1.
ผมอยู่ในช่วงของการ
ปรับพฤติกรรมการกิน
พร้อมกับการออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่งมาจะสองเดือนแล้ว
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพึงพอใจมากทีเดียวครับ


พุงนิ่มๆที่เคยยื่นล้ำหน้านมอยู่นิดๆตอนยืนตรงมันหายไปแล้ว
!
(ผมเพิ่งเห็นเองชัดๆก็ตอนใส่กางเกงว่ายน้ำไปว่ายที่อพาร์ทเมนต์
แล้วสังเกตว่า ไม่มีพุงย้อยล้นออกเกินขอบกางเกงแล้ว เย่)

ผลงานครั้งนี้ผมออกจะให้เครดิตกับการออกกำลังกายมากกว่า
เพราะผมจริงจังมาก ไปวิ่งวันละ
5 km และ weight training
สัปดาห์ละ
4 วันหลังเลิกงาน ถ้าอยู่เขมรก็ไปว่ายน้ำเอา ...

วันก่อนใส่เสื้อยืดพอดีตัวไปเที่ยว ถึงขนาดมีคนทักว่าหุ่นดีขึ้น
คนบ้า... ทักแบบนี้ผมก็เขินนะ ...


2.
พฤติกรรมการกินแบบเดิมของผมค่อนข้างจะแย่พอสมควร
เพราะผมเป็นคนชอบกินข้าวเยอะ ไม่งั้นจะไม่อิ่ม
ผักก็กินไม่เก่ง อาหารบางมื้อผมไม่มีสีเขียวปนเปื้อนเลยด้วยซ้ำ
แถมยังต้องกินอาหารอ้วนๆปิดท้ายมื้อ เช่น ไอติม หรือขนมปัง
พอขึ้นออฟฟิศมา ตอนบ่ายๆก็ต้องกินจุบๆจิบๆ จุ๊บุ จุ๊บุ

ทุกวันนี้ผมเลิกพฤติกรรมพวกนี้ไปได้เยอะพอสมควรครับ
ของกินอย่างเดียวที่ผมกินนอกมื้ออาหารคือ ไข่ต้ม ...
ทุกเช้าผมจะซัดไข่ต้ม (ไข่ขาวล้วน) วันละ
3 ซอง
ถ้าวันไหนเห็นป้าแม่บ้านยกจานไข่ต้มที่ไม่มีไข่แดงออกมา
ทั้งออฟฟิศเป็นรู้กันว่า จานนี้เป็นของบองเต่าไม่มีพลาดชัวร์ๆ

เที่ยงวันนึง ผมไปนั่งกินข้าวในโรงอาหารพร้อมกับทุกคนในแผนก
ซึ่งปกตินายของผมจะเป็นคนที่สังเกตลูกน้องในนอกเวลางานด้วย
ถ้าผมกินร้านข้าวแกงในโรงอาหาร จะเป็นที่รู้กันของทุกคน
ว่าบองเต่าจะต้องสั่งอาหารโปะมาพูนจานไม่ต่ำกว่า
3 อย่าง
บางทีอาจจะมีท้อปปิ้งเป็นไข่ดาว หรือไข่เจียวโปะมาอีกฟองด้วยซ้ำ

ปรากฏว่าวันนั้น ทั้งจานผมมีกับข้าวแค่อย่างเดียว คือฟักทองผัดไข่
ทุกคนมองไปที่จานข้าวแล้วทำหน้าเหวอๆเหมือนมีกะจั๊วะยักษ์อยู่ในจาน
นายผมจึงเหน็บออกมาสนุกๆว่า

 
นี่... ปกติก็กินอะไรไม่ค่อยจะเป็นอยู่แล้ว นี่ยังจะเลือกกินเข้าไปอีกเหรอ
สงสัยต่อไปคงจะไม่เหลืออะไรที่เธอกินได้แล้วล่ะเนี่ย ...


ผมเป็นคนที่ขึ้นชื่อว่า
กินอะไรไม่ค่อยเป็น ..
พูดอีกอย่างคือ เป็นคนเรื่องมากที่มีเงื่อนไขในการกินเยอะนั่นแหละ
ทำให้การร่วมมื้ออาหารกับคนอื่น ผมจะต้องสั่งเมนูที่เรียกว่า
อาหารเด็ก มากิน
เพราะผมกินอาหารที่
ผู้ใหญ่ กินไม่ค่อยได้ ...

ผมลองมานั่งนึกดูว่า ในชีวิตนี้ มีอาหารประเภทไหนที่ผม
กินไม่เป็น บ้างวะ?
ก็พบว่ามีเยอะมากกกกกกกก ที่แปลกคือ บางอย่างผมไม่เคยเอาเข้าปากด้วย
แต่กลิ่นสัมผัสและหน้าตาของมันก็เพียงพอที่จะยืนยันว่า
กูไม่กินมึงแน่

โดยของกินที่บองเต่ากินไม่เป็น และกินไม่ได้ มีดังต่อไปนี้

ผักมีกลิ่น
ผมที่ผ่านมาตรฐานการกินของผมจะต้องไม่มีกลิ่นฉุน
ซึ่งผักที่ผมปลาบปลื้ม สามารถกินได้สบายๆ ได้แก่
ผักผุ้ง บร๊อคโคลี่ ดอกคะน้า ผักกาดขาว แครอท มะเขือม่วง
หัวหอมใหญ่ (รายนี้เพิ่งกินเป็น และตรัสรู้ว่าจริงๆแม่งโคตรอร่อยเลย)
ข้าวโพด ข้าวโพดอ่อน เห็ดทุกชนิด (ปลื้มมาก เพราะไฟเบอร์เยอะสุดๆ)

ส่วนที่เป็นปรปักษ์กัน ต้องเขี่ยทิ้งทุกครั้ง ได้แก่
มะเขือเทศ (รสชาติหยึยๆไงไม่รู้) หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วฝักยาว
กะเพรา คื่นช่าย สะระแหน่ โหระพา และผักในอาหารเวียดนามทุกชนิด

มินต์
ผมไม่กินของหวานทุกอย่างที่มีรสและกลิ่นมินต์ ...
ผมว่ามันทรมานว่ะ ที่ปากเราต้องรู้สึกเย็นๆอยู่ตลอดเวลา
บางทีที่ปากเหม็นกระเทียม แล้วมีคนหยิบยื่นลูกอมมินต์มาให้ผม
ผมก็จะปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด ยอมปากเหม็นต่อดีกว่าปากเย็นว่ะ ...

ทุเรียน
แปลกมาก ... ตอนเด็กๆผมชอบกินทุเรียนเป็นชีวิตจิตใจ
แต่พอโตมา ผมกลับทนกลิ่นทุเรียนไม่ได้ เป็นอันต้องเดินหนี
แต่ถ้าเป็นทุเรียนทอดใส่เกลือเยอะๆ อันนี้ผมขอสองถุงเลยครับ

กาแฟดำ
ผมชอบกินชามากกว่ากาแฟ ส่วนกาแฟจะกินเฉพาะกาแฟนมเท่านั้น
อย่างเช่นถ้าไปกินตาบั๊ก ผมก็จะกินกาแฟปั่น ลาเต้ หรือมัคคิอาโต้
แต่ถ้าเป็นพวกกาแฟชง ที่เป็นน้ำดำๆใสๆ ที่เค้าเสิร์ฟกันตามห้องประชุม
หรือบนเครื่องบิน แล้วต้องเติมน้ำตาล เติมครีมตามใจชอบเนี่ย
กินได้ไม่เกินสองอึกก็วางแล้ว ...

น้ำพริก
คงเป็นผลทางจิตวิทยา ที่มันมีคำว่า พริก อยู่ในชื่อด้วย
เวลาเราไปกินอาหารไทยแล้วสั่งน้ำพริกมา ผมจะเป็นคนเดียวที่จะนั่งนิ่งๆ
ไม่ได้ผสมโรงจิ้มจ้วงอย่าเมามันส์ไปกับเขาด้วย เพราะมันฟังดูเผ็ดอ่ะ
แถมยังมีแต่ผัก ผัก ผัก ไม่เห็นมีเนื้อสักชิ้น ... กินกันเข้าไปได้ยังไงเนี่ย
!

กะปิ
เป็นของกินที่หลอนที่สุดในชีวิตผมเลยนะเนี่ย โดยเฉพาะกลิ่นของมัน
ถ้าให้ผมเลือก ว่าจะอยู่ในห้องปิดตายกับฮันนิบาล เลคเตอร์ หรือกะปิ ...
ผมคงเลือกฮันนิบาล เลคเตอร์ ...

เชอรี่สีแดงที่เป็นท้อปปิ้งไอติม
ผมเคยเป็นคนปลุกกระแส ไม่เอาเชอรี่ เวลาไปกินสเวนเซ่นส์
ถ้าเมนูไหนที่มีเชอรี่สีแดงสดวางอย่างสวยงามอยู่บนยอด ผมขอเปลี่ยน
ซึ่งส่วนมากจะขอเปลี่ยนเป็น
extra whip เพื่อความอ้วนสะใจ ...

ผมเคยกินทีนึง ผมนึกว่ากินพลาสติกแช่ยา เพราะรสชาติและกลิ่นมันแหยะมาก
ยิ่งเคยดูรายการที่เขาพาไปดูเบื้องหลังการผลิตแล้ว ยิ่งหลอนกันเข้าไปใหญ่
เพราะจริงๆมันเป็นเชอรี่ดิบๆสีเขียว แล้วเอาลงไปแช่ในน้ำสีแดงตั้งอาทิตย์นึง
พอเอาขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นสีแดงสดใสปิ๊งอย่างที่เราเห็นกันนั่นแหละ ...
น่ากลัวเป็นที่สุด ...

ขนมจีนน้ำเงี้ยว
ผมเคยไปเข้าค่ายที่พะเยา แล้วต้องกินอาหารเหนือเกือบทุกมื้อ
ข้าวซอยผมชอบมาก ไส้อั่วก็ชอบ วันๆกินได้เป็นดุ้นๆเลยด้วย
แต่ที่กินไม่ได้เลยคือ ขนมจีนน้ำเงี้ยว ... ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
แต่กินเข้าไปแล้ว รู้สึกร่างกายมันจะขับย้อนออกมาตลอดเวลา
ขนมจีนแกงเขียวหวานผมก็กินได้นะ แต่ทำไมน้ำเงี้ยวไม่ได้ไม่รู้
ยังไงต้องขอโทษแม่เอี่ยวด้วย ที่ผมกินน้ำเงี้ยวไม่ได้จริงๆ
ในขณะที่ลูกค่ายทุกคนเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ...

มะขาม
เคยไปงานเกษตรแฟร์ ที่เค้าเอามะขามาขายกันเป็นตันๆมั้ย?
ผมโคตรสงสัยเลยว่า คนเราจะกินมะขามกันเป็นกิโลๆเลยเหรอวะ
เพราะผมคนนึงล่ะ ที่กินแค่อันเดียวก็ฝืนใจผมจะตายอยู่แล้ว
เนื้อมันก็แหยะๆ ไหนจะไอ้เส้นแข็งๆน่ารำคาญที่ห่อหุ้มเนื้ออยู่
รสชาติก็ไม่ได้อร่อยเลิศตรงไหน ... ขอผ่านครับ

ตับหมู
ก่อนที่จะเลิกกินหมูกะทะโดยถาวร ผมชอบไปกินกับเพื่อนๆ ม.ปลาย
ซึ่งการไปกินหมูกะทะ ทำให้ผมรู้สึกสงสัยว่า
เพื่อนกูเป็นปอบรึเปล่า
เพราะมันแดกตับกันเป็นกิโลครับ มันตักตับหมูกันมาสี่จานแบบล้นๆพูนๆ
ซึ่งตับนี่ผมกินทีไร รู้สึกว่ากลิ่นมันแรงเกินไปอะ สัมผัสก็สากๆแป้งๆ
ถ้าเลือกได้ ขอเปลี่ยนเป็นลิ้นหมู หรือกะเพาะดีกว่าครับ

วาซาบิ
เพราะผมกินวาซาบิไม่เป็น ผมก็เลยไม่อภิเชษฐ์ในรสชาติปลาดิบไปด้วย
เวลาไปกินซูชิที่เค้าป้ายวาซาบิไว้ใต้เนื้อปลา ผมจะรู้สึกเซ็งจิตมาก
ทำไมต้องบังคับขู่เข็ญกันขนาดนี้ด้วย ก้อกูกินไม่เป็นอะไร บังคับทำไม...
ผมว่ามันเป็นความเผ็ดร้อนที่ทรมานกว่าพริกบ้านเราตั้งเยอะนะ ...
แบบว่าขึ้นจมูก กินน้ำก็ไม่ค่อยช่วยเท่าไร น่ากลัวชะมัด

ส้มตำปู หรือ ปลาร้า หรือ ปูปลาร้า
ผมชอบกินส้มตำ ... แต่ต้องเป็นส้มตำไทยใส่พริกสองเม็ดเท่านั้น
หรือจะใส่ไข่เค็มด้วยก็ได้ อร่อยเข้มข้นดีเหมือนกัน ...
แต่ถ้าเป็นปูปลาร้า อันนี้เอาออกไปไกลๆโดยด่วน กลิ่นมันรัญจวนเกินไป
เวลาผมไปกินส้มตำกับที่ทำงาน ส้มตำของผมก็เลยเป็น
ส้มตำเด็ก
ส่วนส้มตำปูจะเรียกว่า
ส้มตำผู้ใหญ่ แต่ถ้าเป็นปูปลาร้า จะเรียกว่า ส้มตำราชวงศ์
ต้องเป็นชาวไทยอันสูงศักดิ์เท่านั้น ที่จะได้ลิ้มรสชาติของส้มตำที่แท้จริง
!

ของกินทุกอย่างที่เป็นรสชาเขียว
ช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา ที่ชาเขียวระบาดไปในทุกอุตสาหกรรม
ของกินทุกอย่างต้องออกรสชาเขียวมาให้อินเทรนด์ไปด้วย
ผมรู้สึกว่า เกินกว่า
90% ของของกินรสชาเขียว รสชาติแมวอิ่ม (หมาไม่แดก)
ที่อะเฟรดมากๆคือ โคลอนรสชาเขียว ตอนนี้เลิกผลิตไปแล้ว รสชาติน่าจนลุกสุดๆ
แถมพวกขนมปังชาเขียว เค้กชาเขียว ก็ไม่เห็นมีอันไหนอร่อยสักอย่าง
แต่ถ้าเป็นชาเขียวที่เป็นเครื่องดื่ม ผมปลื้มแบบที่เข้มๆ ไม่ใส่น้ำตาล
เช่น ยี่ห้อ
pokka หรือ kirin ที่เป็นรสแบบญี่ปุ่นจริงๆ อันนี้ปลื้มมาก

ปล. ไอติม
haagen dazs รสชาเขียวอร่อยมาก แต่ไม่มีตังค์กินครับ

ถั่วงอกดิบ
ลิ้นผมมีฟังก์ชั่นพิเศษ ในการคัดแยกถั่วงอกดิบได้ ...
เวลาที่ไปกินผัดไทย หอยทอด หรือออส่วนแล้วผัดถั่วงอกไม่สุก
มันจะทำหน้าที่อัตโนมัติในการคัดแยกถั่วงอกดิบพวกนั้นออกทันที
ก็รสชาติมันทั้งแข็งๆ ดิบๆ แถมยังเหม็นเขียวขนาดนั้น ใครจะทนไหววะ?


พอแล้วดีว่า ...นับๆไป ก็เริ่มรู้สึกเห็นด้วยกับนายผมแล้วล่ะ ...
บนโลกนี่จะเหลืออะไรให้กูกินมั้ยเนี่ย ...