หม่าม๊าของผม
posted on 11 Aug 2008 23:27 by bongtao in life
1.
หากทุกอย่างในวันนี้เป็นไปตามแผนที่ผมวางไว้
ณ วินาทีที่ผมกำลังเขียนเอนทรี่อยู่ตอนนี้
ผมควรจะนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างเครื่องบินที่กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ
เมื่อเครื่องจอด, ผมจะเดินอย่างอารมณ์ดีนวยนาดไปที่ duty free
หยิบน้ำหอม Armani ที่แม่ผมใช้มาแล้วหลายขวด
จ่ายด้วยบัตรเครดิตรูดปรื๊ด แล้วนั่งแท๊กซี่กลับบ้านอย่างมีความสุข
เตรียมต้อนรับวันพรุ่งนี้ที่ยังเป็นวันหยุดให้ผมได้พักผ่อนอีกหนึ่งวัน
ในขณะที่ความเป็นจริงในตอนนี้, ผมเพิ่งเสร็จกิจจากอาหารเย็น
อันได้แก่ไก่ KFC ที่ชุ่มน้ำมันสามชิ้น ตามด้วยของหวานทำเอง
นั่นคือกีวีสดสองลูก หั่นคลุกเคล้ากับโยเกิร์ตราสพ์เบอรี่จากฝรั่งเศสสุดไฮโซ
และกำลังนั่งพิมพ์เอนทรี่นี้อยู่เงียบๆคนเดียวในห้องพัก...
ส่วนวันพรุ่งนี้น่ะเหรอ ... ผมยังคงต้องตื่นแต่เช้าไปทำงาน
โดยที่ผมไม่แน่ใจว่า บรรยากาศวันแม่จากเมืองไทยมันจะลอยฟุ้ง
มาถึงกรุงพนมเปญเพื่อลดบรรยากาศอันตึงเครียดของการงานได้หรือไม่
2.
ผมยังจำได้ดีครับ ว่าเมื่อปีที่แล้วผมได้กลับไทยในโอกาสวันแม่
หลังจากที่ผมมาอยู่ที่พนมเปญอย่างเป็นทางการกว่า 35 วันติดต่อกัน
ซึ่งยังคงเป็นสถิติโอลิมปิกของผมที่ยังไม่เคยทำลายได้จนถึงวันนี้
ในขณะที่ปีนี้ ถึงผมจะมาอยู่พนมเปญเพียงแค่อาทิตย์เดียวในครั้งนี้
แต่มันก็เป็นครั้งที่พาดคร่อมวันที่ 12 สิงหาคมไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเย็นวันศุกร์ผมจึงโทรไปบอกแม่ว่า ผมคงไม่ได้กลับวันจันทร์อย่างที่บอก
แต่จะเลื่อนไปกลับในวันพฤหัสตอนเย็นแทน ...
แม่ผมตอบผ่านสายโทรศัพท์มาว่า “ไม่เป็นไรลูก ทำงานไปเถอะ
ทำเยอะๆ จะได้เก่งๆ แล้วเอาเงินมาให้แม่ซื้อทอง ...”
แม่ผมนี่น่ารักจริงๆ ...
3.
ผมเป็นลูกคนกลางในบรรดาลูกชายสามคนที่อายุต่างกันแค่คนละปี
ผมเป็นคนที่ติดแม่มากที่สุด ตอนเด็กๆ ผมจะต้องนั่งซ้อนท้ายจักรยานแม่
เพื่อไปจ่ายตลาดตอนเช้าทุกวัน ทุกวัน ...และทุกวัน ...
(ผมจำไม่ได้จริงๆว่าแล้วทำไมพี่ผม กับน้องชายผมมันไม่ไปกะม๊าบ้าง)
ผมยังจำได้ว่าที่หน้าตลาดจะมีร้านขายขนมครกที่อร่อยมากๆ
และม๊าจะซื้อให้ผมกินทุกวันทุกวัน ทุกวัน ...และทุกวัน...
นี่สินะ ที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมชอบกินของหวานมาจนถึงทุกวันนี้
และขนมครกยังคงเป็นขนมไทยติดชาร์ตอันดับหนึ่งในดวงใจผม
มาตลอด 23 ปีเต็มโดยไม่เคยมีขนมไทยหน้าไหนมาล้มแชมป์ได้เสียที
ผมยังจำได้ว่าวันนึง ที่ผมซ้อนจักรยานม๊าไปตลาดตามปกติ
แต่ขาของไอ้เต่าเสือกซนจนเข้าไปเกี่ยวในซี่กงล้อของจักรยาน
ทำให้จักรยานล้ม ลำบากให้ม๊ารีบวิ่งไปตามคนมาช่วยตัดซี่ล้อจักรยาน
โดยมีไอ้เต่าร้องไห้แหกปากอย่างไม่หยุดหย่อน เรียกร้องความสนใจให้คนมามุงดู
ทั้งๆที่เหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้วเกือบยี่สิบปี แต่ทุกวินาทีในตอนนั้น
มันยังคงชัดเจนเหมือนกับเพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน ...
4.
แม่ผมเป็นแม่บ้านผู้เพรียบพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์
หากเมืองไทยมีรายการทีวีแชมเปี้ยน ตอนสุดยอดแม่บ้านมืออาชีพ
ผมจะส่งคุณสุมณฑาเข้าแข่งขัน รับรองว่าแม่ผมจะได้แชมป์แบบไม่ต้องเหนื่อย
แม่ผมทำอาหารเก่งมาก และอร่อยเว่อร์ ...
เรียกได้ว่าผมโตมากับอาหารของแม่ผมเชียวล่ะ
ยิ่งตอนเด็กๆ ที่บ้านผมยังมีเตาอบอยู่ ผมได้กินเค้กฝีมือแม่เป็นประจำ
เมนูโปรดของผมคือ บราวนี่ที่ถล่มด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์จำนวนมาก
(นี่ถ้าบ้านผมยังมีเตาอบอยู่ ผมจะยอมควักตังค์ซื้อแอลมอนด์ แมคคาเดเมีย พีแคน
วอลนัต และสารพัดถั่วไฮโซ มาให้แม่ผมทำบราวนี่ที่อลังการที่สุดในโลกให้ผมกิน)
ตอนปิดเทอมในช่วงที่ผมเรียนช่วง ม.ต้น ผมจะเป็นลูกมือของแม่
ที่จะเดินออกไปจ่ายตลาดที่ตลาดนัดวัดอุดมทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์
สามเดือนช่วงฤดูร้อนนั้นเป็นที่มาว่าทำไมผมถึงเลือกซื้อของเป็น
ถ้าจะซื้อกุ้งสด ต้องดูที่ความใส เปลือกแน่น หางไม่ดำ ...
ถ้าจะซื้อปลาสด ต้องพลิกเหงือก กดเนื้อว่าไม่เละ และตายังใสปิ๊งๆ
ถ้าจะซื้อเห็ดฟาง ต้องเลือกดอกที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ไป และยังไม่บาน
ถ้าจะซื้อคะน้า ต้องเลือกต้นที่ก้านไม่ใหญ่เกินไป และพอรอยหนอนกินบ้าง
...และอีกหลายๆอย่าง ที่ทำให้ผมเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต
แล้วสามารถเลือกซื้อของสดคุณภาพดีได้ไม่มีผิดพลาด ...
อีกอย่างที่แม่ผมเก่งโคตรๆ นั่นคือการเย็บผ้า ...
ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาที่ยายผมถ่ายทอดลงมาให้อย่างเต็มข้อ
ไม่ว่าจะเป็นการเย็บ ปัก ถัก ร้อย สอย เนา แม่ผมจัดการได้หมด
ตอนเด็กๆ เสื้อผ้าบ้านผมกว่าครึ่งเป็นเสื้อที่แม่ตัดให้ใส่เอง
(พ่อผมทำงานในโรงงานทอผ้า จึงมีผ้ามาให้แม่เย็บแบบไม่ขาดมือ)
แต่ดูเหมือนทักษะการเย็บผ้าจะไม่ได้ตกทอดมาสู่ผมเหมือนการทำอาหารแม้แต่น้อย
ตอนประถมที่ผมต้องเรียนวิชางานประดิษฐ์ ผมแทบจะยกเกรดสี่ให้คุณสุมณฑา
เพราะไม่มีงานชิ้นไหนเลย ที่ไอ้เต่าได้ลงมือทำเองจริงๆสักชิ้น ...
ขนาดผมโตเป็นควายทุกวันนี้ ผมยังเย็บกระดุมเสื้อเองไม่เป็นเลย
เวลาที่ซื้อกางเกงขายาว คุณสุมณฑาก็จะแข็งขันรับหน้าที่ตัดขากางเกงให้
บ้านผมจึงไม่เคยใช้บริการจักรเย็บผ้าที่ไหนนอกจากจักรของแม่เลยสักครั้ง
เขียนถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึงตอนที่เป้โน้ตบุ้กผมทะลุเป็นรูเมื่อตอนต้นปี
จนถึงวันนี้ รอยเย็บอันแนบเนียนฝีมือแม่ผมก็ยังคงอยู่ ผมยังคงใช้เป้ใบเดิม
และคิดว่ายังคงจะใช้เป้ใบนี้ไปอีกนานทีเดียว ...
5.
ตัวจริงของผมเป็นคนคิดมาก เครียดง่าย ขี้กังวล และคิดไปเองเป็นประจำ
ทุกครั้งที่ม๊าไม่สบาย ดีกรีความเครียดของผมจะพุ่งปรี๊ดติดเพดานทันที
ถึงม๊าจะแค่ท้องเสีย หรือไอค๊อกแค๊ก ผมจะต้องจิกพาไปโรงพยาบาลให้ได้
มีอยู่วันหนึ่ง ที่ทำให้ผมรู้ว่าแม่ผม “แพ้ผึ้ง”
ขณะที่แม่ผมกำลังนั่งทำสวน ดันมีผึ้งบินเฉียดผ่านหน้าแม่ผมไปนิดเดียว
ถึงจะไม่โดนต่อย แต่มันก็ทำให้แม่ผมตาปูดจนต้องเข้าโรงพยาบาลเลยทีเดียว
ตอนนั้นในใจผมคิดไปไกลมากแล้วว่าแม่กูตาบอดแน่ๆ ...
ทำเอาผมเครียดจนนอนไม่หลับเชียวแหละ แต่พอเช้ามาเห็นแม่อาการดีขึ้น
ผมก็ค่อยโล่งใจไปได้เยอะเหมือนกัน ...
แต่สิ่งนึงที่ผมยังอยากให้แม่ผมทำ ก็คือการออกกำลังกาย
เพราะแม่ผมเอาแต่ทำงานบ้านทุกวัน ไม่เคยไปออกกำลังกายอะไรเลย
พยายามชักชวนให้ไปเล่นฟิตเนสก็ไม่ไป เล่นโยคะ เต้นแอโรบิกส์ก็ไม่เอา
นี่ผมกะว่า ถ้าวันไหนที่ผมเกิดเลิกเป็นมนุษย์เงินเดือน มาทำงานที่บ้านแทน
หนึ่งในภารกิจของผมก็คือ การพาแม่ออกไปเต้นออกกำลังกายที่ลานในหมู่บ้าน
ผมอยากให้แม่ผมดูดี เพราะผมเชื่อว่าการออกกำลังกายทำให้คนดูดี...
ไม่เชื่อก็ดูลูกชายคนกลางเป็นตัวอย่างสิ ...ตอนนี้มันดูดีจะตาย
6.
แม่ผมเป็นผู้หญิงใจดี เรียบร้อย พูดน้อย ...
แม่ผมไม่เคยปล่อยมุกออกมาให้ลูกขำอย่างตั้งใจสักครั้ง
ในขณะที่ลูกชายคนกลางตอนนี้เริ่มเสียสติ ปล่อยมุก จิกกัดชาวบ้านอย่างสนุกปาก
ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าได้เชื้อบ้าแบบนี้มาจากไหนกันนะ ...
ผมเคยสงสัยอยู่ว่าแม่ผมจะมีด้านขี้เม้าธ์เหมือนผู้หญิงทั่วไปมั้ย
มีอยู่วันนึง ที่แม่ผมมีแขกมาเยี่ยม แถมเป็นแขกผู้หญิงที่ผมไม่คุ้นหน้า
ปรากฏว่าเป็นเพื่อนสมัยเรียนของแม่ผม โอ้ว... พระเจ้าจอร์จ
วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้ว่า คุณสุมณฑาก็มีด้านที่เม้าธ์กระจายได้เหมือนกัน
ถ้าเอาเครื่องนับคำพูดวันนั้นมาตั้งไว้ในบ้าน มิเตอร์มันคงวิ่งจนแทบพัง ...
แถมเห็นเงียบๆ พูดน้อยๆแบบนี้ แต่พอลูกชายคนนี้ได้เกียรตินิยมอันดับ 1
หรือได้ทำงานเงินเดือนดีๆ ได้ไปต่างประเทศเป็นประจำ ...
ไหงแม่ค้าขายราดหน้าที่หน้าหมู่บ้านถึงรู้ได้ละเนี่ย
ถ้าไม่ใช่ฝีปากคุณสุมณฑา...
7.
เมื่อสองปีที่แล้ว เกิดเหตุที่ทำให้ผมต้องเข้ารับการผ่าตัดครั้งใหญ่
หลังผมฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบ ผมสิ้นฤทธิ์นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงคนไข้
แถมหิวจนไส้จะขาด เพราะต้องอดอาหารถึงสิบสองชั่วโมงก่อนการผ่าตัด
แต่พอตื่นขึ้นมา ผมก็ยังไม่มีแรงพอที่จะลุกขึ้นมานั่งกินข้าวเองด้วยซ้ำ
ก็ได้แม่ผมนี่แหละที่มานั่งเฝ้าไข้ แกะโจ๊กลงในชาม แล้วเป่าก่อนป้อนให้ทีละคำจนหมด
ตอนนั้นผมมีสภาพเหมือนตัวเองตอนอายุขวบเดียวที่ช่วยตัวเองไม่ได้
ผมจำได้ไม่เคยลืมว่า ผมกินโจ๊กชามนั้นพร้อมน้ำตาอาบแก้ม ...
ถึงตอนนั้นผมจะยังไม่รู้สึกเจ็บแผล น้ำตามันก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้
ม๊าบอกผมมาตลอดว่า ตอนเด็กๆผมคือลูกที่ร้องไห้เก่งที่สุด
เอะอะๆก็ร้องไห้ตลอด นับว่าเป็นผู้ชายที่ขี้แยมากทีเดียว
แต่ตอนนี้ผมอายุยี่สิบสามแล้วนะ ... ผมโตแล้ว ...
แล้วผมก็ไม่ได้ร้องไห้ให้ม๊าเห็นมาสักพักใหญ่แล้ว
แต่จริงๆผมก็ยังคงเป็นลูกชายขี้แยคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ...
...ก็กว่าผมจะพิมพ์เอนทรี่มาจนถึงบรรทัดนี้ได้
ผมหมดน้ำตากับกระดาษทิชชู่ไปมากขนาดไหนแล้วก็ไม่รู้
รักม๊าที่สุดในโลก ...
บองเต่า ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา
11 สิงหาคม 2551
(ผมรักม๊าทุกวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นวันแม่)