอรี่
เนื่องจากนั่งอยู่แถวหน้าๆของเครื่อง ผมเลยลงเครื่องเป็นคนแรกๆ
พอเข้าช่องตรวจคนเข้าเมือง คุณพี่เจ้าหน้าที่ก็ยิ้มให้แล้วทักเป็นภาษาไทย
“สวัสดีครับ สบายดีไหมครับ”
“สายัณห์ซัวสะไดย สุขสะบาย” นี่ ...โชว์พาวตอบเป็นภาษาเขมรสุดริด เป็นง่ะๆ
“มากี่คนครับ” พี่แกยังถามเป็นภาษาไทย
“เมามวยเนี๊ยะ” เอาซี้ ... งั้นชั้นตอบเป็นภาษาเขมร (แปลว่า มาคนเดียว)
“มาเที่ยวหรือทำงานครับ”
“เมาทะเวอกา” (แปลว่า มาทำงาน)
“พักอยู่ที่ไหนครับ”
“ขยมเมียนอพาร์ทเมนต์” (ผมมีอพาร์ทเมนต์ครับ)
“รู้จักพัฒน์พงศ์มั้ยครับ”
“รู้จักสิครับ เคยไปเมืองไทยด้วยเหรอ” (อ๊ะ ...หลุดภาษาไทยแล้ว)
“ครับ ไปบ่อย ไปปีละครั้งเลย”
“ชอบละสิ พัฒน์พงศ์ ทำไมไม่ไปพัทยาล่ะ”
“ไม่มีเพื่อนไป คุณมีเบอร์โทรที่นี่มั้ย”
“ไม่มีครับ ผมใช้เบอร์เมืองไทย ทำไมเหรอ” (จริงๆมีครับ แต่ไม่กล้าให้)
“เผื่อไปเมืองไทย จะได้โทรชวนไปเที่ยวด้วยกัน”
“ฮ่าๆ มีแต่เบอร์ไทยครับ เบอร์เขมรไม่มี” (ตัดบทโดยด่วนที่สุด!)
มาถึงตรงนี้ คุณพี่ก็จัดการเอกสารผมเสร็จเรียบร้อยพอดี
“คุณหล่อมากเลยครับ” ท่านพี่ยื่นพาสปอร์ตคืนมาพร้อมกับประโยคนี้
“ออกุนจรัญ” (ขอบคุณครับ) แล้วผมก็วิ่งออกจากที่เกิดเหตุทันที 
ผมชักสงสัยแล้วสิ ว่าที่คุณพี่ไปเที่ยวสีลม พัฒน์พงศ์เนี่ย
คุณพี่ไปเที่ยวซอยไหนเหรอครับ ??? ...
6.
โดยสรุป, ผมชักจะชอบบินไฟลท์เย็นแล้วสิครับ
ไหนจะไม่ต้องแหกขี้ตาเด้งขึ้นมาแต่เช้า แถมยังมีเรื่องสนุกๆ
เพราะมีเวลานั่งเม้าธ์กับคนรอบข้างมากกว่าตั้งเยอะแน่ะ...
ปล. กรุณากด F5 สำหรับอัพเดทแบนเนอร์และไตเติ้ลบล๊อคใหม่ครับ
เนื่องจากบล๊อคผมกำลังจะมีอายุครบ 2 ปีในเร็ววันนี้
บองเต่าจึงเห็นควรว่า น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะขยายอาณาจักร
จากเดิมเพียงแค่กัมพูชาประเทศเดียว ไปสู่เขตอินโดจีน
และจะขยายไปทั่วทวีปเอเชีย และครองโลกในที่สุดครับ
คุณกำลังชม "บล๊อคมนุษย์เงินเดือนที่แรงที่สุดในอินโดจีน"